เผยว่าสามารถแก้ปัญหาโอนเหรียญบน

อดีตนักวิจัยจาก Microsoft เผยว่าสามารถแก้ปัญหาโอนเหรียญบน Blockchain ช้าได้แล้ว

เผยว่าสามารถแก้ปัญหาโอนเหรียญบน Blockchain ช้าได้แล้ว

ในวันนี้นาย JiaPing Wang อดีตหัวหน้านักวิจัยของ Microsoft ได้เปิดเผยว่าเขาสามารถแก้ไขปัญหาเรื่อง Scaling ของ Blockchain ได้แล้ว หลังจากที่เขาได้นำเสนอแนวคิดครั้งแรกไปเมื่อ 11 เดือนก่อนสำหรับปัญหาของบล็อกเชนที่ไม่สามารถปรับขนาดได้

อ้างอิงจากข้อมูลของนาย Wang ผู้สร้างโปรโตคอลที่มีชื่อว่า ‘Asensys’ โดยในช่วงระหว่างการทดสอบ โปรโตคอลนี้ได้แสดงให้เห็นถึงปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและความจุที่เพิ่มมากขึ้นกว่า Bitcoin และ Ethereum

โปรโตคอล Asensys นั้นสามารถแบ่งแยกการดำเนินงานของเครือข่ายได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นการช่วยลดความซ้ำซ้อนที่ไม่จำเป็นออกไป นาย Wang กล่าว

Scalability Trilemma
Scalability Trilemma เป็นคำพูดที่มาจากผู้สร้าง Ethereum นาย Vitalik Buterin โดยปกติเป็นเรื่องง่ายที่ blockchain จะมีคุณสมบัติหลักครบสองในสามข้อซึ่งก็คือ การกระจายอำนาจ (decentralization) , ความปลอดภัย (security) และความยืดหยุ่น (scalability) แต่สิ่งที่เป็นไปได้ยากก็คือการได้มาครบทั้งสามคุณสมบัตินั่นเอง จนถึงตอนนี้ยังไม่มี blockchain ตัวไหนที่สามารถทำได้ครบทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ District0x ได้นำเสนอโซลูชั่นการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง โดยกล่าวว่า “หาก Ethereum node กลายเป็นสิ่งที่มีราคาแพงเกินกว่าที่จะทำงานได้ เครือข่ายก็จะเสี่ยงต่อการรวมศูนย์อำนาจ (centralization) มากขึ้น ในขณะที่การทำธุรกรรมแต่ละรายการจะต้องทำผ่านการดำเนินงานโดยทุก ๆ โหนด ซึ่งนั่นจะทำให้ Ethereum ไม่สามารถปรับขนาดได้”

นาย Vitalik Buterin และนักพัฒนาของ Ethereum คนอื่น ๆ ได้ทำการทดลองด้วยวิธี sharding ซึ่งจะเป็นการแยกส่วนของการทำงานในแต่ละโหนดเฉพาะธุรกรรมที่สำคัญแทนที่จะทำการตรวจสอบในทุกธุรกรรม เช่นเดียวกับนักพัฒนาของ Bitcoin ที่ได้ทำการสำรวจโซลูชันเลเยอร์แบบ 2 ชั้นเช่น Lightning network ซึ่งช่วยให้การทำธุรกรรมบางอย่างถูกประมวลผลนอกระบบ ดังนั้นเครือข่ายจึงจะไม่เกิดปัญหาคอขวดสำหรับการจ่ายเงินจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ

โปรโตคอล Asensys ที่เพิ่งเปิดตัวนี้อ้างว่าสามารถแก้ปัญหา trilemma ได้โดยไม่ต้องทำธุรกรรมนอกระบบเหมือนกับ Lightining network ซึ่งโปรเจค Asensys ถูกก่อตั้งขึ้นโดยนาย JiaPing Wang ในขณะที่ Microsoft ได้มีการทำงานเกี่ยวกับหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็นหลัก โดยต่อมาเขาได้ย้ายไปร่วมงานกับ Sinovation Ventures ซึ่งเป็นกองทุนร่วมทุนของจีน

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ Sinovation นาย Wang ได้สร้างคลื่นลูกใหม่ในวงการ Blockchain ด้วย conference paper ที่เรียกว่า “Monoxide : การขยายขอบเขตบล็อกเชนด้วย asynchronous consensus zones” ซึ่งเขาได้นำเสนอแนวคิดนี้ไปพร้อมกับนาย Hao Wang จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ

Conference Paper ดังกล่าวนี้จะเสนอให้ลบความซ้ำซ้อนของการทำงานที่สร้างขึ้นในเครือข่ายบล็อกเชนและแทนที่ด้วยการกระจายปริมาณงานไปทั่วทั้งเครือข่าย โดยการสร้าง “โซน” ขึ้นมามากมายที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระและในช่วงเวลาที่ไม่พร้อมกัน

อย่างไรก็ตามตอนนี้ผลิตภัณฑ์สาธารณะของ Asensys ยังเป็นเพียงแค่เว็บไซต์หนึ่งเท่านั้น ซึ่งหนทางข้างหน้าบริษัทยังต้องเผชิญกับสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับขนาด , ความปลอดภัย และการกระจายอำนาจของ Blockchain แต่ถ้าหากพวกเขาทำสำเร็จมันก็จะเป็นการปฏิวัติวงการครั้งใหญ่อย่างแน่นอน

