About TaraMeza

Here are my most recent posts

อาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวันหยุดนี้

3 เหตุผลที่ราคา Bitcoin อาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวันหยุดนี้

 Bitcoin อาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวันหยุดนี้

ในช่วงเช้าวันนี้นักลงทุนได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงเฮอีกครั้ง หลังจากที่ราชาแห่งเหรียญคริปโตทั้งปวงได้พุ่งขึ้นมากว่า 5% จากเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนี่คือ 3 เหตุผลที่ราคา Bitcoin อาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวันหยุดนี้

การดีดตัวขึ้นมาอย่างรุนแรงในช่วงเช้านี้
ก่อนหน้านี้ราคาได้ขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ $9,200 ก่อนที่จะร่วงลงอย่างรวดเร็วสู่ระดับต่ำกว่า $8,300 แต่อย่างไรก็ตามล่าสุดราคาได้พุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้งและสามารถยืนเหนือระดับ 8,600 ได้สำเร็จในช่วงเช้าของวันนี้ การซื้อขายคริปโตในตลาดเอเชียช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีแนวโน้มที่ดีขึ้นและราคา BTC ก็ได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 5% นับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว

อาจพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวันหยุดนี้

ในขณะที่นาย Josh Rager นักวิเคราะห์คริปโตชื่อดังที่มีผู้ติดตามบนทวีตเตอร์กว่า 63,000 คน ได้ร่วมแบ่งปันการวิเคราะห์กราฟราคาของเขาและยังได้ให้ความเห็นด้วยว่า “ในขณะนี้เราได้อยู่ในระดับที่สูงกว่า $8,000 แล้วและมันยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่เราจะกลับตัวเข้าสู่ช่วงแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว”

เชื้อไวรัส CORONA และการร่วงลงของค่าเงินหยวน
เมื่อเร็ว ๆ สื่อข่าวหลายสำนักกำลังมีการรายงานข่าวการแพร่กระจายเชื้อไวรัส Corona ในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อจำกัดการเดินทางเข้ามาในประเทศ รวมถึงยอดผู้เสียชีวิตที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ท่ามกลางความพยายามของหลาย ๆ ประเทศที่กำลังออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเชื้อไวรัสตัวดังกล่าว หากเมื่อมีกรณีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินหยวนอย่างมีนัยสำคัญ อ้างอิงรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ที่เผยว่า ค่าเงินหยวนในต่างประเทศนั้นได้ลดลงเกือบ 0.5% เหลือเพียงต่ำกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์เท่านั้น

การลดลงของค่าเงินหยวนนั้นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับ Bitcoin โดยเราจะเห็นได้ชัดว่าจีนกำลังให้ความสนใจกับการลงทุนใน Bitcoin อย่างมากในช่วงนี้

มูลค่าสินทรัพย์ปลอดภัยที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ราคาทองคำได้มีการดีดตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในวันนี้ ซึ่งคาดว่าในไม่ช้าราคาจะไปแตะที่ระดับ $1,600 / ออนซ์ ได้สำเร็จ

ตามรายงานจาก dailyfx ที่ระบุว่านักวิเคราะห์กำลังจับตาดูการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาในการปรับลดอัตราดอกเบื้ยที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพุธนี้ หลังจากความกดดันในตลาดหลักทรัพย์และหุ้น S&P 500 ที่ร่วงลดลงอย่างรุนแรง
ทุกคนทราบกันดีในเรื่องศักยภาพของการเก็บรักษามูลค่าของ Bitcoin และ ทองคำที่มีลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายกัน โดยมูลค่าของทั้งคู่มักมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเมืองต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าในปีนี้สถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งในเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ที่กำลังจะมาถึง , สถานการณ์ความตึงเครียดอิหร่านและอเมริกา , เชื้อไวรัสโคโรนา , ภัยพิบัติในออสเตรเลีย และเหตุการณ์ Bitcoin Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นแรงผลักดันทำให้ราคาของ BTC ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทั้งสิ้น…

นักวิเคราะห์ผู้ทำนายราคา

นักวิเคราะห์ผู้ทำนายราคา Bitcoin ที่ 30 ล้านบาทชี้ อัตรากำไรความเสี่ยงดีกว่าหุ้น Google และ Apple

นักวิเคราะห์ผู้ทำนายราคา Bitcoin

นักวิเคราะห์ชื่อดังในวงการคริปโต PlanB ผู้ที่รักการดูกราฟ Bitcoin และทำนายราคาเป็นชีวิตจิตใจ และผู้ที่เคยออกมาทำนายราคาอย่างสุดโต่งว่าราคา BTC จะพุ่งแตะ 1 ล้านดอลลาร์หรือ 30 ล้านบาทในอีก 10 ปีที่จะถึง โดยเขานั้นเคยออกมากล่าวว่าโมเดลของเขานั้นชี้ว่า Bitcoin มีลักษณะที่เหมือนกับหนึ่งในหุ้นที่มีมูลค่าตลาดที่เยอะที่สุดในตลาด Nasdaq

โดย PlanB นั้นได้นำเอากราฟที่เขาวิเคราะห์ออกมาเผยให้เห็น กราฟเหล่านี้มีการนำเอา Sharpe ratio หรือเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้วิเคราะห์ Bitcoin, Facebook, Apple, Amazon, Netflix และ Google มาแล้ว โดยตัวเครื่องมือดังกล่าวนั้นถูกสร้างขึ้นโดยนาย William Sharpe ผู้ที่เคยได้รางวัลโนเบลมาแล้ว เครื่องมือดังกล่าวนั้นถูกนำมาใช้วัดและแสดงจำนวนของนักลงทุนที่กลับมาลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวอีกครั้ง และพวกเขาจะอยู่ในตลาดได้นานขนาดไหน

