ล้านเหรียญเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้วย

บริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ Deloitte เตือน Bitcoin 4 ล้านเหรียญเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้วย Quantum Computer

เตือน Bitcoin 4 ล้านเหรียญเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้วย Quantum Computer

เหล่านักวิจัยจากบริษัทด้านการบัญชียักษ์ใหญ่อย่าง Deloitte นั้นได้ออกมาเปิดเผยถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเหรียญ Bitcoin กว่า 4 ล้านเหรียญในตลาด ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2.86 พันล้านดอลลาร์ โดยได้กล่าวว่าเหรียญจำนวนดังกล่าวนี้อาจเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยอาศัยควอนตั้มคอมพิวเตอร์ได้

อ้างอิงจากรายงานล่าสุดของพวกเขา ประเภทของเหรียญซึ่งตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงสูงสุดนั้นคือประเภทบัญชีแบบ “Pay to Public Key” หรือ “p2pk” เนื่องจาก Pubic Key ของบัญชีประเภทนี้นั้นจะถูกเปิดเผยอยู่บนคลังข้อมูลหรือ Ledger เป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งในทางทฤษฎีนั้นเหล่า Public Key นั้นอาจถูกนั้นไปใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึง Private Key ของบัญชีนั้นก็เป็นไปได้ ทั้งนี้รูปแบบของบัญชี Bitcoin ดังกล่าวนั้นได้มีการใช้งานอยู่ในช่วงแรก ๆ ของตลาดซึ่งยังไม่มีการดำเนินการพัฒนามาตรฐานใหม่ออกมานั่นเอง

รูปแบบมาตรฐานใหม่ของบัญชี Bitcoin นั้นอยู่ในชื่อ “Pay to Public Key Hash” หรือเรียกอีกอย่างว่า “p2pkh” โดยรูปแบบดังกล่าวนั้นจะทำการเปิดเผย Public Key ต่อเมื่อมีการดำเนินการโอนเหรียญจากบัญชีดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งทางนักวิเคราะห์ได้กล่าวว่าเหรียญ Bitcoin ซึ่งได้ถูกส่งเข้าสู่บัญชีซึ่งใช้มาตรฐานใหม่นี้จะอยู่ภายใต้ความเสี่ยงต่อการโจมตีดังกล่าวน้อยกว่ามาก

สำหรับควอนตั้มคอมพิวเตอร์นั้น กล่าวโดยย่อแล้วคือเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ประโยชน์จากกลไกทางควอนตั้มฟิสิกส์จากการใช้งานอะตอมและโมเลกุลต่าง ๆ ในการสร้างระบบซึ่งสามารถที่จะเข้าวิเคราะห์ปัญหาและหาความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ พร้อม ๆ กัน โดยส่งผลให้เราสามารถหาคำตอบในการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ในเวลาไม่นาน เราอาจสามารถพัฒนาควอนตั้มคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากพอที่จะสามารถปลดล็อกการเข้ารหัสซึ่งใช้ในการรักษาความปลอดภัยสำหรับทั้งสินทรัพย์คริปโตต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งความปลอดภัยบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งช่วงเวลาที่ใช้ในการพัฒนาดังกล่าวนั้นกำลังอยู่ในระว่างการถกเถียงกันในแวดวงคอมพิวเตอร์ว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่กว่าจะที่เราจะไปถึงจุดนั้น

นอกจากนี้แล้วทาง Deloitte นั้นยังได้เน้นย้ำในรายงานถึงการดำเนินการในปัจจุบันนี้สำหรับความพยายามในการสร้างรูปแบบการเข้ารหัสคริปโตแบบใหม่ซึ่งจะสามารถป้องกันการโจมตีโดยคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพสูงอย่างควอนตั้มคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งอาจถูกนำมาใช้ในสกุลเงินคริปโตในปัจจุบันได้ โดยบางส่วนของรายงานได้ระบุว่า

“แม้ว่าทุกคนจะนำมาตรการป้องกันแบบเดียวกันมาใช้งานก็ตาม ในที่สุดแล้วควอนตั้มคอมพิวเตอร์นั้นจะมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากพอที่จะเข้าแทรกแซงกระบวนการดำเนินธุรกรรมของ Bitcoin ได้ การดำเนินการดังกล่าวนั้นอาจส่งผลให้ความปลอดภัยของเครือข่ายสำหรับ Bitcoin นั้นต้องเป็นอันล้มเหลวไปได้

ทางแก้อย่างเดียวสำหรับกรณีดังกล่าวนั้นคือการที่เปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการเข้ารหัสแบบใหม่ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการเข้ารหัสหลังการเกิดขึ้นของควอนตั้มคอมพิวเตอร์หรือ “post-quantum cryptography” ซึ่งมีความปลอดภัยต่อการโจมตีทางควานตั้มมากขึ้นนั่นเอง โดยรูปแบบอัลกอริทึมแบบนี้เองที่ก่อให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพการใช้งานของเทคโนโลยีอย่าง Blockchain อีกทั้งมาตรฐานการเข้ารหัสแบบใหม่นี้ยังเป็นที่จับตาของเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัสทั่วโลกอีกด้วย ”