เผยว่าสามารถแก้ปัญหาโอนเหรียญบน Blockchain…

ธนาคารกลางกัมพูชาเตรียมเปิดเหรียญคริปโตของตัวเอง

ธนาคารกลางกัมพูชาเตรียมเปิดเหรียญคริปโตของตัวเอง Bakong ใช้โอนเงินสะดวกรวดเร็ว

ธนาคารกลางกัมพูชาเตรียมเปิดเหรียญคริปโตของตัวเอง

ธนาคารกลางแห่งประเทศกัมพูชา (NBC) ได้ออกมาประกาศเตรียมเปิดตัวเหรียญคริปโตที่ของตัวเอง สามารถนำไปใช้โอนผ่าน Blockchain ได้โดยเตรียมเปิดให้บริการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ นาง Chea Serey หรืออธิบดีของธนาคารกลางกัมพูชาได้ออกมาประกาศเมื่อ 27 มกราคมที่ผ่านมาว่าโครงการดังกล่าวนั้นจะมีชื่อว่า ‘Bakong Project’ หรือโครงการบากอง อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกว่า 11 ล้านแห่ง

แพลทฟอร์มเหรียญดังกล่าวถูกเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคมเมื่อปีที่แล้ว ทว่ายังคงอยู่ในช่วงทดสอบอยู่ โดยนาง Serey เผยว่ามันจะถูกเปิดให้ใช้งานจริงในปีนี้ พร้อมเสริมว่าแพลทฟอร์มดังกล่าวนั้นจะมีส่วนช่วยในการทำให้ระบบการจ่ายเงินนั้นมีความง่ายดายและราบรื่นขึ้น ไม่ว่าผู้จ่ายเงินและผู้รับเงินจะใช้ธนาคารอะไร โดยเธอชี้ว่ามันเปรียบเสมือนกับ “ช่องทางการจ่ายเงินของประเทศกัมพูชา”

ประธานของธนาคารกลางกัมพูชา นาย Shin Chang Moo (ชิน ช้าง หมู) กล่าวว่าเขาเริ่มที่จะติดตั้งแพลทฟอร์มดังกล่าวเข้าไปในธนาคารสาขาต่าง ๆ แล้ว พร้อมเทียบการใช้บัตรเครดิตและเดบิตกับระบบ Bakong โดยกล่าวว่า Bakong นั้นสะดวกกว่า และมีต้นทุนที่ถูกกว่ามาก

ทุก ๆ ธุรกรรมที่ถูกทำผ่านกระเป๋า Bakong นั้นจะถูกเชื่อมต่อกับบัญชีของผู้ใช้งาน และมันจะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของ NBC โดยนาย Chang Moo กล่าวว่า

“ไม่เหมือนกับ Cryptocurrency อื่น ๆ ที่มีความเป็น decentralized ซึ่ง Bakong นั้นเป็นระบบปิด ที่ถูกหนุนไว้ด้วยทางธนาคารกลาง และผู้คนจะไม่สามารถเก็งกำไรด้วย Bakong ได้”…

มาพร้อมจอสัมผัส

ผู้ผลิตตู้ ATM Bitcoin อันดับต้น ๆ ของโลก GENERAL BYTES เปิดตัวตู้รุ่นใหม่ BATMFour มาพร้อมจอสัมผัส 23 นิ้ว

ผู้ผลิตตู้ ATM Bitcoin อันดับต้น ๆ ของโลก GENERAL BYTES เปิดตัวตู้รุ่นใหม่ BATMFour มาพร้อมจอสัมผัส 23 นิ้ว

GENERAL BYTES บริษัทผู้ผลิตตู้ ATM Bitcoin ชั้นนำของโลกได้ออกมาประกาศเปิดตัวตู้ ATM คริปโตรุ่นใหม่ล่าสุดนามว่า BATMFour โดยถือเป็นรุ่นล่าสุดที่ต่อมาจากไลน์ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่มีชื่อว่า BATM

โดยรุ่นใหม่นี้จะมีหน้าจอที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งขนาดนั้นอยู่ที่ 23 นิ้วและเป็นจอทัชสกรีนอีกด้วย นอกจากนี้พวกเขายังได้เสริมลูกเล่นด้านความสวยงามอย่างเช่นขอบติดหน้าจอที่มีไฟนีออน, ตัวปรับตั้งค่าเพื่อรับจำนวนเหรียญ และสามารถรองรับเหรียญ cryptocurrency ได้มากกว่า 50 เหรียญ

ตู้ BATMFour นี้จะถูกยกระดับมาตรฐานใหม่หมด และผู้ซื้อนั้นสามารถที่จะเลือกฟีเจอร์การปรับแต่งก่อนส่งถึงมือได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องเปลืองเงินไปกับฟีเจอร์ที่ไม่ต้องการเหมือนกับรุ่นก่อน ๆ นอกจากนี้ BATMFour นั้นยังมีฟีเจอร์อื่น ๆ อย่างเช่น