โดย PlanB กล่าวว่า Bitcoin นั้นมีค่า Sharpe ratio ที่มากกว่า 1 ซึ่งนำหน้าสินทรัพย์อื่น ๆ ทั้งหมด

“Bitcoin นั้นถือเป็นสินทรัพย์เดียวที่มี Sharpe ratio > 1 (กำไร>ความเสี่ยง)! ในขณะที่สินทรัพย์ดั้งเดิม (หุ้น, พันธบัตร, ทองคำ) นั้นมีค่าความเสี่ยงและกำไรที่แบนราบ

แม้แต่ FAANG (Facebook, Apple, Amazon, Netflix, Google) ไม่สามารถเทียบกับ BTC ได้แม้แต่นิดเดียว โน๊ตไว้ด้วยว่าผมไม่ได้นำเอาข้อมูลของ Bitcoin ในช่วงปีแรก ๆ (2009-2012) มาใส่”

นักวิเคราะห์ผู้ทำนายราคา

เป็นที่ทราบกันดีว่า Bitcoin นั้นมีราคาที่ผันผวนมาก และมักจะมีกราฟราคาที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวแบบ parabolic และมักจะตามมาด้วยการร่วงลงของราคาที่ 80% หรือมากกว่านั้น แม้ว่านักวิเคราะห์ผู้เชียร์ Bitcoin จะออกมากล่าวว่าสิ่งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่ก็มีนักวิจารณ์จำนวนมาก รวมถึงนักลงทุนในตำนานอย่างปู่ Warren Buffett ที่เคยออกมากล่าวว่า Bitcoin นั้นจะล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าอีกด้วย

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ชื่อดังนาย Josh Rager ได้ออกมากล่าวว่าการร่วงลงของราคา Bitcoin ล่าสุดนั้นมีแนวโน้มว่าจะลงต่อ

“ราคา Bitcoin นั้นไม่สามารถที่จะยืนอยู่เหนือระดับราคาที่สำคัญได้ และได้ร่วงลงมาหาจุดแนวรับ แต่ก็ไม่ได้แย่เสมอไป ผมอยากจะดูว่ามันจะเป็นอย่างไรที่ระดับราคา 8,000 ดอลลาร์”

โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ ราคาของ Bitcoin นั้นอยู่ที่ 8,460.47 ดอลลาร์ อ้างอิงจาก Coinmarketcap

นักวิเคราะห์ผู้ทำนายราคา…

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

นักวิเคราะห์ระดับโลก เผยเส้น Trend ของ Bitcoin ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

ในต้นเดือนที่ผ่านมา ถึงแม้ Bitcoin จะมีกระแสเป็นกระทิงแต่มมันก็ยังคงไม่สามารถทะลุผ่านระดับ 9,300 ดอลลาร์ไปได้ และในปัจจุบันราคาของมันก็ร่วงลงมาแล้วกว่า 10 เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุดที่มันทำได้ในปีนี้

นักวิเคราะห์และกูรูหลายคนก็ยังคงบอกว่าตลาดหมีนั้นยังไม่จบลง และกำลังจะมีการร่วงลงในเร็ว ๆ นี้ แต่นาย Travis Kling กลับไม่คิดแบบนั้น

นาย Kling ผู้ก่อตั้งกองทุนด้านคริปโตนาม Ikigai และอดีตผู้จัดการ Portfolio ด้านการลงทุนได้เผยว่า ในปีนี้เป็นปีที่ตลาดกระทิงของ Bitcoin กำลังจะมา

กราฟชี้ว่าเป็นขาขึ้นตรงกับเหตุการณ์ Halving
เมื่อวันพฤหัสของสัปดาห์ที่ผ่านมา นาย Kling ได้โพสต์รูปกราฟบน Twitter ของเขาที่มีเทรนไลน์ชี้ว่า Bitcoin กำลังจะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเทรนไลน์นี้เป็นขาขึ้นอย่างสวยงามรวมกับนัดมาพร้อมเหตุการณ์ Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้

เส้นเทรนด์ไลน์นี้เปรียบเสมือนกับแนวรับที่รับรองราคาของ Bitcoin มาตั้งแต่ปี 2015 และไม่เคยลงไปต่ำกว่านั้นเลย

จุดที่น่าสนใจคือในต้นปีนี้ Bitcoin ได้ลงไปแตะเส้นนี้ และก็เหมือนเช่นเคยที่ฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็วไม่มีทีท่าว่าจะทะลุลงไป

“เส้นเทรนด์ไลน์ 5 ปีตรงกับเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Bitcoin แบบพอดิบพอดี เตรียมตัวทะยานได้เลย!”