นอกจากนี้แล้วในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางบริษัท Google ได้ประกาศว่าพวกเข้าได้พัฒนาควอนตั้มคอมพิวเตอร์ไปถึงระดับที่สามารถใช้งานได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกด้วย (Quantum Supermacy) โดยพวกเขาสามารถใช้งานควอนตั้มคอมพิวเตอร์ในการดำเนินการคำนวนทางคอมพิวเตอร์ที่มีความซับซ้อนอย่างมากได้ภายในช่วงเวลาเพียง 3 นาที ซึ่งซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นอาจต้องอาศัยเวลากว่า 10,000 ปีในการดำเนินการคำนวนแบบเดียวกัน

ล้านเหรียญเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้วย…

การซื้อขายคริปโตในฮ่องกงพุ่งขึ้นท่ามกลางเหตุประท้วง

Bitcoin ปรับขึ้นเล็กน้อย การซื้อขายคริปโตในฮ่องกงพุ่งขึ้นท่ามกลางเหตุประท้วง

การซื้อขายคริปโตในฮ่องกงพุ่งขึ้นท่ามกลางเหตุประท้วง

Bitcoin และสกุลคริปโตหลักอื่น ๆ มีราคาซื้อขายสูงขึ้นเล็กน้อยในวันนี้ที่ฝั่งเอเชีย โดยมีรายงานระบุว่าปริมาณการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในฮ่องกงพุ่งทะยานขึ้นอย่างมาก อันเป็นการบ่งบอกว่าเทรดเดอร์อาจเริ่มเฟ้นหาทางเลือกใหม่ ๆ ท่ามกลางความไม่สงบทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วไป

Bitcoin มีราคาซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ $8,323.9 เมื่อเวลา 1:26 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (05:26 GMT) Ethereum บวกขึ้น 2.1% ส่วน XRP และ Litecoin ต่างก็ปรับขึ้น 1% และ 0.6% ตามลำดับ

ข้อมูลจาก CoinDance เผยว่ามีปริมาณการซื้อขาย Bitcoin รวมมูลค่ากว่า HK$12,294,796 (ประมาณ $1,567,525) ในฮ่องกง ทะลุสถิติเดิมเท่ากับ $11,666,176 HKD ซึ่งเคยทำไว้ในช่วงปลายเดือนมกราคมปี 2018

การพุ่งทะยานครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากตลาดหุ้นฮ่องกงทรุดตัวอย่างหนักนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เริ่มต้นในเดือนมิถุนายน โดยได้มีกลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากออกมาเดินขบวนย่านใจกลางเมืองเพื่อต่อต้านนโยบายของรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง

เหตุการณ์ประท้วงซึ่งเดิมทีเป็นการประท้วงอย่างสงบ กลับทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเกิดการปิดสนามบิน การยิงแก๊สน้ำตาโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการจับกุมผู้ประท้วงนับพันคน และล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงผู้ประท้วงรายหนึ่งเข้าที่หน้าอกด้วยกระสุนจริงในระยะประชิด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีผู้ประท้วงถูกยิงนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน…

คุณควรเลือกใช้

คุณควรเลือกใช้ Hardware wallet หรือ Software wallet ในการเก็บ Bitcoin

คุณควรเลือกใช้ Hardware wallet หรือ Software wallet ในการเก็บ Bitcoin

คุณควรเลือกใช้ Hardware wallet หรือ Software wallet ในการเก็บ Bitcoin บทความ129 จำนวนคนดูทั้งหมด
โหมดกลางคืน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังจะเข้ามาลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่ (หรือมีอยู่แล้ว) อันดับแรกเลยคุณต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยในการรักษาสินทรัพย์คริปโตของคุณและหากเป็นไปได้ก็ไม่ควรเก็บพวกมันไว้อยู่ในเว็ปเทรด เนื่องจากเว็ปเทรดส่วนใหญ่มักตกเป็นเป้าหมายของเหล่าแฮ็กเกอร์ ดังนั้นการปกป้องเงินลงทุนของคุณด้วยการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลจึงดูเหมือนว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

กระเป๋าเงินคริปโตนั้นไม่เหมือนกับการฝากเงินไว้กับธนาคาร เพราะว่ามันจะเก็บข้อมูลสินทรัพย์คริปโตของคุณไว้บน Blockchain ซึ่งคุณเป็นคนเดียวเท่านั้นที่จะเข้าถึงพวกมันได้

ไม่ว่าคุณจะเลือกเก็บรักษาเงินลงทุนของคุณด้วย hardware wallet หรือ software wallet คุณจะได้รับการป้องกันด้วยรหัสผ่านและจะมีกระบวนการเรียกคืนหากคุณทำอุปกรณ์สูญหายหรือถูกแฮก

เมื่อคุณตัดสินใจเลือกประเภทกระเป๋าเงินคริปโตที่ดีที่สุดสำหรับคุณได้แล้ว คุณควรต้องพิจารณาให้แน่ใจด้วยว่าบริษัทที่ให้บริการดาวน์โหลดหรือขายกระเป๋าเงินดิจิทัลนั้น ๆ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด เพราะว่ากระเป๋าเงินทั้งสองประเภทนี้สามารถถูกแฮกได้อย่างง่ายดาย หากคุณบังเอิญได้รับกระเป๋าเงินเหล่านี้จากพวกนักต้มตุ๋น

Hardware Wallet
Hardware wallet เป็นอุปกรณ์ที่จับต้องได้ ซึ่งมักจะมาในรูปแบบของ USB ที่จัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ในแบบออฟไลน์หรือที่เรียกว่า “cold storage”

