เหรียญBitcoin

Binance ถูกแฮ็ก สูญ 1.2 พันล้านบาท สั่งห้ามถอน 1 สัปดาห์

เหรียญBitcoin และ Cryptucurrency

เหรียญBitcoin Binance ถูกแฮ็ก สูญ 1.2 พันล้านบาท สั่งห้ามถอน 1 สัปดาห์ แล้วเราควรทำอย่างไรต่อไป

สุภาษิตที่มีมานาน และคอยใช้พร่ำสอนเตือนสติตอนเรายังเป็นเด็กว่า “ผู้ที่มีความปราดเปรื่องหรือเก่งกาจสามารถ ก็ยังมีผิดพลาดได้ ไม่ใช่ว่าจะทำการใดๆได้สำเร็จลุล่วงทุกครั้งเสมอไป”

บางทีสุภาษิตที่ว่านี้อาจเป็นตัวอย่างให้เราต้องนำมันปัดฝุ่นใหม่ในตอนโตเสียแล้ว โดยเฉพาะช่วงที่พวกเราต้องมีความรับผิดชอบมากมาย และรวมถึงด้านการเงิน ที่ต้องนำไปฝากไว้กับเว็บกระดานซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลนี้ด้วย

Binance เว็บผู้ให้บริการด้านกระดานเทรดเหรียญ Bitcoin และ Cryptucurrency อันดับหนึ่งของโลก ที่มีอายุเพียงแค่ไม่ถึง 3 ปี ออกมาประกาศว่า hot wallet ของพวกเขาถูกเจาะ ส่งผลทำให้ต้องสูญเสีย Bitcoin ไปเป็นมูลค่ากว่า 7,000 BTC หรือคิดเป็นเงินมูลค่าประมาณ 1.2 พันล้านบาทในขณะนี้

ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นจากอะไร?​
ทำไมเว็บไซต์ที่ได้รับฉายาจาก meme ว่า ‘funds are safu’ หรือ “ที่แปลว่าเงินของคุณปลอดภัยดี” โดยมีการล้อเลียนสำเนียงจีนของนาย Changpeng Zhao (CZ) หรือผู้ก่อตั้งวัยหนุ่มที่ฉายแววดีมาตั้งแต่ต้น ถึงกลับมาพลาดพลั้งให้กับเรื่องง่าย ๆ แบบนี้?

นาย CZ นั้นออกมากล่าวว่านักแฮ็คนั้นใช้แทคติกในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในส่วนของการทำ phising และการใช้ไวรัส “เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวโค้ด 2FA เป็นจำนวนมาก และรวมถึง API key” อีกด้วย

สิ่งเหล่านี้สื่อถึงอะไร?

มันบ่งบอกว่าต่อให้เว็บกระดานซื้อขายจะใช้ไวรัลการตลาดกล่อมคุณว่าเว็บของพวกเขาปลอดภัยมากขนาดไหน แต่สักวัน มันก็จะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นจนได้ ตามกฎแห่งสถิติว่ามันไม่มี success rate ไหนที่มีตัวเลขเป็น 100% ตลอดไป มันจะต้องมีเพียงแค่ 99.99% เท่านั้น และนั่นก็อธิบายให้เราเห็นเป็นอย่างดีว่าทำไม Binance ที่ก่อนหน้านี้พวกเขาดูเหมือนว่าจะจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองหมด แต่พวกเขาก็ยังมีข้อบกพร่อง และพวกเราก็ไม่ควรล้อเล่นกับข้อบกพร่องของพวกเขา เพราะปัญหาและผลกระทบที่ตามมา มันส่งผลเป็นวงกว้างต่อเหรียญในบัญชีของคุณ

ผลกระทบใหญ่ขนาดไหน?
แม้ว่าทาง Binance จะออกมาประกาศว่า “บัญชีของผู้ใช้งานนั้นปลอดภัยดี ไม่มีใครได้รับผลกระทบ” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ก็ไม่มีวันทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ดั่งเช่นแก้วที่ร้าว ก็ไม่มีวันทำให้มันกลับมาประติดประต่อเหมือนเดิมได้