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

ที่น่าสังเกตคือดูเหมือนเส้นเทรนด์ไลน์แนวต้านและแนวรับจะไปประจบกันแถว ๆ เดือนพฤษภาคม 2020 พอดีกับเหตุการณ์ Halving ที่ทำให้นักขุดได้รางวัลต่อ Block น้อยลงจาก 12.5 BTC เป็น 6.25 BTC

การ Halving นั้นเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ Bitcoin ทะยานได้มากที่สุดเลยก็เป็นได้ เนื่องจากมันจะทำให้จำนวน Bitcoin ที่ถูกปล่อยออกมาน้อยลง หรือก็คือ Supply จะลดลงเรื่อย ๆ และถ้าหากจำนวน Demand หรือความต้องการของนักลงทุนนั้นยังมีเท่าเดิม ก็จะทำให้ราคามันเพิ่มขึ้นตามกลไกราคานั่นเอง

เตรียมตัวรับแรงกระแทก
อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าเมื่อการ Halving เกิดขึ้นปุ้บราคาของ Bitcoin จะทะยานทันทีเลย จริง ๆ แล้วมันตรงกันข้ามต่างหาก ในช่วงนั้นอาจจะเกิดการเทขายอย่างหนักก็เป็นได้ เนื่องจากเมื่อได้รางวัลต่อ Block น้อยลง นักขุดอาจจะรีบทำการเทขาย Bitcoin ที่มีก่อนเพื่อเลิกขุดก็เป็นได้ แล้วรอให้ราคากลับมาดีอีกครั้งค่อยขุดใหม่

นักวิเคราะห์ยังเชื่อด้วยว่า จะมีนักลงทุนที่ฉลาดบางคนมองเห็นโอกาสในจุดนี้แล้วทำการเปิด Short Position เพื่อทำกำไรในช่วงที่ตลาดขาลงสั้น ๆ

เหตุการณ์การเทขายอย่างรุนแรงนั้นก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลังการ Halving ครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นในปี 2016 หลังจากการ Halving ให้หลังไม่ถึงเดือน ราคาของมันก็ลดลงจาก 663 ดอลลาร์จนเหลือ 456.28 ดอลลาร์ คิดเป็นการร่วงลงกว่า 29.8 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และก็ฟื้นตัวตามมาอย่างว่องไว

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

และในครั้งนี้กูรูมากมายต่างก็เชื่อว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง เพราะงั้นก็เตรียมแผนให้พร้อมสำหรับการที่ Bitcoin อาจะลงมาแตะระดับ 5,000-6,000 ดอลลาร์กันได้เลย ซึ่งการร่วงลงในครั้งต่อไปจะเป็นตัววัดว่า Bitcoin นั้นมีแนวรับที่แข็งแกร่งในระดับไหน และจะเป็นการปรับฐานครั้งสำคัญเพื่อทะยานต่อในปีต่อ ๆ ไป

อ้างอิงจาก CoinMarketCap ในขณะที่รายงานอยู่นี้ Bitcoin มีมูลค่าอยู่ที่ 8,329 ดอลลาร์ ลดลง 0.04 เปอร์เซ็นต์ และมีปริมาณการเทรดโดยรวมอยู่ที่ 23,978 ล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา Bitcoin มีมูลค่าโดยรวมที่ 151,439 ล้านดอลลาร์

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้

ท้ายที่สุดแล้ว นักวิเคราะห์ก็ยังเชื่ออยู่ดีว่า ถึงม้จะเกิดการเทขายหลังการ Halving แต่ปีนี้เป็นปีที่ Bitcoin จะทะยานต่อไป ซึ่งนักลงทุนเองก็ควรเตรียมแผนรับมือให้เพรียบพร้อมกับทุกสถานการณ์

ที่สวยงามจะส่งผลทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงปีนี้…

นักลงทุนในระดับพันล้าน

นักลงทุนในระดับพันล้าน Tim Draper แนะนำให้เด็กรุ่นใหม่ต้องลงทุน Bitcoin

นักลงทุนในระดับพันล้าน

นักลงทุนชื่อดังนาย Tim Draper ได้ออกมาแนะให้กลุ่มคนยุค Millennials ลงทุนซื้อ Bitcoin ถ้าอยากมีสถานะการเงินที่มั่นคงในอนาคต

เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา นาย Draper ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับ Liz Claman ระหว่างการถกเถียงประเด็นต่างๆ ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการแนะนำให้กลุ่มคนยุค Millennials หันมาซื้อ Bitcoin กันเยอะๆ

ทำไมกลุ่มคนยุค Millennials ถึงต้องซื้อ Bitcoin?
นาย Draper ได้กล่าวว่ากลุ่มคนยุค Millennials นี้เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวของระบบการเงินแห่งโลกอนาคตแต่ก็ยังคงไม่สามารถสลัดระบบการเงินแบบเดิมที่ไม่เข้ากับยุคสมัยแล้วออกไปได้

เขาได้กล่าวเปรียบเทียบด้วยว่าระบบการธนาคารทุกวันนี้มันเหมือนกับยานพาหนะเก่าๆ แล้วแนวคิดที่ค่อยๆ เก็บเงินไปเรื่อยๆ เพื่อใช้ในวัยเกษียณก็ไม่ได้ปรับใช้ได้กับกลุ่มคนยุค Millennials ได้อีกต่อไป เพราะพวกเขาเกิดมาในยุคของโลกที่เต็มไปด้วยหนี้สิน ลำพังรายได้ที่มีทุกวันนี้ก็ไม่พอที่จะทำให้พวกเขานำเงินไปใช้จ่ายหนี้เหล่านั้นด้วยซ้ำ

นาย Draper ได้มองว่ากลุ่มคนยุค Millennials นี้เป็นผู้ยืมมากกว่าผู้ซื้อ ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากทำเช่นนั้น แต่พวกเขาต้องทำ ซึ่งจะบทสัมภาษณ์นั้นเขาได้แนะนำให้กลุ่มคน Millennials หันไปมองอะไรที่ Decentralized ดีกว่า