Hardware wallet มักจะถูกใช้โดยนักเทรดที่วางแผนจะลงทุนเงินในระยะยาวและไม่ทำการเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่บ่อยครั้ง

ข้อดี:

 

  • คีย์ของคุณจะถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์โดยเฉพาะและมีแต่คุณเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงพวกมันได้จนกว่าคุณจะเสียบ USB เข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้คริปโตในการเทรดหรือการชำระเงิน
  • วิธีการจัดเก็บสินทรัพย์ประเภทนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการปกป้องเงินคริปโตของคุณ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้แฮกเกอร์จะไม่สามารถเข้าถึงได้

 

ข้อเสีย:

 

  • การใช้เงินคริปโตและ private keys ของคุณนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่นัก เนื่องจากคุณจะต้องพกกระเป๋านี้ติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เมื่อคุณจำเป็นต้องใช้มัน
  • อุปกรณ์เหล่านี้มักมีราคาแพงเสมอ

hardware wallet ที่ได้รับความนิยม :

  • Ledger Nano S
  • Trezor
  • KeepKey

Software Wallet
Software Wallet เป็นโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันที่คุณสามารถดาวน์โหลดลงบนคอมพิวเตอร์หรือมือถือสมาร์ทโฟนของคุณเพื่อใช้มันปกป้องทรัพย์สินดิจิทัลผ่านการเข้ารหัส บางครั้งมันถูกเรียกว่า “hot wallet” โดยแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดและทำการติดตั้ง เนื่องจากว่ามันสามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ตเบราว์เซอร์

Software Wallet ส่วนใหญ่มักจะใช้โดยนักเทรดที่ต้องการเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลของพวกเขาอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันมันก็ต้องมีปลอดภัยด้วยเช่นกัน ในขณะที่พวกเขาไม่ได้ใช้งานพวกมัน

ข้อดี:

  • เงินคริปโตและคีย์ของคุณจะสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย
  • Software Wallet มักจะมีอินเตอร์เฟสที่ใช้งานง่าย ซึ่งทำให้การใช้จ่ายหรือเทรดคริปโตของคุณเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • วิธีการเก็บข้อมูลประเภทนี้มักมีราคาถูกหรือฟรี
    ข้อเสีย:

คีย์ของคุณจะยังคงออนไลน์อยู่บนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นคุณอาจสูญเสียคีย์เหล่านี้ได้ หากอุปกรณ์หรือกระเป๋าเงินของคุณถูกแฮกหรือติดมัลแวร์
คุณจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า Software Wallet ที่คุณเลือกนั้นสามารถเก็บเหรียญทั้งหมดที่คุณเป็นเจ้าของได้ เนื่องจาก Software Wallet บางตัวรองรับแค่บางสกุลเงินเท่านั้น
Software Wallet ที่ได้รับความนิยม :

  • Exodus
  • Atomic Wallet
  • Jaxx
  • Electrum ( Bitcoin เท่านั้น)
ตามการวิเคราะห์ของสื่อชื่อดัง

ราคา Bitcoin อาจพุ่งขึ้นไปแตะ 9,000 ดอลลาร์ได้ ตามการวิเคราะห์ของสื่อชื่อดัง

อาจพุ่งขึ้นไปแตะ 9,000 ดอลลาร์ได้ ตามการวิเคราะห์ของสื่อชื่อดัง

ในช่วง 2-3 วันมานี้ราคา Bitcoin มีการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างผันผวน โดยหลังจากที่ตลาดซบเซามานานกว่า 3 สัปดาห์ที่ระหว่าง $7,060-7,800 ราคาก็ได้ร่วงลดลงต่ำกว่า $7,000 อีกครั้ง ก่อนที่มันจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงทดสอบจุดต่ำสุดของเดือนที่แล้ว อย่างไรก็ตามหลังจากที่ราคาได้ทดสอบที่ระดับนี้ มันก็ได้ดีดตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าที่ระดับนี้เป็นระดับแนวรับที่แข็งแกร่ง

จากการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้โดย Bitcoin News ได้มีการคาดการณ์ไปแล้วว่าราคาอาจจะร่วงต่อไปได้ถึงระดับ $6,350 แต่ดูเหมือนว่าแรงขายจะมีกำลังไม่เพียงพอที่จะทุบราคาไปถึงระดับนั้นได้ โดยราคาได้ร่วงลงต่ำสุดอยู่ที่ $6,477 ก่อนที่จะมีแรงซื้อจะกลับเข้ามาอย่างเห็นได้ชัดในกราฟรายชั่วโมง :

ตามการวิเคราะห์ของสื่อชื่อดัง

ราคาได้ดีดตัวพุ่งขึ้นสู่ระดับ 7,400 ดอลลาร์อย่างรวดเร็วก่อนที่จะชนแนวต้านและร่วงลงมาอยู่ที่แนวรับเดิมก่อนหน้านี้ที่แถว ๆ $7,060 ในกรอบสีฟ้าตามภาพ ซึ่งตอนนี้ Bitcoin เกาะยึดแนวรับนี้ไว้อย่างเหนียวแน่น