มีผู้คนที่ได้รับข่าวร้ายในช่วงเช้านี้เป็นจำนวนมาก และพวกเขาก็พยายามถอนเหรียญของพวกเขาออกไป ทว่าทาง Binance กลับประกาศว่า “จะทำการรีวิวระบบความปลอดภัยใหม่ และจะใช้คำสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใช้งานถอนเหรียญออกจากระบบเป็นเวลา 1 สัปดาห์”

นี่คือหนึ่งในผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ใช้งานทั่วไป เพราะก่อนหน้านี้เคยมีคำกล่าวที่ว่า

“ กุญแจของคุณเหรียญของคุณ ไม่ใช่กุญแจไม่ใช่เหรียญของคุณ” เหรียญBitcoin

หรือมีความหมายว่า private key กับเหรียญนั้นเป็นของคุณ แต่มันไม่ใช่ของ ๆ exchange ที่คุณนำไปฝากเหรียญของคุณไว้ อีกทั้งคุณยังไม่ได้ถือ private key ที่เปรียบเสมือนเป็นรหัส ATM ของคริปโตอีกด้วย

นี่จึงเป็นสิ่งที่อธิบายได้ดีว่าทำไมคุณถึงไม่ควรที่จะเก็บเหรียญของคุณทั้งหมด 100% ไว้บน exchange ไหนก็ตาม เพราะมันไม่มีที่ไหนปลอดภัยเท่ากับ wallet ของคุณอีกแล้ว

การสั่งห้ามถอน 1 สัปดาห์นั้น สำหรับผู้ที่รู้เรื่องของความสำคัญข้อนี้ดี คงจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเหรียญของพวกเขาเกือบทั้งหมด ตัวเขานั้นเป็นผู้ถือครองเอง แต่ทว่ามือใหม่ หรือคนหมู่มากที่ไม่ทราบในเรื่องนี้ หรือเห็นแก่ความสบายและความมักง่าย ก็จะต้องได้รับผลกระทบนั้นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สมมติว่าคุณเป็นหนึ่งในนักเทรดที่มีพฤติกรรมเก็บเหรียญไว้บนเว็บเทรด 100% และหากเทรดได้กำไรก็จะถอนมันออกมาใช้ต่อวัน, หรือต่อสัปดาห์ หากว่าวันที่ต้องถอนนั้นมันคือวันนี้ หรือพรุ่งนี้ หรือวันถัด ๆ ไป คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ได้แน่นอน และหากคุณได้อ่านบทความนี้อยู่ ทางเราหวังว่าคุณคงจะได้ตระหนักถึงปัญหานี้แล้ว และหวังว่าคุณจะฉุกคิดได้ว่าควรเปลี่ยนแปลงและแก้ไข

แต่หากคุณเป็นกลุ่มคนที่ทราบถึงเรื่องการเก็บเหรียญของคุณเป็นอย่างดี เราก็ขอแสดงความยินดีด้วย ที่คุณไม่ได้รับผลกระทบจากมันมากนัก และขอให้ใช้เหรียญคริปโตอย่างมีความสุขต่อไป

แล้วฉันควรทำอย่างไรดีล่ะ?
สิ่งที่คุณควรที่จะทำเป็นอย่างแรกเลยคือ คุณควรศึกษาเรื่อง wallet เก็บเหรียญคริปโตให้เป็นอย่างดีเสียก่อน

อ่านเพิ่มเติม: Wallet หรือกระเป๋าเก็บคริปโตคืออะไร และมันทำงานอย่างไร? เหรียญBitcoin

ในโลกของคริปโตนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า Wallet หรือกระเป๋าเอาไว้ใช้เก็บเหรียญของคุณ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Ethereum, Dogecoin, XRP ล้วนแล้วแต่มี wallet เอาไว้ใช้เก็บเหรียญทั้งสิ้น

แม้หน้าตาของมันจะประกอบไปด้วยตัวเลข และตัวหนังสือที่ยุ่งเหยิงสลับกันไป แต่มันก็ไม่เหมือนกันทั้งหมดเสียทีเดียว สิ่งที่คุณควรจะทำคือการจำแนกประเภทของ wallet เสีย ซึ่งทางเราได้แนะนำให้คุณจำแนกไว้ดังนี้แล้ว