แล้วลงทุนกับ Bitcoin มันปลอดภัยขนาดไหน?
แม้ว่านาย Draper จะออกมาชี้แนะให้กลุ่มคนยุค Millennials หันมาลงทุน Bitcoin แต่ดูเหมือนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยเช่นนั้น

สภาพตลาด Bitcoin ยังคงไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ เพราะยังคงมีเสียงวิจารณ์ถึงการสแกมที่เกิดขึ้น หลายๆ คนก็สงสัยว่าการลงทุน Bitcoin มันเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ หรือเปล่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องความผันผวนของราคา ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ราคา Bitcoin นั้นผันผวนไปมากถึง 63 เปอร์เซ็นต์

ส่วนด้านนาย Draper ก็ได้ออกมายืนยันและพูดปิดท้ายสัมภาษณ์กับทาง Fox โดยทิ้งคำถามให้กับกลุ่ม Millennials ไปคิดและตัดสินใจกันเอง โดยเขากล่าวว่า

“คุณคิดว่าในอนาคตโลกจะมีหน้าตาอย่างไร มันจะไม่ใช่เรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป มันจะเป็น Global และเรื่องของพรมแดนก็ไม่มีอีก ทุกอย่างจะเปิดให้เข้าถึงกันได้หมด”

อย่างไรก็ตามราคา Bitcoin ในตอนนี้ได้ร่วงลงมากว่า -3.34% เทรดกันอยู่ที่ $8,327.76 ส่วนมูลค่าตลาด Bitcoin นั้นอยู่ที่ 151.38 พันล้านดอลลาร์

นักลงทุนในระดับพันล้าน

ธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคของ

ธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคของ Bitcoin อย่างเต็มตัว

ธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคของ Bitcoin

หลายคนคงทราบกันดีในเรื่องชื่อเสียงด้านความปลอดภัยและความมั่นคงสำหรับธนาคารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งธนาคารบางแห่งมองว่า Bitcoin นั้นเหมาะสมที่จะนำมาใช้สำหรับภาคการเงินของประเทศ

SEBA Bank AG ซึ่งเป็นธนาคารคริปโตที่ตั้งอยู่ในซูริกเพิ่งได้เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยใบอนุญาตจากธนาคารสากลและชุดการให้บริการที่หลายหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริการฝากรับคริปโตเคอเรนซี่ , บัตรเครดิตที่เชื่อมต่อกับสกุลเงินคริปโตที่สามารถแปลงมูลค่าไปเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงบริการชำระเงินและเทรดคริปโตผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ

By Thongchai Jantasornม.ค. 22, 2020
ธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคของ Bitcoin อย่างเต็มตัว ข่าว BITCOIN203 จำนวนคนดูทั้งหมด
โหมดกลางคืน
seba

หลายคนคงทราบกันดีในเรื่องชื่อเสียงด้านความปลอดภัยและความมั่นคงสำหรับธนาคารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งธนาคารบางแห่งมองว่า Bitcoin นั้นเหมาะสมที่จะนำมาใช้สำหรับภาคการเงินของประเทศ

SEBA Bank AG ซึ่งเป็นธนาคารคริปโตที่ตั้งอยู่ในซูริกเพิ่งได้เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยใบอนุญาตจากธนาคารสากลและชุดการให้บริการที่หลายหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริการฝากรับคริปโตเคอเรนซี่ , บัตรเครดิตที่เชื่อมต่อกับสกุลเงินคริปโตที่สามารถแปลงมูลค่าไปเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงบริการชำระเงินและเทรดคริปโตผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ

นาย Guido Bühler CEO ของ SEBA กล่าวว่าธนาคารสามารถระดมทุนสตาร์ทอัพได้กว่า 100 ล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 103.4 ล้านดอลลาร์ ในรอบแรกด้วยความช่วยเหลือจากนักลงทุนระดับ angel investor นาย Guy Schwarzenbach ผู้ก่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ Black River

SEBA เป็นธนาคารในสวิสแห่งแรกที่เป็นมิตรกับ bitcoin โดยยกตัวอย่างเช่นกลุ่มธนาคารเอกชน Falcon Group ที่เพิ่งเปิดตัวบริการการจัดการ bitcoin ไปในปี 2017 โดยนาย Matthew Blake ผู้นำด้านการเงินของฟอรัมเศรษฐกิจโลก World Economic Forum กล่าวว่าธนาคารที่เป็นมิตรกับคริปโตเคอเรนซี่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้วและมีแนวโน้มว่ามันจะกลายเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นใหม่ในปีนี้อีกด้วย

“มันเป็นสิ่งที่สถาบันสามารถทำได้เพื่อป้องกันความเสี่ยง” นาย Blake กล่าวเพิ่มเติม

ธนาคารคริปโตเคอเรนซี่
SEBA นั้นมีความสามารถที่ไม่เหมือนใครในการถือครองสกุลเงินที่หลากหลายเช่น ดอลลาร์อเมริกัน , ดอลลาร์ฮ่องกงและดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งทางธนาคารจะทำการแปลงเงินเหล่านี้เป็นคริปโตเคอเรนซี่แบบทันทีไปเป็นสกุลเงิน bitcoin , ethereum และ Stellar lumen

“คุณสามารถเปิดบัญชีผ่านทางโทรศัพท์ได้ภายใน 15 นาทีสำหรับนักลงทุนที่ได้รับการรับรองแล้ว โดยที่คุณไม่ต้องไปที่สวิตเซอร์แลนด์” นาย Bühler กล่าว “แต่อย่างไรก็ตามมันจะมีแง่มุมที่จำเป็นบางอย่างสำหรับธนาคารที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ซึ่งนั่นก็คือการจัดเก็บ private key ของคุณ”