เราจะเห็นได้ว่าเหล่า ‘ปลาวาฬ’ นั้นไม่ต้องการที่จะทุบราคาลงไปถึงระดับ $ 5,550 เพราะพวกเขาต้องการที่จะทดสอบว่าตลาดจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร ถ้าราคาร่วงลงไปถึง 10% แต่ถึงกระนั้นการทุบราคาครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นได้อีกที่ระดับ 9,000 ดอลลาร์ ซึ่งหากราคาสามารถเบรคทะลุขึ้นมาอยู่ที่แถว ๆ $ 7,550-7,800 (ในโซนสีเหลือง) มันก็มีโอกาสที่ราคาจะพุ่งขึ้นไปทดสอบที่ระดับแนวต้านถัดไปที่ $ 9,000

เมื่อวานนี้จำนวนสัญญาฟิวเจอร์สของเหล่าผู้ซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ในขณะที่ราคาร่วงลดลง :

ตามการวิเคราะห์ของสื่อชื่อดัง

มันบ่งชี้แล้วว่าเหล่าผู้ซื้อเริ่มทยอยปิดสัญญา long positions ของพวกเขาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าในระยะสั้นราคาอาจมีแนวโน้มที่จะร่วงลดลงไปอยู่ในช่องสีฟ้าตามภาพ

เช่นเดียวกันกับฝั่งของผู้ขายที่ได้เริ่มปิดสัญญา short positions และทำกำไรเข้ากระเป๋าของพวกเขาไปแล้วในช่วงเมื่อวานนี้ :

ตามการวิเคราะห์ของสื่อชื่อดัง

การวิเคราะห์ Wave ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า wave Y กำลังจะตามมาด้วย a, b, c :

ตามการวิเคราะห์ของสื่อชื่อดัง

เราจะเห็นได้ว่า Wave (C) นั้นค่อนข้างสั้นและใกล้เคียงกับ Fibonanci ที่ระดับ 0.382 พอดี ดังนั้นการกลับตัวของราคาจึงค่อนข้างเป็นไปได้สูง เนื่องจาก wave ราคาที่ได้ร่วงลดลงนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2019 นั้นดูเหมือนว่าจะจบลงแล้วและมันกำลังผลักดันให้ราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นเหนือกว่าระดับ 9,300 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเป้าหมายในระดับโลก อย่างไรก็ตามหากราคาต้องการที่จะขึ้นไปทดสอบระดับนั้นมันจะต้องยืนเหนือระดับ $ 7,550-7,800 ให้ได้เสียก่อน

ตามการวิเคราะห์ของสื่อชื่อดัง…

กล่าวโดยมหาเศรษฐีนาย

“ราคา Bitcoin ที่ร่วงต่อจะเป็นบทเรียนสั่งสอนเด็กยุคใหม่” กล่าวโดยมหาเศรษฐีนาย Peter Schiff

“ราคา Bitcoin ที่ร่วงต่อจะเป็นบทเรียนสั่งสอนเด็กยุคใหม่” กล่าวโดยมหาเศรษฐีนาย Peter Schiff

เว็บไซต์ Cryptoglobe รายงานว่านาย Peter Schiff มหาเศรษฐีทองคำกล่าวโจมตีราคา Bitcoin อีกครั้ง เขากล่าวว่าราคาที่ต่ำลงอย่างมหาศาลของ Bitcoin จะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับคนรุ่นมิลเลนเนี่ยมหรือคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึง Bitcoin มากกว่าคนรุ่นก่อนๆ

นาย Peter Schiff มีชื่อเสียงโด่งดังจากการวิพากษ์วิจารณ์ Bitcoin เสมอมา เขามักมีทัศนคติในแง่ลบต่อ Bitcoin เมื่อต้นปีที่ผ่านมานาย Schiff เคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวไว้ว่า Bitcoin คือ “Ponzi Scheme” หรือแชร์ลูกโซ่ เมื่อเดือนกันยายนเขาโจมตี Bitcoin ว่ามันจะร่วงลงไปมากกว่าเดิมและยืนยันว่าขาขึ้นของมันได้จบลงแล้ว ในตอนนั้นเขาทำนายว่าราคาของ Bitcoin อาจจะร่วงไปถึง 4,000 ดอลลาร์หรือต่ำกว่านั้น ในเดือนพฤศจิกายนเขากล่าวว่าราคา Bitcoin ได้ส่งสัญญาณบอกเป็นนัย ๆ ว่าราคาอาจร่วงลงสู่จุดต่ำสุดใหม่ที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ทางสยามบล็อกเชนเคยรายงานไปแล้วว่า นาย Peter Schiff เชื่อว่า Bitcoin คือ “การปั๊มและทุบราคาหากเหล่านักปั๊มราคา Bitcoin ไม่สามารถดึงดูดผู้ซื้อรายใหม่ได้ ในช่วงต่อไปเกมจะจบลงและราคาจะร่วงลงไปที่ด้านล่าง”

และในต้นเดือนนี้เขาได้ทำนายว่า Bitcoin จะไม่อยู่รอดถึงทศวรรษหน้า

ล่าสุดนาย Schiff กล่าวในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่าราคา Bitcoin ที่ดิ่งต่ำลงคือบทเรียนที่ดีสำหรับคนยุคมิลเลนเนี่ยม:

กล่าวโดยหาเศรษฐีนาย

“ข่าวดีสำหรับเรื่องนี้คือคนยุคมิลเลนเนี่ยมที่ถือ Bitcoin และกำลังจะซื้อมันเพิ่ม ไม่เป็นไรพวกเขายังอายุน้อยพอที่จะสามารถหาเงินมาสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ได้อีกครั้ง และที่แน่ ๆ พวกเขาจะได้รับบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญจากการสูญเสียเงินของตัวเอง และพวกเขาก็จะได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาด”