-รองรับการปรับแต่งกาารใช้งานในรูปแบบ one-way/unidirectional (ซื้อเหรียญได้อย่างเดียว) กับแบบ two-way/bidirectional (ทั้งซื้อและขายเหรียญผ่านตู้ได้)
-ตัวเลือกในการจัดการธนบัตรเงินสด ที่มีให้เลือกทั้งแบบตัวจ่ายธนบัตร และตัว cycle ธนบัตร
-จอทัชสกรีนขนาดใหญ่และแข็งแรงที่ทำจาก tempered glass
-ไฟนีออนที่ติดที่ขอบเครื่องเพื่อความสวยงาม และดึงดูดตาของผู้ที่เดินผ่านไปมา
-รูปแบบการดีไซน์ที่เข้ากับออฟฟิศบริษัท หรือธนาคาร
-เครื่องจ่ายเงินสดที่สามารถจ่ายธนบัตรได้ระหว่าง 0-2,000 ใบ (ขึ้นอยู่กับการตั้งค่า)
-เครื่องรับธนบัตรเงินสดที่รับได้ 600 หรือ 1,200 ใบ ขึ้นอยู่กับตัวเลือก
-ผู้ที่ซื้อตู้ดังกล่าวไปนั้นจะสามารถตั้งค่าตู้ ATM ของพวกเขาได้ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับ server software ของ GENERAL BYTES ที่เรียกว่า CAS นอกจากนี้ในรุ่น BTMFour นั้นยังได้อัพเกรดระบบการตามหาตำแหน่งของ host ให้ง่ายขึ้นอีกด้วย

สำหรับราคานั้น ตู้ดังกล่าวจะมีราคาเริ่มต้นแบบไม่มีฟังค์ชั่นเสริมอะไรเลยอยู่ที่ 6,499 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2 แสนบาท ส่วนฟังค์ชันแบบเต็มสูบอยู่ที่ 10,608 ดอลลาร์ หรือปรมาณ 327,468.96 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถชมวีดีโอตู้ BATMFour ได้ด้านล่างนี้

มาพร้อมจอสัมผัส…

เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงิน

ธนาคารเยอรมัน Deutsch Bank กล่าว “Cryptocurrency เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงิน ”

 “Cryptocurrency  เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงิน ”

สถาบันการวิจัยของธนาคารเยอรมันได้ออกมาเผยว่าคริปโตเคอร์เรนซีซึ่งเป็นเงินที่ไร้การพึ่งพาจากรัฐนั้นก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเงินและเศรษฐกิจ เพราะมันจะกลายมาเป็นนวัตกรรมการชำระเงินดิจิทัลอย่างแท้จริงของโลก

ก่อนหน้านี้มีรายงานออกมาว่าสถาบันการเงินไม่ได้มองว่าคริปดตเคอร์เรนซีจะเข้ามาแทนที่เงินสดในเร็วๆ นี้ ซึ่งธนาคารเยอรมันก็มองว่ามันยังคงอยู่ในช่วงระยะแรกของการนำไปใช้งานอยู่ แต่มันก็ยังคงเป็นภัยคุกคามต่องเงินสด แม้ว่าเงินสดจะไม่ได้ถูกแทนที่ในเร็วๆ นี้ หลายๆ ประเทศก็เริ่มผลักดันนโยบายนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาแทนที่ระบบการชำระเงินแบบปกติ

“ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คริปโตเคอร์เรนซีได้กลายมาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเมืองและการเงิน” รายงานกล่าว

นอกจากนี้รายงานของสถาบันการเงินได้เผยอีกด้วยว่า Bitcoin นั้นมันมีความผันผวนมากเกินไปที่จะนำมาเป็นเงินเก็บของเรา เห็นได้จากความผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงปี 2017 – 2018 นักวิจัยยังชี้อีกด้วยว่าการชำระเงินด้วย BTC ถือว่าคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับการชำระเงินทั่วโลก

เช่น ในปี 2019 มันมีการทำธุรกรรมด้วย BTC มูลค่าทั้งหมด 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉลี่ยแล้วจะมีการทำธุรกรรมประมาณ 2.75 BTC หรือประมาณ $23,000 หากเทียบกับ Visa มีการทำธุรกรรมมูลค่า 11 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2018

ธนาคารเยอรมันยังกล่าวอีกด้วยว่าคริปโตเคอร์เรนซีมันมีศักยภาพมากพอที่จะมาปฏิวัติระบบการเงินซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ BTC…

อาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวันหยุดนี้

3 เหตุผลที่ราคา Bitcoin อาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวันหยุดนี้

 Bitcoin อาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวันหยุดนี้

ในช่วงเช้าวันนี้นักลงทุนได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงเฮอีกครั้ง หลังจากที่ราชาแห่งเหรียญคริปโตทั้งปวงได้พุ่งขึ้นมากว่า 5% จากเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนี่คือ 3 เหตุผลที่ราคา Bitcoin อาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวันหยุดนี้

การดีดตัวขึ้นมาอย่างรุนแรงในช่วงเช้านี้
ก่อนหน้านี้ราคาได้ขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ $9,200 ก่อนที่จะร่วงลงอย่างรวดเร็วสู่ระดับต่ำกว่า $8,300 แต่อย่างไรก็ตามล่าสุดราคาได้พุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้งและสามารถยืนเหนือระดับ 8,600 ได้สำเร็จในช่วงเช้าของวันนี้ การซื้อขายคริปโตในตลาดเอเชียช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีแนวโน้มที่ดีขึ้นและราคา BTC ก็ได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 5% นับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว

อาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวันหยุดนี้

ในขณะที่นาย Josh Rager นักวิเคราะห์คริปโตชื่อดังที่มีผู้ติดตามบนทวีตเตอร์กว่า 63,000 คน ได้ร่วมแบ่งปันการวิเคราะห์กราฟราคาของเขาและยังได้ให้ความเห็นด้วยว่า “ในขณะนี้เราได้อยู่ในระดับที่สูงกว่า $8,000 แล้วและมันยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่เราจะกลับตัวเข้าสู่ช่วงแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว”

เชื้อไวรัส CORONA และการร่วงลงของค่าเงินหยวน
เมื่อเร็ว ๆ สื่อข่าวหลายสำนักกำลังมีการรายงานข่าวการแพร่กระจายเชื้อไวรัส Corona ในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อจำกัดการเดินทางเข้ามาในประเทศ รวมถึงยอดผู้เสียชีวิตที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ท่ามกลางความพยายามของหลาย ๆ ประเทศที่กำลังออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเชื้อไวรัสตัวดังกล่าว หากเมื่อมีกรณีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินหยวนอย่างมีนัยสำคัญ อ้างอิงรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ที่เผยว่า ค่าเงินหยวนในต่างประเทศนั้นได้ลดลงเกือบ 0.5% เหลือเพียงต่ำกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์เท่านั้น

การลดลงของค่าเงินหยวนนั้นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับ Bitcoin โดยเราจะเห็นได้ชัดว่าจีนกำลังให้ความสนใจกับการลงทุนใน Bitcoin อย่างมากในช่วงนี้

มูลค่าสินทรัพย์ปลอดภัยที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ราคาทองคำได้มีการดีดตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในวันนี้ ซึ่งคาดว่าในไม่ช้าราคาจะไปแตะที่ระดับ $1,600 / ออนซ์ ได้สำเร็จ

ตามรายงานจาก dailyfx ที่ระบุว่านักวิเคราะห์กำลังจับตาดูการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาในการปรับลดอัตราดอกเบื้ยที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพุธนี้ หลังจากความกดดันในตลาดหลักทรัพย์และหุ้น S&P 500 ที่ร่วงลดลงอย่างรุนแรง
ทุกคนทราบกันดีในเรื่องศักยภาพของการเก็บรักษามูลค่าของ Bitcoin และ ทองคำที่มีลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายกัน โดยมูลค่าของทั้งคู่มักมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเมืองต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าในปีนี้สถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งในเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ที่กำลังจะมาถึง , สถานการณ์ความตึงเครียดอิหร่านและอเมริกา , เชื้อไวรัสโคโรนา , ภัยพิบัติในออสเตรเลีย และเหตุการณ์ Bitcoin Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นแรงผลักดันทำให้ราคาของ BTC ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทั้งสิ้น…

นักวิเคราะห์ผู้ทำนายราคา

นักวิเคราะห์ผู้ทำนายราคา Bitcoin ที่ 30 ล้านบาทชี้ อัตรากำไรความเสี่ยงดีกว่าหุ้น Google และ Apple

นักวิเคราะห์ผู้ทำนายราคา Bitcoin

นักวิเคราะห์ชื่อดังในวงการคริปโต PlanB ผู้ที่รักการดูกราฟ Bitcoin และทำนายราคาเป็นชีวิตจิตใจ และผู้ที่เคยออกมาทำนายราคาอย่างสุดโต่งว่าราคา BTC จะพุ่งแตะ 1 ล้านดอลลาร์หรือ 30 ล้านบาทในอีก 10 ปีที่จะถึง โดยเขานั้นเคยออกมากล่าวว่าโมเดลของเขานั้นชี้ว่า Bitcoin มีลักษณะที่เหมือนกับหนึ่งในหุ้นที่มีมูลค่าตลาดที่เยอะที่สุดในตลาด Nasdaq

โดย PlanB นั้นได้นำเอากราฟที่เขาวิเคราะห์ออกมาเผยให้เห็น กราฟเหล่านี้มีการนำเอา Sharpe ratio หรือเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้วิเคราะห์ Bitcoin, Facebook, Apple, Amazon, Netflix และ Google มาแล้ว โดยตัวเครื่องมือดังกล่าวนั้นถูกสร้างขึ้นโดยนาย William Sharpe ผู้ที่เคยได้รางวัลโนเบลมาแล้ว เครื่องมือดังกล่าวนั้นถูกนำมาใช้วัดและแสดงจำนวนของนักลงทุนที่กลับมาลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวอีกครั้ง และพวกเขาจะอยู่ในตลาดได้นานขนาดไหน

โดย PlanB กล่าวว่า Bitcoin นั้นมีค่า Sharpe ratio ที่มากกว่า 1 ซึ่งนำหน้าสินทรัพย์อื่น ๆ ทั้งหมด

“Bitcoin นั้นถือเป็นสินทรัพย์เดียวที่มี Sharpe ratio > 1 (กำไร>ความเสี่ยง)! ในขณะที่สินทรัพย์ดั้งเดิม (หุ้น, พันธบัตร, ทองคำ) นั้นมีค่าความเสี่ยงและกำไรที่แบนราบ