นาย Bühler กล่าวต่อว่าธนาคารหน้าใหม่แห่งนี้จะเริ่มเปิดให้บริการแก่บุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงและนักลงทุนระดับสถาบันจากทั่วทุกมุมของโลก รวมถึงบริษัทสตาร์ทอัพบล็อกเชนอีกสองสามแห่ง

นาย Schwarzenbach กล่าวเสริมว่าแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายอำนาจแบบโอเพ่นซอร์ส (DeFi) นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก MakerDAO ซึ่งในที่สุดธนาคารแห่งนี้ก็สามารถนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สามารถใช้ได้ประชากรทั่วไปและให้อัตราดอกเบี้ยตอบแทนมั่นคงสูงถึง 1% ต่อปี

“ความคาดหวังสูงสุดของผมก็คือเราจะสามารถพัฒนาและปรับใช้โครงสร้างพื้นฐาน [DeFi] ให้เป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วไป” ​​นาย Schwarzenbach กล่าวว่า “ผมหวังว่ามาตรฐานเหล่านี้จะนำเสนอตัวของมันเองไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของตลาด”…

ทะยานแตะจุดสูงสุดอีกครั้งก่อนการ

อัตราแรงขุดของ Bitcoin ทะยานแตะจุดสูงสุดอีกครั้งก่อนการ Halving

Bitcoin ทะยานแตะจุดสูงสุดอีกครั้งก่อนการ Halving

รายงานล่าสุดนั้นอัตราการขุดเหรียญบนเครือข่ายของ Bitcoin นั้นทะลุจุดสูงสุดครั้งใหม่อีกครั้งแล้วในช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมานี้ โดยได้พุ่งสูงขึ้นกว่าในครั้งก่อนซึ่งได้มีการรายงานไปในช่วงไม่นานที่ผ่านมา โดยตัวเลขล่าสุดของอัตราแรงขุดบนเครือข่ายดังกล่าวนั้นเท่ากับ 126 Eh ต่อ หนึ่งวินาที หรือคิดเป็นจำนวนความพยายามในการแก้ไขสมการทางคอมพิวเตอร์กว่า 1.26 แสนล้านล้านครั้งในหนึ่งวินาที

อัตราดังกล่าวนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยในช่วงเวลาก่อนการปรับลดระดับของรางวัลการขุดเหรียญหรือการ halving ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้แสดงให้เห็นถึงอัตราความเข้มข้นของสงครามการขุดเหรียญในระบบ นอกจากนี้ความครึกครื้นของเครือข่ายนั้นยังแสดงให้เห็นถึงสุขภาพโดยรวมของระบบที่จะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไปอีกด้วย

ทะยานแตะจุดสูงสุดอีกครั้งก่อนการ

ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งในชื่อ @APompliano นั้นยังได้ทำการโพสกราฟซึ่งแสดงให้เห็นถึงอัตราแรงขุดมหาศาลซึ่งเกิดขึ้นในระบบ โดยมีความแตกต่างอย่างมากจากในที่ระดับดังกล่าวนั้นเริ่มที่จะสูงกว่า 1 Eh ต่อวินาทีในช่วงปลายปี 2016 และในช่วง 2017 ซึ่งระดับดังกล่าวยังอยู่ที่เพียง 13 Eh ต่อหนึ่งวินาทีเท่านั้น

ระดับมหาศาลของแรงขุดดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงนัยยะการเปลี่ยนแปลงสำคัญอื่นๆนอกจากการที่เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นขึ้นแท่นเป็นขุมพลังทางกรคำนวนทางคอมพิวเตอร์ซึ่งไม่มีการดำเนินการใดๆที่สามารถจะล้มอัตราแรงขุดที่สูงเท่านี้ได้อีก โดยหนึ่งในสิ่งที่ตามมาคืออัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าในการคำนวนทางคอมพิวเตอร์ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างทวีคูณนั่นเอง

อย่างไรก็ตามด้วยความที่เทคโนโลยีทางด้านการขุดเหรียญนั้นพัฒนาไปพร้อมๆกัน ดังนั้นแล้วอัตราแรงการขุดเหรียญที่เพิ่มขึ้นนั้นอาจไม่ได้หมายถึงการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงศักยภาพของเหล่าอุปกรณ์ในการขุดที่เพิ่มขึ้นโดยใช้พลังงานต่ำลง เป็นต้น

ทั้งนี้อัตราการเติบโตของอัตราแรงการขุดเหรียญ Bitcoin นั้นไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงกับราคาของเหรียญดังกล่าว แต่การดำเนินการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในระบบอาจหมายถึงอุปสงค์หรือความต้องการของเหรียญดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นในตลาดโดยที่อุปทานหรือปริมาณเหรียญภายในระบบนั้นมีความคงที่อาจจะส่งผลให้ราคานั้นเพิ่มขึ้นได้นั่นเอง

หลังจากการ Halving นั้นอาจส่งผลให้อัตราแรงขุดภายในระบบเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการบางรายนั้นไม่อาจสู้ราคาต้นทุนต่อกำไรที่เปลี่ยนแปลงไปได้นั้นต้องออกจากตลาดไปในที่สุด ซึ่งส่งผลให้อัตราดังกล่าวลดลงอย่างมากต่อไปนั่นเอง