ซึ่งนาย Schiff นั้นเคยเถียงกับ Bobby Lee ผู้ก่อตั้งเว็บกระดานเทรด BTCC exchange และระบบวอลเล็ต Ballet ซึ่งเขาออกมาทำนายว่าราคา Bitcoin จะพุ่งไปที่ 1 ล้านดอลลาร์ภายใน 5-10 ปี นาย Schiff ตอบกลับว่า “ความคิดไร้สาระแบบนี้แหละที่ทำให้คนถือ Bitcoin ไม่สละเรือในขณะที่นักลงทุนวาฬมันสละเรือกันไปอย่างเงียบๆ”

ปัจจุบันนักลงทุนจำนวนมากมอง Bitcoin ว่าเป็น “ทองคำ 2.0” และเชื่อมั่นว่า Bitcoin จะแย่งชิงตลาดของทองคำได้ ในต้นปีนี้ Grayscale Investments บริษัทบริหารทรัพย์สินคริปโตปล่อยแคมเปญโปรโมทให้นักลงทุนหันมาลงทุน Bitcoin แทนที่ทองคำ แคมเปญดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมทกองทุน Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ซึ่งทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนในโลกสกุลเงินดิจิตอลได้โดยไม่ต้องถือมันโดยตรง ซึ่งทาง Grayscale จะบริหารและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นการตอบแทน

มีคนเห็นต่างในเรื่องของ Bitcoin กันมาเสมอเพราะสิ่งต่างๆ ไม่สามารถมองมุมเดียวได้ สุดท้ายแล้วเราก็อาจจะพิจารณาอย่างใจเย็นหรือเลือกเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักรู้ด้วยความระวังว่ามันมีความเสี่ยงเสมอ

กล่าวโดยมหาเศรษฐีนาย…

ท่ามกลางเสียงต่อต้านของนักวิเคราะห์

Bloomberg ขึ้นพาดหัวกล่าวเตือนทิศทางราคา Bitcoin ท่ามกลางเสียงต่อต้านของนักวิเคราะห์

ท่ามกลางเสียงต่อต้านของนักวิเคราะห์

เหรียญคริปโตหลักของตลาดอย่าง Bitcoin ได้มีช่วงราคาที่ต่ำลงทะลุระดับที่ 7,000 ดอลลาร์ซึ่งเป็นที่กังวลของตลาดเรียบร้อยแล้วในช่วงไม่นานที่ผ่านมานี้ โดยการวิเคราะห์ทางเทคนิคล่าสุดนั้นได้กล่าวว่าปลายทางต่อไปสำหรับเหรียญดังกล่าวซึ่งทำหน้าที่เป็นเส้นแนวรับนั้นอยู่ที่ช่วงราคา 6,500 ดอลลาร์

ท่ามกลางเสียงต่อต้านของนักวิเคราะห์

ทางสื่อชื่อดังอย่าง Bloomberg นั้นยังได้มีรายงานเกี่ยวกับเหรียญคริปโตดังกล่าวว่าในช่วงราคาที่ 6,500 ดอลลาร์นั้นอาจพบว่ามีผู้เข้าซื้อเพิ่มขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามหากเหรียญดังกล่าวนั้นยังคงมีราคาต่ำลงไปกว่าช่วงดังกล่าวอีก เหรียญดังกล่าวอาจต้องพบกับการร่วงลงของราคาอย่างรุนแรงจากระดับดังกล่าวได้ ซึ่งอาจส่งให้เหรียญดังกล่าวมีราคาต่ำลงได้ถึง 4,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว

ทั้งนี้การวิเคราะห์ดังกล่าวของทาง Bloomberg นั้นตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่าราคาของเหรียญดังกล่าวนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงลดลงอย่างสม่ำเสมอโดยมีราคาต่ำสุดของวันที่ลดลงเรื่อยๆนั่นเอง อีกทั้งทางสื่อดังกล่าวยังได้กล่าวเสริมว่าราคาของ Bitcoin นั้นยังไม่แตะจุดต่ำสุดแต่อย่างใด

ท่ามกลางเสียงต่อต้านของนักวิเคราะห์

นอกจากนี้นาย Mati Greenspan ซึ่งเป็นทั้งนักวิเคราะห์และผู้ก่อตั้งบริษัทอย่าง Quantum Economics ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่าช่วงราคาของเหรียญที่ลดลงไปถึง 7,000 ดอลลาร์นั้นไม่ใช่สิ่งใหม่อะไร ซึ่งช่วงราคานั้นอาจต่ำลงไปถึง 5,800 ดอลลาร์เลยก็ได้โดยทิศทางของขาขึ้นในระยะยาวนั้นไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ดังนั้นแล้วจึงไม่มีเหตุผลที่ผู้คนในตลาดนั้นจะแตกตื่นกับกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ตัวเขาได้กล่าวไว้ว่า

“ผมเห็นหลายคนในตลาดนั้นกำลังแตกตื่น ได้โปรดใจเย็นๆกันก่อน เราเพิ่งจะเห็นราคาดังกล่าวในช่วงไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เอง…”

“การเปลี่ยนแปลงในกรอบราคาดังกล่าวนี้ไม่น่าจะส่งผลอะไรกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว…”