1. Hot wallet – ใช้สำหรับเป็นกระเป๋าเก็บเหรียญชนิด ‘บัญชีกระแสรายวัน’ กล่าวคือมันเป็น wallet ที่ควรถูกจำแนกไว้ใช้งานแบบเฉพาะกิจ อย่างเช่นเอาไว้ใช้ซื้อข้าว, อาหาร, เครื่องดื่ม, เครื่องขุด, จ่ายเงินเดือนพนักงาน หรือแม้แต่เป็นบัญชี portfolio สำหรับเทรดเหรียญคริปโต ดังนั้นมันจึงเป็นกระเป๋าที่คุณไม่ควรนำเอาเหรียญทั้งหมดมาเก็บไว้ในนี้ จงจำไว้ว่า hot wallet นั้นคุณสามารถเลือกที่จะถือ private key เป็นของตัวเอง หรือไม่ก็ได้ เนื่องจากว่าจุดประสงค์ของ hot wallet นั้นมีขึ้นก็เพื่อความรวดเร็วและสะดวกในการใช้งาน โดยตัวเลือกกระเป๋า wallet ที่คุณสามารถใช้ทำเป็น hot wallet ก็คือ
แอ็พ wallet บนโทรศัพท์มือถืออย่างเช่น Blockchain, Mycelium
Wallet บนเว็บเทรด

2. Cold storage หรือ Cold wallet – ใช้สำหรับเป็นกระเป๋าเก็บเหรียญชนิด ‘ฝากประจำ’ กล่าวคือมันจะเป็น wallet ที่คุณนำเอาเหรียญที่คุณเก็บรักษามันไว้เพื่อสร้างอนาคตของคุณเข้าไปฝากประจำข้างในนั้น ดังนั้นเหรียญประมาณ 90% ของคุณจะต้องถูกนำมาเก็บไว้ใน cold wallet และสามารถแบ่งออกไปเติม hot wallet ในยามที่คุณต้องการจะถอนมันออกมาใช้งาน นั่นหมายความว่ากระเป๋าประเภทนี้ คุณจะต้องเป็นฝ่ายถือ private key เองทั้งหมด ไม่ควรนำไปฝากไว้ให้กับคนที่คุณไม่ไว้วางใจเป็นอันขาด ซึ่งการเก็บเหรียญไว้ในกระเป๋าที่คุณเป็นผู้ถือ private key เองนั้น จะทำให้แน่ใจว่าเหรียญของคุณจะไม่มีวันถูกแฮ็คได้ (เว้นเสียแต่ว่าคุณจะทำ private key และ public key รั่วไหลไปให้คนอื่นรู้) และนี่คือตัวเลือกสำหรับ cold wallet
กระเป๋าเก็บเหรียญแบบ Hardware อย่างเช่น Trezor, Ledger
Wallet แบบเก็บไว้ในกระดาษ
Wallet แบบเป็นตัว client บนเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น Bitcoin Core
หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะเก็บเหรียญทั้งหมดไว้ใน Binance คุณก็คงต้องรออีกหนึ่งสัปดาห์ถึงจะสามารถถอนเหรียญของคุณออกมาได้ และในขณะที่กำลังรอนั้น ทางเราหวังว่าคุณจะใช้เวลาในช่วงนี้ลองนั่งคิดทบทวน และตระหนักถึงวิธีเก็บเหรียญของคุณที่ควรจะเปลี่ยนแปลงมันเสีย และจำไว้ว่า

“ไม่มีกระดานซื้อขายไหนที่สมบูรณ์แบบ”

หากทุกคนทราบและทำตามคำแนะนำดังกล่าวนี้ เราก็จะได้เห็นผู้คนออกมาโอดครวญกันน้อยลง และคำครหาจากผู้คนนอกวงการที่กล่าวอย่างไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า

“Bitcoin กับ Blockchain ถูกแฮ็คได้แล้ว!”

ก็คงจะมีให้เห็นน้อยลงด้วยเช่นกัน เพราะเรามีผู้คนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งเล็ก ๆ แต่มีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่นี้มากขึ้น

 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

ใส่ความเห็น

ชื่อ *
อีเมล์ *
เว็บไซท์