หากไขปริศนาจากรูปนี้ได้

คุณสามารถได้รับ Bitcoin มูลค่า 580,000 บาทฟรี ๆ หากไขปริศนาจากรูปนี้ได้

หากไขปริศนาจากรูปนี้ได้

สำหรับวงการคริปโตนั้น วิธีการที่จะได้ Cryptocurrency มาครอบครองก็มีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการซื้อบนเว็บเทรด, ซื้อจากเว็บแบบ P2P, ทำการขายสินค้าหรือบริการแล้วรับเงินเป็นคริปโต หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ

มีอยู่บ่อยครั้งที่บริษัทเช่นเว็บเทรดต่าง ๆ จะจัดกิจกรรมแจกคริปโตเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามารู้จักกับบริการของพวกเขา กิจกรรมที่จะเห็นบ่อย ๆ เลยคือการ Airdrop หรือก็คือการแจกคริปโตฟรี ๆ หากทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

นอกจากการ Airdrop แล้ว ก็ยังมีอีกกิจกรรมที่ช่วงหลายปีมานี้ได้รับความนิยมมากขึ้นก็คือการไขปริศนาหรือ Puzzle นั่นเอง

ปริศนารูป Satoshi
ล่าสุด บัญชี Twitter นาม Phemex เว็บเทรดคริปโตได้ทำการจัดกิจกรรมว่า หากใครสามารถไขปริศนารูป Satoshi Nakamoto นี้สำเร็จ จะได้รับ Bitcoin ไปเลยจำนวนกว่า 2.1 BTC หากอ้างอิงจากราคา Bitcoin ในขณะที่รายงานอยู่ มันจะคิดเป็นมูลค่าประมาณ 18,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 547,470 บาท) เลยทีเดียว

Phemex เป็นเว็บเทรดคริปโตที่ถูกก่อตั้งโดยนาย Jack Tao อดีตผู้บริหารของ Morgan Stanley สถาบันการเงินระดับโลกชื่อดัง Phemex ให้บริการเทรดแบบอนุพันธ์ (Derivatives) ซึ่งโฟกัสไปยังกลุ่มลูกค้านักลงทุนระดับสถาบัน

ในรูปปริศนาที่ Phemex ได้โพสต์นั้น เป็นรูปของเขาวงกตที่ซับซ้อน โดยรูปนั้นก็เหมือนกับนาย Dorian Satoshi Nakamoto ลูกครึ่งญี่ปุ่นอเมริกาที่ครั้งหนึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นผู้สร้าง Bitcoin เพราะมีชื่อ Satoshi Nakamoto เป๊ะ ๆ เลย แต่ก็ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือนั้น

หากไขปริศนาจากรูปนี้ได้

นอกเหนือจากรูปของนาย Nakamoto แล้ว ยังมีข้อความว่า “First 21-digit prime found in consecutive digits of e” ซึ่งดูเหมือนจะอ้างอิงถึงกฎ Euler’s number และก็ยังมีอักษรอื่น ๆ เช่น ETH, XRP และ Phemex ปรากฎในรูปด้วย

ในตอนนี้ ก็ยังคงไม่มีใครสามารถไขมันปริศนานี้ได้ ซึ่งก็ได้มีผู้คนมากมายเข้าไปร่วมกิจกรรมนี้กันมากมาย และหากคุณคิดว่าไม่สามารถไขปริศนานี้ได้ ก็สามารถแท็กคนอื่นมาช่วยได้ ซึ่งหากคนที่เราแท็กไปนั้นสามารถไขปริศนาได้ เราก็จะได้รับโบนัสการเทรดมูลค่า 100 ดอลลาร์ด้วย

อ้างอิงจากโพสต์ ดูเหมือนกิจกรรมนี้จะไม่มีกำหนดว่ายาวไปถึงเมื่อไร กล่าวคือ กิจกรรมนี้จะสิ้นสุดต่อเมื่อมีคนไขปริศนาได้แล้วเท่านั้น และจะมีเพียง 1 คนได้รับเงินรางวัลนี้ไป

นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชาวไทยเองก็สามารถไปเข้าร่วมได้ และไม่แน่อาจมีคนไทยที่เก่งพอที่จะไขปริศนาอันลึกลับนี้ก็เป็นได้

หากไขปริศนาจากรูปนี้ได้

แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลด้านเทคนิคแล้ว

ทีม Libra ของ Facebook แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลด้านเทคนิคแล้ว เล็งผลักดันให้เปิดตัวให้ได้

แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลด้านเทคนิคแล้ว

แม้ว่าเรื่องราวของอีกหนึ่งในเหรียญที่ได้รับการจับตามองจากทั่วโลกเมื่อช่วงปี 2019 ที่ผ่านมาอย่าง Libra Coin ซึ่งเป็นเหรียญของทางด้าน Facebook แพลตฟอร์ม Social Media ชื่อดังที่ต้องการจะทำเหรียญระดับ Global Coin ที่ใช้ได้ทั่วโลกจะถูกกดดันอย่างหนักหน่วง

โดยส่วนของภาครัฐแต่ดูเหมือนว่าความพยายามของพวกเขาจะยังไม่จบและยังคงเดินหน้าทำสิ่งที่พวกเขาต้องการต่อไป

ล่าสุดนั้นทางด้านของ Libra และสมาชิกได้มีการประกาศแต่งตั้ง คณะกรรมการกำกับดูแลด้านเทคนิค โดยจะประกอบไปด้วยสมาชิกห้าคนซึ่งมีหน้าที่ที่จะดูแลการพัฒนาทางเทคนิคของโครงการหลังจากนี้