แม้แต่ FAANG (Facebook, Apple, Amazon, Netflix, Google) ไม่สามารถเทียบกับ BTC ได้แม้แต่นิดเดียว โน๊ตไว้ด้วยว่าผมไม่ได้นำเอาข้อมูลของ Bitcoin ในช่วงปีแรก ๆ (2009-2012) มาใส่”

นักวิเคราะห์ผู้ทำนายราคา

เป็นที่ทราบกันดีว่า Bitcoin นั้นมีราคาที่ผันผวนมาก และมักจะมีกราฟราคาที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวแบบ parabolic และมักจะตามมาด้วยการร่วงลงของราคาที่ 80% หรือมากกว่านั้น แม้ว่านักวิเคราะห์ผู้เชียร์ Bitcoin จะออกมากล่าวว่าสิ่งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่ก็มีนักวิจารณ์จำนวนมาก รวมถึงนักลงทุนในตำนานอย่างปู่ Warren Buffett ที่เคยออกมากล่าวว่า Bitcoin นั้นจะล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าอีกด้วย

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ชื่อดังนาย Josh Rager ได้ออกมากล่าวว่าการร่วงลงของราคา Bitcoin ล่าสุดนั้นมีแนวโน้มว่าจะลงต่อ

“ราคา Bitcoin นั้นไม่สามารถที่จะยืนอยู่เหนือระดับราคาที่สำคัญได้ และได้ร่วงลงมาหาจุดแนวรับ แต่ก็ไม่ได้แย่เสมอไป ผมอยากจะดูว่ามันจะเป็นอย่างไรที่ระดับราคา 8,000 ดอลลาร์”

โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ ราคาของ Bitcoin นั้นอยู่ที่ 8,460.47 ดอลลาร์ อ้างอิงจาก Coinmarketcap

นักวิเคราะห์ผู้ทำนายราคา…

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

นักวิเคราะห์ระดับโลก เผยเส้น Trend ของ Bitcoin ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

ในต้นเดือนที่ผ่านมา ถึงแม้ Bitcoin จะมีกระแสเป็นกระทิงแต่มมันก็ยังคงไม่สามารถทะลุผ่านระดับ 9,300 ดอลลาร์ไปได้ และในปัจจุบันราคาของมันก็ร่วงลงมาแล้วกว่า 10 เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุดที่มันทำได้ในปีนี้

นักวิเคราะห์และกูรูหลายคนก็ยังคงบอกว่าตลาดหมีนั้นยังไม่จบลง และกำลังจะมีการร่วงลงในเร็ว ๆ นี้ แต่นาย Travis Kling กลับไม่คิดแบบนั้น

นาย Kling ผู้ก่อตั้งกองทุนด้านคริปโตนาม Ikigai และอดีตผู้จัดการ Portfolio ด้านการลงทุนได้เผยว่า ในปีนี้เป็นปีที่ตลาดกระทิงของ Bitcoin กำลังจะมา

กราฟชี้ว่าเป็นขาขึ้นตรงกับเหตุการณ์ Halving
เมื่อวันพฤหัสของสัปดาห์ที่ผ่านมา นาย Kling ได้โพสต์รูปกราฟบน Twitter ของเขาที่มีเทรนไลน์ชี้ว่า Bitcoin กำลังจะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเทรนไลน์นี้เป็นขาขึ้นอย่างสวยงามรวมกับนัดมาพร้อมเหตุการณ์ Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้

เส้นเทรนด์ไลน์นี้เปรียบเสมือนกับแนวรับที่รับรองราคาของ Bitcoin มาตั้งแต่ปี 2015 และไม่เคยลงไปต่ำกว่านั้นเลย

จุดที่น่าสนใจคือในต้นปีนี้ Bitcoin ได้ลงไปแตะเส้นนี้ และก็เหมือนเช่นเคยที่ฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็วไม่มีทีท่าว่าจะทะลุลงไป

“เส้นเทรนด์ไลน์ 5 ปีตรงกับเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Bitcoin แบบพอดิบพอดี เตรียมตัวทะยานได้เลย!”

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

ที่น่าสังเกตคือดูเหมือนเส้นเทรนด์ไลน์แนวต้านและแนวรับจะไปประจบกันแถว ๆ เดือนพฤษภาคม 2020 พอดีกับเหตุการณ์ Halving ที่ทำให้นักขุดได้รางวัลต่อ Block น้อยลงจาก 12.5 BTC เป็น 6.25 BTC

การ Halving นั้นเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ Bitcoin ทะยานได้มากที่สุดเลยก็เป็นได้ เนื่องจากมันจะทำให้จำนวน Bitcoin ที่ถูกปล่อยออกมาน้อยลง หรือก็คือ Supply จะลดลงเรื่อย ๆ และถ้าหากจำนวน Demand หรือความต้องการของนักลงทุนนั้นยังมีเท่าเดิม ก็จะทำให้ราคามันเพิ่มขึ้นตามกลไกราคานั่นเอง