ท่ามกลางตลาดขาลง

ราคา Bitcoin ร่วงทะลุ 7,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรง ท่ามกลางตลาดขาลง

ราคา Bitcoin ร่วงทะลุ 7,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรง ท่ามกลางตลาดขาลง

เหรียญคริปโตแนวหน้าอย่าง Bitcoin นั้นได้มีมูลค่าลดลงทะลุ 7,000 ดอลลาร์เป็รที่เรียบร้อยแล้ว คิดเป็นการลดลงในอัตรากว่า 3.4% ตลอดช่วงแปดชั่วโมงที่ผ่านมา 7,092 ดอลลาร์ไปสู่ 6,852 ดอลลาร์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงราคาครั้งนี้นั้นดูเหมือนจะต่อเนื่องมากจากการดิ่งลงไปแตะในช่วงราคาที่ใก้ลเคียงกันที่ 6,500 ดอลลาร์ในช่วงสามสัปดาห์ก่อนนั่นเอง

ทั้งนี้อ้างอิงข้อมูลจาก CoinMarketCap แล้วพบว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่ปริมาณการวื้อขายในตลาดได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยอัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการซื้อขายในช่วง 24 ชั่วโมงนั้นเพิ่มขึ้นกว่า 9.7% โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 1.92 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับอัตราปริมาณการซื้อขายโดยเฉลี่ยในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมานั่นเอง

ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งวันที่ผ่านมามีมูลค่าการเปิดขายในระยะยาว (Long Position) ที่ 44.5 ล้านดอลลาร์และมุลค่าการเปิดขายในระยะสั้น (Short Position) ที่ 2.8 ล้านดอลลาร์บนเว็บไซต์ Exchange อย่าง Bifinex ได้ถูกปิดการซื้อขายออกไป ซึ่งในการรายงานก่อนหน้านี้ของทาง Siamblockchain นั้นได้มีการกล่าวถึงการเพิ่มขึ้นของปริมาณการเปิดขายในระยะยาวที่เพิ่มขึ้นในตลาดและแตะจุดสูงสุดตลอดกาลเรียบร้อยแล้วอีกด้วย นอกจากนี้แล้วปริมาณอัตราดอกเบี้ยจากการยืมเหรียญ BTC จากตลาดซึ่งเปิดการขายในระยะยาวของบริษัทดังกล่าวนั้นยังได้เพิ่มขึ้นจาก 10% ไปที่ 13% ซึ่งอาจจะเพิ่มมากขึ้นอีกเรื่อยๆอีกด้วย

ท่ามกลางตลาดขาลง

ทั้งนี้มูลค่าโดยรวมของตลาดนั้นได้ลดลงจาก 1.94 แสนล้านดอลลาร์ ไปสู่ 1.88 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นการลดลงในอัตรากว่า 3.1% ที่ส่งผลกระทบไปทั่ววงการคริปโตอีกด้วย อย่างไรก็ตามอัตราส่วนของเหรียญ BTC ในตลาดนั้นยังคงเพิ่มขึ้นจาก 66.44% ไปสู่ 66.88% แสดงให้เห็นว่าตลาดของเหรียญอื่นๆนั้นได้รับผลกระทบที่หนักหน่วงกว่า Bitcoin ในภาพรวม

ในขณะเดียวกันนั้นก็ยังมีเหรียญบางรายซึ่งยังคงสร้างรายรับเพิ่มขึ้นอยู่เช่น Horizen (+15.5%), Waves (+10%), และ Bytecoin (+9.7%) ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของมูลค่าในอัตราที่น่าพอใจ รวมทั้ง Kyber Network (+3.4%) และ TomoChain (+2.3%) ที่มีการปรับตัวขึ้นเล้กน้อย

แต่ในทางกลับกันเหรียญบางรายการนั้นได้รับผลกระทบอย่างมากโดยมูลค่าของเหรียญเหล่านี้นั้นลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งตัวอย่างของเหรียญดังกล่าวนั่นเช่น Decred (-11.6%), Zcash (-10.5%), Verge (-9.5%) และ Cosmos (-9.7%) นั่นเอง

ท่ามกลางตลาดขาลง

อย่างไรก็ตามเมื่อดูในรายละเอียดนั้น บัญชีซึ่งถือเหรียญ BTC ในตลาดส่วนใหญ่นั้นยังคงสร้างผลกำไรอยู่เมื่อเทียบกับมูลค่าในช่วงที่ได้ทำการซื้อเหรียญมา ซึ่งอัตราส่วนของนักลงทุนในตลาดที่ใหญ่ที่สุดนั้นได้ซื้อเหรียญมาในช่วงราคาระหว่าง 950 ดอลลาร์จนถึง 4,400 ดอลลาร์นั่นเอง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนั้นอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลอย่าง IntoTheBlock ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากว่า 54.3% ยังคงทำกำไรอยู่

ท่ามกลางตลาดขาลง

นอกจากนี้แล้วทาง Coin Metrics ยังได้มีการแสดงให้เห็นว่าอัตราราคาโดยเฉลี่ยซึ่งแต่ละบัญชีได้ซื้อเหรียญมา(The realized Price per Bitcoin) นั้นลดลงไปอยู่ที่ 5,600 ดอลลาร์ ดังนั้นแล้วเมื่ออัตราดังกล่าวได้ลดลง มันจะเป็นสัญญาณว่าบัญชีอื่นๆนั้นจะเริ่มขายเหรียญออกในราคาขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง ทั้งนี้บัญชีในตลาดนั้นยังคงมีกำไรโดยเฉลี่ยกว่า 23% อยู่