โดยตัวประกาศนั้นมีขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการกำกับดูแลด้านเทคนิคก็คือผู้กำกับแผนงานด้านเทคนิคสำหรับเครือข่าย Libra “จัดตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคเพื่อทำการวิจัยอย่างรวดเร็วในประเด็นเฉพาะทางที่เลือก“

แนวทางการพัฒนา codebase” และ“ สร้างการเติบโตที่แข็งแรง และเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนนักพัฒนาของ Libraต่อไปในอนาคต ”

แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลด้านเทคนิคแล้ว

โดยผู้ที่ได้นั่งอยู่ใน คณะกรรมการกำกับดูแลด้านเทคนิคคาดว่าจะเป็น Diogo Monica ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานที่ Anchorage George Cabrera III ซึ่งเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์หลักของ Libra ที่ Calibra ซึ่งเป็นสาขาดิจิทัลของ Facebook

นาย Joe Lallouz ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Bison Trails , นาย Nick Grossman หุ้นส่วนที่ Union Square Ventures และนาย Ric Shreves ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีใหม่ที่ Mercy Corps

นอกจากนี้แล้ว Libra ยังได้มีการออกมายืนกรานอีกว่าจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในระดับทั่วโลกแม้ว่าจะยังคงมีหลายเสียงที่เป็นกังวล

ว่าการมาถึงของ Libra Coin สกุลเงินคริปโตเคอเรนซี่ที่พัฒนาและดูแลอยู่ภายใต้สมาคม Libra ทั้ง 21 เจ้ายักษ์ใหญ่จะส่งผลและทำลายระบบการเงินของทั่วโลกต่อไปในอนาคตไม่เร็วก็ช้าอย่างแน่นอน

เมื่อปลายปีที่แล้วนาย Mark Zuckerberg ซึ่งเป็น CEO ของ Facebook ได้ขอความเห็นใจต่อหน้าสภาคองเกรสเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการนี้เพราะดูเหมือนว่า Libra จะหยุดชะงักหากหน่วยงานกำกับดูแลไม่อนุมัติในท้ายที่สุด

ทางเ้านของผู้ที่ชื่นชอบ Blockchain ยังได้มีการออกมาวิจารณ์โครงการ Libra ของ Facebook ถึงเรื่องความเป็นส่วนตัวและการกระจายอำนาจ เพราะอย่าง Bitcoin ก็มีการกระจายอำนาจตามโหนดขนาดใหญ่ต่าง ๆ ทั่วโลก แต่ในสมาคมของ Libra ประกอบไปด้วยบริษัทเอกชนจำนวนมากที่ล้วนแล้วมาจากใน Silicon Valley ทั้งนั้น

ทางด้านของ Decrypt ได้มีการไปสัมภาษณ์ Bison Trails หนึ่งในไม่กี่บริษัทของ Libra ที่กล้าออกมามาให้สัมภาษณ์และให้ข้อมูลเชิงลึกได้

โดย Lallouz จากบริษัท Bison Trails ได้มีการบอกว่าพวกเขามีหน้าที่ในการโหวต นอกจากนี้เขายังได้เน้นอีกด้วยว่าหากอย่างให้โครงการ Libra ประสบความสำเร็จอย่างแม้จริงแล้วละก็พวกเขาจะต้องเอาชนะปัญหาที่จะเกิดขึ้น 2 อย่างนี้ให้ได้นั้นก็คือการไม่ได้รับอนุญาติจากทางด้านรัฐ และเรื่องของการกระจายอำนาจ รวมถึงมีการจัดการที่ดีพร้อมในโ๕รงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับธุรกรรมจำนวนพันล้านต่อไปในอนาคต

แน่นอนว่า Libra ยังคงเป็นความฝันที่หลาย ๆ คนอยากให้เกิดขึ้นจริงแต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะยังต้องผ่านอะไรอีกเยอะกว่าจะไปถึงจุดดังกล่าวซึ่งมีแต่เวลาเท่านั้นที่จะตอบได้ว่ามันจะทำสำเร็จหรือไม่

แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลด้านเทคนิคแล้ว

มีค่าธรรมเนียมอยู่ที่

Bitcoin มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทถูกโอนในเวลาเพียง 10 นาที มีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 2,500 บาทเท่านั้น

มีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 2,500 บาทเท่านั้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ Bitcoin ได้แสดงศักยภาพในการเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ด้วยคุณสมบัติการโอนเงินข้ามพรมแดนที่รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมราคาถูก โดยทวีตเตอร์ล่าสุดของผู้ใช้ @Bitcoin ซึ่งเป็นบัญชีที่มีผู้ติดตามมากว่า 1 ล้านคนได้เผยว่า ในวันนี้มีบางคนทำการธุรกรรม Bitcoin ที่มีมูลค่ากว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ภายใน 10 นาทีและมีค่าธรรมเนียมเพียงแค่ $84 เท่านั้น

การทำธุรกรรมในครั้งนี้ได้กลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากในชุมชนคริปโต ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังถกเถียงกันว่าการทำธุรกรรมดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีกันแน่ ?