เตรียมตัวรับแรงกระแทก
อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าเมื่อการ Halving เกิดขึ้นปุ้บราคาของ Bitcoin จะทะยานทันทีเลย จริง ๆ แล้วมันตรงกันข้ามต่างหาก ในช่วงนั้นอาจจะเกิดการเทขายอย่างหนักก็เป็นได้ เนื่องจากเมื่อได้รางวัลต่อ Block น้อยลง นักขุดอาจจะรีบทำการเทขาย Bitcoin ที่มีก่อนเพื่อเลิกขุดก็เป็นได้ แล้วรอให้ราคากลับมาดีอีกครั้งค่อยขุดใหม่

นักวิเคราะห์ยังเชื่อด้วยว่า จะมีนักลงทุนที่ฉลาดบางคนมองเห็นโอกาสในจุดนี้แล้วทำการเปิด Short Position เพื่อทำกำไรในช่วงที่ตลาดขาลงสั้น ๆ

เหตุการณ์การเทขายอย่างรุนแรงนั้นก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลังการ Halving ครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นในปี 2016 หลังจากการ Halving ให้หลังไม่ถึงเดือน ราคาของมันก็ลดลงจาก 663 ดอลลาร์จนเหลือ 456.28 ดอลลาร์ คิดเป็นการร่วงลงกว่า 29.8 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และก็ฟื้นตัวตามมาอย่างว่องไว

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

และในครั้งนี้กูรูมากมายต่างก็เชื่อว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง เพราะงั้นก็เตรียมแผนให้พร้อมสำหรับการที่ Bitcoin อาจะลงมาแตะระดับ 5,000-6,000 ดอลลาร์กันได้เลย ซึ่งการร่วงลงในครั้งต่อไปจะเป็นตัววัดว่า Bitcoin นั้นมีแนวรับที่แข็งแกร่งในระดับไหน และจะเป็นการปรับฐานครั้งสำคัญเพื่อทะยานต่อในปีต่อ ๆ ไป

อ้างอิงจาก CoinMarketCap ในขณะที่รายงานอยู่นี้ Bitcoin มีมูลค่าอยู่ที่ 8,329 ดอลลาร์ ลดลง 0.04 เปอร์เซ็นต์ และมีปริมาณการเทรดโดยรวมอยู่ที่ 23,978 ล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา Bitcoin มีมูลค่าโดยรวมที่ 151,439 ล้านดอลลาร์

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

ท้ายที่สุดแล้ว นักวิเคราะห์ก็ยังเชื่ออยู่ดีว่า ถึงม้จะเกิดการเทขายหลังการ Halving แต่ปีนี้เป็นปีที่ Bitcoin จะทะยานต่อไป ซึ่งนักลงทุนเองก็ควรเตรียมแผนรับมือให้เพรียบพร้อมกับทุกสถานการณ์

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้…

นักลงทุนในระดับพันล้าน

นักลงทุนในระดับพันล้าน Tim Draper แนะนำให้เด็กรุ่นใหม่ต้องลงทุน Bitcoin

นักลงทุนในระดับพันล้าน

นักลงทุนชื่อดังนาย Tim Draper ได้ออกมาแนะให้กลุ่มคนยุค Millennials ลงทุนซื้อ Bitcoin ถ้าอยากมีสถานะการเงินที่มั่นคงในอนาคต

เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา นาย Draper ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับ Liz Claman ระหว่างการถกเถียงประเด็นต่างๆ ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการแนะนำให้กลุ่มคนยุค Millennials หันมาซื้อ Bitcoin กันเยอะๆ

ทำไมกลุ่มคนยุค Millennials ถึงต้องซื้อ Bitcoin?
นาย Draper ได้กล่าวว่ากลุ่มคนยุค Millennials นี้เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวของระบบการเงินแห่งโลกอนาคตแต่ก็ยังคงไม่สามารถสลัดระบบการเงินแบบเดิมที่ไม่เข้ากับยุคสมัยแล้วออกไปได้

เขาได้กล่าวเปรียบเทียบด้วยว่าระบบการธนาคารทุกวันนี้มันเหมือนกับยานพาหนะเก่าๆ แล้วแนวคิดที่ค่อยๆ เก็บเงินไปเรื่อยๆ เพื่อใช้ในวัยเกษียณก็ไม่ได้ปรับใช้ได้กับกลุ่มคนยุค Millennials ได้อีกต่อไป เพราะพวกเขาเกิดมาในยุคของโลกที่เต็มไปด้วยหนี้สิน ลำพังรายได้ที่มีทุกวันนี้ก็ไม่พอที่จะทำให้พวกเขานำเงินไปใช้จ่ายหนี้เหล่านั้นด้วยซ้ำ

นาย Draper ได้มองว่ากลุ่มคนยุค Millennials นี้เป็นผู้ยืมมากกว่าผู้ซื้อ ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากทำเช่นนั้น แต่พวกเขาต้องทำ ซึ่งจะบทสัมภาษณ์นั้นเขาได้แนะนำให้กลุ่มคน Millennials หันไปมองอะไรที่ Decentralized ดีกว่า

แล้วลงทุนกับ Bitcoin มันปลอดภัยขนาดไหน?
แม้ว่านาย Draper จะออกมาชี้แนะให้กลุ่มคนยุค Millennials หันมาลงทุน Bitcoin แต่ดูเหมือนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยเช่นนั้น