ท่ามกลางตลาดขาลง

ทำราคาตก

ผู้สร้างเหรียญ Ethereum เผยว่าได้ขาย ETH จำนวน 3 พันล้านบาทที่จุดสูงสุดของราคา ทำราคาตก

ผู้สร้างเหรียญ Ethereum เผยว่าได้ขาย ETH จำนวน 3 พันล้านบาทที่จุดสูงสุดของราคา ทำราคาตก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นาย Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้ออกมาเปิดเผยว่าเขาได้โน้มน้าวให้มูลนิธิ Ethereum Foundation ขายเหรียญ ETH ไปกว่า 70,000 เหรียญ ณ จุดสูงสุดของราคาที่ในช่วง Bull run ปี 2017

ซึ่งนั่นทำให้มูลนิธิ Ethereum Foundation ได้รับเงินจากการขายสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 3 พันล้านบาท นอกจากนี้นาย Vitalik Buterin ยังเปิดเผยอีกด้วยว่าเขาก็ได้ขาย Eth ส่วนตัวไปกว่า 30,000 เหรียญเช่นกัน

การจัดการบริหารเงินทุน
ตามคำแถลงการณ์ล่าสุดของนาย Vitalik Buterin เขาอ้างว่าการเจรจาเมื่อตอนนั้นได้ช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ให้กับมูลนิธิ Ethereum โดยเงิน 100 ล้านดอลลาร์นี้จะช่วย “ขยายรันเวย์” ให้กับการทำงานของมูลนิธิ

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าจะมีคนที่เห็นด้วยกับนาย Buterin โดยนาย Chris Burniske ผู้เขียนหนังสือ Cryptoasset กล่าวว่า “การเทขายเหรียญนั้นเป็นการใช้ทรัพยากรของมูลนิธิอย่างชาญฉลาด”

ทำราคาตก

แต่ทว่าก็มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขา เพราะในขณะที่นาย Buterin และมูลนิธิ Ethereum ทำกำไรเข้ากระเป๋า หลายคนก็ต้องสูญเสียเงินของพวกเขาไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการ FOMO ของตลาดคริปโตเมื่อช่วงปลายปี 2017 หลายคนมองว่าการกระทำของ Buterin นั้นเป็นวิธีที่เห็นแก่ตัวและมีนักลงทุนเป็นจำนวนมากที่สูญเสียเงินของพวกเขาให้กับผู้ร่วมก่อตั้ง

การสูญเสียในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องราวที่น่าสลดใจอย่างมาก ซึ่งหากพวกเขายังคงถือเหรียญ Eth ที่ซื้อไว้มาถึงจนตอนนี้ พวกเขาจะสูญเสียเงินลงทุนมากกว่า 80%

การเปลี่ยนแปลงของตลาดโดยรวม
แน่นอนว่ามันการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของวงการคริปโต และเหรียญคริปโตตัวอื่น ๆ ก็สูญเสียมูลค่าของมันไปในช่วงเวลาเดียวกัน แม้แต่ผู้ซื้อ Bitcoin ก็สูญเสียเงินเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยราคาปัจจุบัน Bitcoin มีมูลค่าแค่เพียงแค่ 30% เท่านั้นเมื่อเทียบกับมูลค่าสูงสุดตลอดกาลในปี 2017

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการสูญเสียของตลาดโดยรวม รวมถึงการเปิดเผยเรื่องราวที่แสนจะขมขื่นของนาย Buterin แต่ถึงกระนั้นเงินเหล่านี้ก็ช่วยให้มูลนิธิ Ethereum Foundation สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว หลังจากช่วง Crypto-winter ที่โหดร้าย

ซึ่งนั่นทำให้ Ethereum มีการอัพเกรดเครือข่ายเกิดขึ้นมากมายเช่น Istanbul ไปจนถึง Ethereum 2.0

ทำราคาตก…

ยุโรปประกาศบังคับใช้กฏหมายคริปโต 

ยุโรปประกาศบังคับใช้กฏหมายคริปโต ใหม่ส่งผลให้เว็ปให้ด้าน Bitcoin ต้องปิดตัวลง

ยุโรปประกาศบังคับใช้กฏหมายคริปโต

แพลตฟอร์มชำระเงินนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวงการคริปโตมาช้านาน และในปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการชำระเงินหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ใช่ว่าแพลตฟอร์มชำระเงินทุกเจ้าจะอยู่รอดได้เสมอไป

การปิดตัวลงของ Bottle Pay
อ้างอิงจากประกาศเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมของ Bottle Pay แพลตฟอร์มชำระเงิน Bitcoin ผ่านสื่อโซเซียลมีเดียของประเทศอังกฤษได้ประกาศปิดตัวลงแล้ว เนื่องจากข้อบังคับต่อต้านการฟอกเงิน (AML) ของสหภาพยุโรป

ในขณะนี้ฟังกชั่นการลงทะเบียนผู้ใช้ใหม่ , การฝากเงิน และเพจสื่อโซเซียลมีเดียของ Bottle Pay ได้ระงับการให้บริการแล้ว แต่อย่างไรก็ตามผู้ใช้งานยังสามารถถอนเงินได้จนถึงเวลา 13:00 GMT วันที่ 31 ธันวาคม 2019