ความกลัวและแรงบันดาลใจ
นาย Gabor Gurbacs ( @gaborgurbacs ) นักกลยุทธ์ด้านสินทรัพย์ดิจิตอลและเป็นผู้อำนวยการของ Van Eck บริษัทการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์อยู่ภายใต้การบริหารกว่า 49 พันล้านดอลลาร์ ก็ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้เช่นกัน โดยเขากล่าวว่า “มันเป็นทั้งแรงบันดาลใจและความน่ากลัว”

ซึ่งสิ่งที่นาย Gurbacs กล่าวนั้นอาจหมายความว่าในขณะที่ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปลดปล่อยผู้คนจากข้อผูกมัดทางการเงินแบบเดิม ๆ ในขณะเดียวมันก็ได้มาพร้อมกับความเสี่ยงเช่นเดียวกับความล้มเหลวของตลาดคริปโตที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2008

ดังนั้น Bitcoin จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นและสร้างตัวเลือกทางการเงินใหม่ ๆ ให้แก่ผู้คน ในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถได้จัดการด้วยวิธีของธนาคาร นอกจากนี้ Bitcoin ยังช่วยให้ผู้คนที่มีเงินเป็นจำนวนมากสามารถหลีกเลี่ยงกฎระเบียบและค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างแพงได้อีกด้วย

Bitcoin เท่านั้นที่สามารถทำได้
อย่างไรก็ตามดูเหมือนจะมีผู้ใช้ทวีตเตอร์บางคนออกมาโต้แย้งว่า หากพวกเขาเหล่านั้นใช้เหรียญคริปโต NANO ในการทำธุรกรรมแทนที่จะเป็น Bitcoin พวกเขาอาจจะประหยัดค่าธรรมเนียมได้มากกว่า $84 และอาจทำธุรกรรมได้รวดเร็วถึงในระดับวินาที

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบางคนที่ไม่เห็นว่าและเชื่อว่า Bitcoin เท่านั้นที่จะสามารถทำธุรกรรมเป็นมูลค่ามหาศาลในระดับนี้ได้ เนื่องจากการโอนเงินในครั้งนี้มีมูลค่ามากกว่ามูลค่าของตลาด NANO เสียอีก ดังนั้นการใช้เหรียญ NANO ในการโอนเงินจึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก…

พุ่งทะลุทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์อีกครั้ง

อัตราแรงขุดเหรียญ Bitcoin พุ่งทะลุทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลังการปรับค่า Difficulty

พุ่งทะลุทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลังการปรับค่า Difficulty

อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอย่างบริษัท CoinMetrics นั้นแสดงให้เห็นว่า Hash rate หรืออัตราการขุดเหรียญบนเครือข่าย Blockchain สำหรับ Bitcoin นั้นได้มีการเพิ่มขึ้นจนแตะเพดานของจุดสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่ที่ 14.8 Terahashes โดยคิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 7% หลังจากที่ระดับความยากของการขุดเหรียญ (Difficulty) นั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงล่าสุด ซึ่งคิดเป็นอัตราที่มากกว่าที่เคยเป็นในช่วงต้นปี 2019 ถึงสามเท่าเลยทีเดียว

พุ่งทะลุทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์อีกครั้ง

การปรับระดับความยากของการขุดเหรียญบนเครือข่ายของ Bitcoin นั้นถูกตั้งค่าไว้ให้มีการปรับระดับใหม่ในทุกๆการขุดบล๊อคครบ 2,016 บล๊อค ซึ่งคิดเป็นการปรับระดับในทุกๆช่วงสองสัปดาห์โดยเฉลี่ย ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นกลไกในการป้องกันการเฟ้อของการขุดเหรียญตามอัตราการแข่งขันกันภายในตลาดการขุดนั่นเอง

ผลจากกลไกดังกล่าวนั้นทำให้ประสิทธิภาพในการขุดเหรียญนั้นขึ้นอยู่กับศักยภาพของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ ซึ่งหากมีการขุดเหรียญได้ในเวลาอันรวดเร็วประกอบกับปริมาณที่มากขึ้นในระบบ การเพิ่มระดับความยากให้เพิ่มขึ้นนั้นส่งผลให้เหรียญที่ได้นั้นสามารถได้มากยากขึ้น และเป็นการปรับสมดุลราคาของตัวเหรียญ Bitcoin เองอีกด้วย

อย่างไรก็ตามทางบริษัท CoinMetrics นั้นได้ออกมากล่าวผ่านทางบัญชีทวิตเตอร์ของพวกเขาถึงกราฟซึ่งแสดงรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของทั้งอัตราการขุดในระบบและระดับความยากของการขุดตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยพวกเขาได้กล่าวว่าแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงบนกราฟของระดับความยากในการขุดนั้นจะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นที่ไม่ราบรื่นเท่าไหร่นัก

นอกจากนี้แล้วอัตราการขุดที่เพิ่มขึ้นในระบบนั้นยังหมายถึงการแข่งขันที่ยังคงดุเดือดสำหรับวงการการขุดเหรียญ Bitcoin ก่อนการมาถึงของเหตุการณ์สำคัญอย่างการลดรางวัลการขุดเหรียญลงครึ่งหนึ่งหรือที่เรียกว่าการ Halving ในช่วงไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้ ซึ่งตัวเลขอัตรากรขุดในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าเหล่านักขุดยังคงมุ่งกอบโกยกันอย่างเต็มที่ก่อนที่ตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งอาจทำให้เหล่าผู้ประกอบการขนาดกลางหรือขนาดเล็กนั้นต้องออกจากตลาดไปด้วยเหตุผลทางด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้อัตราการขุดเหรียญในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงนั้นคือการที่ผู้ประกอบการในประเทศจีนนั้นได้ปรับลดการดำเนินการลงเนื่องจากคำสั่งของทางรัฐบาลให้ภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีนนั้นลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงในช่วงฤดูแล้งนี้นั่นเอง…