สภาพตลาด Bitcoin ยังคงไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ เพราะยังคงมีเสียงวิจารณ์ถึงการสแกมที่เกิดขึ้น หลายๆ คนก็สงสัยว่าการลงทุน Bitcoin มันเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ หรือเปล่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องความผันผวนของราคา ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ราคา Bitcoin นั้นผันผวนไปมากถึง 63 เปอร์เซ็นต์

ส่วนด้านนาย Draper ก็ได้ออกมายืนยันและพูดปิดท้ายสัมภาษณ์กับทาง Fox โดยทิ้งคำถามให้กับกลุ่ม Millennials ไปคิดและตัดสินใจกันเอง โดยเขากล่าวว่า

“คุณคิดว่าในอนาคตโลกจะมีหน้าตาอย่างไร มันจะไม่ใช่เรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป มันจะเป็น Global และเรื่องของพรมแดนก็ไม่มีอีก ทุกอย่างจะเปิดให้เข้าถึงกันได้หมด”

อย่างไรก็ตามราคา Bitcoin ในตอนนี้ได้ร่วงลงมากว่า -3.34% เทรดกันอยู่ที่ $8,327.76 ส่วนมูลค่าตลาด Bitcoin นั้นอยู่ที่ 151.38 พันล้านดอลลาร์

นักลงทุนในระดับพันล้าน

ธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคของ

ธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคของ Bitcoin อย่างเต็มตัว

ธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคของ Bitcoin

หลายคนคงทราบกันดีในเรื่องชื่อเสียงด้านความปลอดภัยและความมั่นคงสำหรับธนาคารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งธนาคารบางแห่งมองว่า Bitcoin นั้นเหมาะสมที่จะนำมาใช้สำหรับภาคการเงินของประเทศ

SEBA Bank AG ซึ่งเป็นธนาคารคริปโตที่ตั้งอยู่ในซูริกเพิ่งได้เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยใบอนุญาตจากธนาคารสากลและชุดการให้บริการที่หลายหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริการฝากรับคริปโตเคอเรนซี่ , บัตรเครดิตที่เชื่อมต่อกับสกุลเงินคริปโตที่สามารถแปลงมูลค่าไปเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงบริการชำระเงินและเทรดคริปโตผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ

By Thongchai Jantasornม.ค. 22, 2020
ธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคของ Bitcoin อย่างเต็มตัว ข่าว BITCOIN203 จำนวนคนดูทั้งหมด
โหมดกลางคืน
seba

หลายคนคงทราบกันดีในเรื่องชื่อเสียงด้านความปลอดภัยและความมั่นคงสำหรับธนาคารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งธนาคารบางแห่งมองว่า Bitcoin นั้นเหมาะสมที่จะนำมาใช้สำหรับภาคการเงินของประเทศ

SEBA Bank AG ซึ่งเป็นธนาคารคริปโตที่ตั้งอยู่ในซูริกเพิ่งได้เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยใบอนุญาตจากธนาคารสากลและชุดการให้บริการที่หลายหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริการฝากรับคริปโตเคอเรนซี่ , บัตรเครดิตที่เชื่อมต่อกับสกุลเงินคริปโตที่สามารถแปลงมูลค่าไปเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงบริการชำระเงินและเทรดคริปโตผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ

นาย Guido Bühler CEO ของ SEBA กล่าวว่าธนาคารสามารถระดมทุนสตาร์ทอัพได้กว่า 100 ล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 103.4 ล้านดอลลาร์ ในรอบแรกด้วยความช่วยเหลือจากนักลงทุนระดับ angel investor นาย Guy Schwarzenbach ผู้ก่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ Black River

SEBA เป็นธนาคารในสวิสแห่งแรกที่เป็นมิตรกับ bitcoin โดยยกตัวอย่างเช่นกลุ่มธนาคารเอกชน Falcon Group ที่เพิ่งเปิดตัวบริการการจัดการ bitcoin ไปในปี 2017 โดยนาย Matthew Blake ผู้นำด้านการเงินของฟอรัมเศรษฐกิจโลก World Economic Forum กล่าวว่าธนาคารที่เป็นมิตรกับคริปโตเคอเรนซี่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้วและมีแนวโน้มว่ามันจะกลายเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นใหม่ในปีนี้อีกด้วย

“มันเป็นสิ่งที่สถาบันสามารถทำได้เพื่อป้องกันความเสี่ยง” นาย Blake กล่าวเพิ่มเติม

ธนาคารคริปโตเคอเรนซี่
SEBA นั้นมีความสามารถที่ไม่เหมือนใครในการถือครองสกุลเงินที่หลากหลายเช่น ดอลลาร์อเมริกัน , ดอลลาร์ฮ่องกงและดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งทางธนาคารจะทำการแปลงเงินเหล่านี้เป็นคริปโตเคอเรนซี่แบบทันทีไปเป็นสกุลเงิน bitcoin , ethereum และ Stellar lumen

“คุณสามารถเปิดบัญชีผ่านทางโทรศัพท์ได้ภายใน 15 นาทีสำหรับนักลงทุนที่ได้รับการรับรองแล้ว โดยที่คุณไม่ต้องไปที่สวิตเซอร์แลนด์” นาย Bühler กล่าว “แต่อย่างไรก็ตามมันจะมีแง่มุมที่จำเป็นบางอย่างสำหรับธนาคารที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ซึ่งนั่นก็คือการจัดเก็บ private key ของคุณ”

นาย Bühler กล่าวต่อว่าธนาคารหน้าใหม่แห่งนี้จะเริ่มเปิดให้บริการแก่บุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงและนักลงทุนระดับสถาบันจากทั่วทุกมุมของโลก รวมถึงบริษัทสตาร์ทอัพบล็อกเชนอีกสองสามแห่ง

นาย Schwarzenbach กล่าวเสริมว่าแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายอำนาจแบบโอเพ่นซอร์ส (DeFi) นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก MakerDAO ซึ่งในที่สุดธนาคารแห่งนี้ก็สามารถนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สามารถใช้ได้ประชากรทั่วไปและให้อัตราดอกเบี้ยตอบแทนมั่นคงสูงถึง 1% ต่อปี

“ความคาดหวังสูงสุดของผมก็คือเราจะสามารถพัฒนาและปรับใช้โครงสร้างพื้นฐาน [DeFi] ให้เป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วไป” ​​นาย Schwarzenbach กล่าวว่า “ผมหวังว่ามาตรฐานเหล่านี้จะนำเสนอตัวของมันเองไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของตลาด”…

ทะยานแตะจุดสูงสุดอีกครั้งก่อนการ

อัตราแรงขุดของ Bitcoin ทะยานแตะจุดสูงสุดอีกครั้งก่อนการ Halving

Bitcoin ทะยานแตะจุดสูงสุดอีกครั้งก่อนการ Halving

รายงานล่าสุดนั้นอัตราการขุดเหรียญบนเครือข่ายของ Bitcoin นั้นทะลุจุดสูงสุดครั้งใหม่อีกครั้งแล้วในช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมานี้ โดยได้พุ่งสูงขึ้นกว่าในครั้งก่อนซึ่งได้มีการรายงานไปในช่วงไม่นานที่ผ่านมา โดยตัวเลขล่าสุดของอัตราแรงขุดบนเครือข่ายดังกล่าวนั้นเท่ากับ 126 Eh ต่อ หนึ่งวินาที หรือคิดเป็นจำนวนความพยายามในการแก้ไขสมการทางคอมพิวเตอร์กว่า 1.26 แสนล้านล้านครั้งในหนึ่งวินาที

อัตราดังกล่าวนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยในช่วงเวลาก่อนการปรับลดระดับของรางวัลการขุดเหรียญหรือการ halving ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้แสดงให้เห็นถึงอัตราความเข้มข้นของสงครามการขุดเหรียญในระบบ นอกจากนี้ความครึกครื้นของเครือข่ายนั้นยังแสดงให้เห็นถึงสุขภาพโดยรวมของระบบที่จะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไปอีกด้วย

ทะยานแตะจุดสูงสุดอีกครั้งก่อนการ

ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งในชื่อ @APompliano นั้นยังได้ทำการโพสกราฟซึ่งแสดงให้เห็นถึงอัตราแรงขุดมหาศาลซึ่งเกิดขึ้นในระบบ โดยมีความแตกต่างอย่างมากจากในที่ระดับดังกล่าวนั้นเริ่มที่จะสูงกว่า 1 Eh ต่อวินาทีในช่วงปลายปี 2016 และในช่วง 2017 ซึ่งระดับดังกล่าวยังอยู่ที่เพียง 13 Eh ต่อหนึ่งวินาทีเท่านั้น

ระดับมหาศาลของแรงขุดดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงนัยยะการเปลี่ยนแปลงสำคัญอื่นๆนอกจากการที่เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นขึ้นแท่นเป็นขุมพลังทางกรคำนวนทางคอมพิวเตอร์ซึ่งไม่มีการดำเนินการใดๆที่สามารถจะล้มอัตราแรงขุดที่สูงเท่านี้ได้อีก โดยหนึ่งในสิ่งที่ตามมาคืออัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าในการคำนวนทางคอมพิวเตอร์ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างทวีคูณนั่นเอง

อย่างไรก็ตามด้วยความที่เทคโนโลยีทางด้านการขุดเหรียญนั้นพัฒนาไปพร้อมๆกัน ดังนั้นแล้วอัตราแรงการขุดเหรียญที่เพิ่มขึ้นนั้นอาจไม่ได้หมายถึงการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงศักยภาพของเหล่าอุปกรณ์ในการขุดที่เพิ่มขึ้นโดยใช้พลังงานต่ำลง เป็นต้น

ทั้งนี้อัตราการเติบโตของอัตราแรงการขุดเหรียญ Bitcoin นั้นไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงกับราคาของเหรียญดังกล่าว แต่การดำเนินการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในระบบอาจหมายถึงอุปสงค์หรือความต้องการของเหรียญดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นในตลาดโดยที่อุปทานหรือปริมาณเหรียญภายในระบบนั้นมีความคงที่อาจจะส่งผลให้ราคานั้นเพิ่มขึ้นได้นั่นเอง

หลังจากการ Halving นั้นอาจส่งผลให้อัตราแรงขุดภายในระบบเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการบางรายนั้นไม่อาจสู้ราคาต้นทุนต่อกำไรที่เปลี่ยนแปลงไปได้นั้นต้องออกจากตลาดไปในที่สุด ซึ่งส่งผลให้อัตราดังกล่าวลดลงอย่างมากต่อไปนั่นเอง