สองเดือนที่ผ่านมาบริษัทสามารถระดมทุนไปได้กว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มฐานผู้ใช้งานขึ้นเป็นสิบเท่าในปีหน้า

อย่างไรก็ตามพวกเขาจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบ EU 5AMLD ของ สหภาพยุโรปอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2020 เป็นต้นไป

Bottle Pay กล่าวว่ากฏข้อบังคับใหม่นี้จะ “เปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของผู้ใช้ในปัจจุบันไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเราจึงไม่เต็มใจที่จะบังคับใช้กฏระเบียบนี้ในชุมชนของเรา”…

เพื่อขยายกิจการทั่วโลก

ตลาดมืดบน Darknet จากรัสเซียเตรียมระดมทุนผ่าน ICO มูลค่า 4 พันล้านบาท เพื่อขยายกิจการทั่วโลก

รัสเซียเตรียมระดมทุนผ่าน ICO มูลค่า 4 พันล้านบาท เพื่อขยายกิจการทั่วโลก

ตลาดมืดของรัสเซียที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซียกำลังมองหาการระดมทุนที่มีมูลค่ากว่า 146 ล้านดอลลาร์ โดยการเสนอขายเหรียญโปรเจคเริ่มต้น ICO เพื่อช่วยให้โปรเจคของพวกเขาขยายตัวไปทั่วโลก

อ้างอิงข้อมูลจากนิตยสาร ForkLog ที่ประกาศเตือนผู้อ่านว่าเว็บไซต์ ‘Hydra’ นั้นมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายในรัสเซีย ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าโปรเจคระดมทุนที่กำลังจะมาถึงนี้อาจเป็นการหลอกหลวงครั้งใหญ่

ยุคใหม่ในตะวันตก
ผู้ประกอบการตลาดมืดที่รู้จักกันในชื่อ “ไฮดร้า” มีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะเผยแพร่โมเดลการซื้อขายอันแบบไม่ระบุตัวตนของผู้ใช้งานและเปิดบริการซื้อขายสินค้าที่ผิดกฏหมาย โดยบันทึกข้อตกลงการลงทุนสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางเว็บมืดที่มีชื่อว่า Tor เท่านั้น ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่อ้างว่าจะขยายตัวไปทั่วโลกและ “จะเริ่มต้นยุคใหม่ในตะวันตก” ในระดับที่ยากเกินจะจินตนาการได้

ไฮดร้าจะให้บริการแบบไม่ระบุตัวตน โดยจัดส่งสินค้าที่ซื้อไปยังสถานที่ที่ระบุไว้ในที่สาธารณะ หลังจากนั้นลูกค้าก็จะได้รับสินค้าในภายหลัง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ , ผู้ขายหรือผู้ส่งก็ไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ผู้ประกอบการวางแผนที่จะใช้เงินทุนเหล่านี้เพื่อสร้างบริการใหม่ที่เรียกว่า “Eternos” ซึ่งเป็นการรวบรวมบริการต่าง ๆ เอาไว้ในแพลตฟอร์มเดียวเช่น การส่งข้อความแบบเข้ารหัส , เบราว์เซอร์ที่เน้นในเรื่องความเป็นส่วนตัว , การแก้ไขปัญหาการโต้เถียงกันโดยอัตโนมัติ , การสร้างตลาด OTC และเว็ปเทรดคริปโตเป็นต้น

การระดมทุนดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ การขายโทเค็นจะเสนอขายให้กับนักลงทุนขั้นต่ำอยู่ที่ 100 โทเค็นและได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรของบริษัทเป็นจำนวน 0.003% ซึ่ง 1 โทเค็นจะถูกขายอยู่ที่ 100 ดอลลาร์และรับชำระเงินเป็น BTC เท่านั้น

การขายโทเค็นจะถูกกำหนดไว้ที่ 1,470,000 เหรียญ หรือประมาณ 49% ของมูลค่า Eternos ทั้งหมด โดยพวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าผู้ที่ซื้อโทเค็นมากกว่า 100 เหรียญจะได้ผลตอบแทนรายเดือนอยู่ที่ 500 ดอลลาร์ ดังนั้นนี้จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมนิตยสาร Forklog ถึงได้ออกมาเตือนผู้อ่านว่าโปรเจคนี้อาจกลายเป็นการหลอกลวง

ตัวเลขดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการคาดการณ์รายได้ที่ 15 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งผู้ประกอบการได้อ้างอิงจากตัวชี้วัดการเติบโตในปัจจุบันของพวกเขา

Hydra อ้างว่าพวกเขามีฐานผู้ใช้งานมากกว่า 3 ล้านรายและมีการทำธุรกรรมมากกว่า 100,000 รายการต่อวันสำหรับสินค้าที่ผิดกฎหมาย , บริการแฮก , การปลอมแปลงเอกสาร รวมถึงข้อมูลที่ถูกขโมยมาและเงินสด

เมื่อเดือนมิถุนายน 2019 เว็บไซต์สืบสวนของรัสเซีย ‘Proekt’ ยืนยันว่าไฮดร้ามีบัญชีที่ลงทะเบียนไว้แล้วกว่า 2.5 ล้าน และ 393,000 บัญชีได้ทำการซื้อสินค้าไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง