About TaraMeza

Here are my most recent posts

เพื่อขยายกิจการทั่วโลก

ตลาดมืดบน Darknet จากรัสเซียเตรียมระดมทุนผ่าน ICO มูลค่า 4 พันล้านบาท เพื่อขยายกิจการทั่วโลก

รัสเซียเตรียมระดมทุนผ่าน ICO มูลค่า 4 พันล้านบาท เพื่อขยายกิจการทั่วโลก

ตลาดมืดของรัสเซียที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซียกำลังมองหาการระดมทุนที่มีมูลค่ากว่า 146 ล้านดอลลาร์ โดยการเสนอขายเหรียญโปรเจคเริ่มต้น ICO เพื่อช่วยให้โปรเจคของพวกเขาขยายตัวไปทั่วโลก

อ้างอิงข้อมูลจากนิตยสาร ForkLog ที่ประกาศเตือนผู้อ่านว่าเว็บไซต์ ‘Hydra’ นั้นมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายในรัสเซีย ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าโปรเจคระดมทุนที่กำลังจะมาถึงนี้อาจเป็นการหลอกหลวงครั้งใหญ่

ยุคใหม่ในตะวันตก
ผู้ประกอบการตลาดมืดที่รู้จักกันในชื่อ “ไฮดร้า” มีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะเผยแพร่โมเดลการซื้อขายอันแบบไม่ระบุตัวตนของผู้ใช้งานและเปิดบริการซื้อขายสินค้าที่ผิดกฏหมาย โดยบันทึกข้อตกลงการลงทุนสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางเว็บมืดที่มีชื่อว่า Tor เท่านั้น ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่อ้างว่าจะขยายตัวไปทั่วโลกและ “จะเริ่มต้นยุคใหม่ในตะวันตก” ในระดับที่ยากเกินจะจินตนาการได้

ไฮดร้าจะให้บริการแบบไม่ระบุตัวตน โดยจัดส่งสินค้าที่ซื้อไปยังสถานที่ที่ระบุไว้ในที่สาธารณะ หลังจากนั้นลูกค้าก็จะได้รับสินค้าในภายหลัง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ , ผู้ขายหรือผู้ส่งก็ไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ผู้ประกอบการวางแผนที่จะใช้เงินทุนเหล่านี้เพื่อสร้างบริการใหม่ที่เรียกว่า “Eternos” ซึ่งเป็นการรวบรวมบริการต่าง ๆ เอาไว้ในแพลตฟอร์มเดียวเช่น การส่งข้อความแบบเข้ารหัส , เบราว์เซอร์ที่เน้นในเรื่องความเป็นส่วนตัว , การแก้ไขปัญหาการโต้เถียงกันโดยอัตโนมัติ , การสร้างตลาด OTC และเว็ปเทรดคริปโตเป็นต้น

การระดมทุนดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ การขายโทเค็นจะเสนอขายให้กับนักลงทุนขั้นต่ำอยู่ที่ 100 โทเค็นและได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรของบริษัทเป็นจำนวน 0.003% ซึ่ง 1 โทเค็นจะถูกขายอยู่ที่ 100 ดอลลาร์และรับชำระเงินเป็น BTC เท่านั้น

การขายโทเค็นจะถูกกำหนดไว้ที่ 1,470,000 เหรียญ หรือประมาณ 49% ของมูลค่า Eternos ทั้งหมด โดยพวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าผู้ที่ซื้อโทเค็นมากกว่า 100 เหรียญจะได้ผลตอบแทนรายเดือนอยู่ที่ 500 ดอลลาร์ ดังนั้นนี้จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมนิตยสาร Forklog ถึงได้ออกมาเตือนผู้อ่านว่าโปรเจคนี้อาจกลายเป็นการหลอกลวง

ตัวเลขดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการคาดการณ์รายได้ที่ 15 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งผู้ประกอบการได้อ้างอิงจากตัวชี้วัดการเติบโตในปัจจุบันของพวกเขา

Hydra อ้างว่าพวกเขามีฐานผู้ใช้งานมากกว่า 3 ล้านรายและมีการทำธุรกรรมมากกว่า 100,000 รายการต่อวันสำหรับสินค้าที่ผิดกฎหมาย , บริการแฮก , การปลอมแปลงเอกสาร รวมถึงข้อมูลที่ถูกขโมยมาและเงินสด

เมื่อเดือนมิถุนายน 2019 เว็บไซต์สืบสวนของรัสเซีย ‘Proekt’ ยืนยันว่าไฮดร้ามีบัญชีที่ลงทะเบียนไว้แล้วกว่า 2.5 ล้าน และ 393,000 บัญชีได้ทำการซื้อสินค้าไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ยังไม่มีการเคลื่อนไหวจนถึงทุกวันนี้

Bitcoin กว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ถูกซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2017 ยังไม่มีการเคลื่อนไหวจนถึงทุกวันนี้

Bitcoin ถูกซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2017 ยังไม่มีการเคลื่อนไหวจนถึงทุกวันนี้

อ้างอิงข้อมูลจากบริษัทวิจัยชื่อ Delphi Digital นั้นแสดงให้เห็นว่าเหรียญ Bitcoin นับ 200,000 เหรียญซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์นั้นยังไม่ถูกเปลี่ยนมือตั้งแต่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2017 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ข้อมูลจาก CryptoCompare ได้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงราคาของเหรียญดังกล่าวในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2017 ซึ่งมูลค่าของเหรียญนั้นได้เพิ่มขึ้นจากช่วง 7,000 ดอลลาร์ขึ้นไปสู่ราคา 11,000 ดอลลาร์ ดังนั้นจึงหมายความว่าเหล่านักลงทุนซึ่งได้ทำการซื้อเหรียญไว้ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นกำลังอยู่ในช่วงเท่าทุนหรือขาดทุนแล้วแต่ช่วงราคาที่ได้ซื้อไว้ เนื่องจากราคาเหรียญในปัจจุบันได้วิ่งอยู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงเวลาดังกล่าวนั่นเอง โดยในปัจจุบัน Bitcoin ได้มีการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 7,100 ดอลลาร์

นอกจากนี้แล้วข้อมูลจากบริษัทวิจัยข้างต้นนั้นยังได้มีการเปิดเผยเพิ่มเติมว่าปริมาณของเหรียญซึ่งไหลเวียนในระบบทั้งหมดนั้น กว่า 59% ของจำนวนดังกล่าวนั้นไม่ได้มีการเคลื่อนไหวมาเป็นเวลากว่า 12 เดือนแล้วอีกด้วย อีกทั้งเหล่าเงินทุนที่ได้ไหลเข้าตลาดก็ได้เริ่มที่จะชะลอตัวลงแล้ว และแม้ว่าช่วงปลายเดือนตุลาคมนั้นตัวเลขการซื้อขายจะได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแล้วก็ตาม แต่ปริมาณการซื้อขายในตลาดดังกล่าวนั้นกลับร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 6 เดือนเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนอีกด้วย

ทั้งนี้ทางบริษัท Delphi Digital นั้นยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีดังกล่าวดีกว่า

“ปริมาณการซื้อขายในตลาดที่ลดลงนั้นได้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ราคานั้นขึ้นถึงจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติจากการลดลงของปริมาณเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตนั่นเอง”

รายงานจากสื่ออย่าง The Next Web นั้นก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยได้มีการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการซื้อขาย Bitcoin เดือนต่อเดือนในแต่ละแพลตฟอร์ม Exchange เจ้าใหญ่ ๆ นั้นลดลงกว่า 9.4% ซึ่งการลดลงของปริมาณดังกล่าวเกิดขึ้นมากที่สุดในตลาดการซื้อขายแบบปกติ (Spot Market) นอกจากนี้บริษัท Exchange อย่าง OKEx, Huobi, และ Binance นั้นยังคงเป็นกลุ่มบริษัทที่มีอัตราการไหลเวียนของ Bitcoin เข้าสู่ระบบมากที่สุด ส่งผลให้ยังรักษาความเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับการให้บริการซื้อขายไว้ได้อยู่นั่นเอง

ท้ายที่สุดนี้ ทางบริษัท Delphi Digital นั้นยังได้กล่าวว่าความกระตือรือร้นจากทางฝั่งนักลงทุนในตลาดนั้นมีความสำคัญอย่างมากหากต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางของปริมาณการซื้อขายในตลาดที่กำลังลดลงเรื่อย ๆ อีกทั้งยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของทาง CryptoCompare เกี่ยวกับการดำเนินการของบริษัท Exchange ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ถึงปริมาณรายรับจากการดำเนินการของแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยกว่า 66% นั้นมากจากค่าธรรมเนียมการขายเหรียญ และอีกกว่า 32% นั้นมากจากค่าธรรมเนียมซึ่งจ่ายเป็นเหรียญของตัวแพลตฟอร์มเอง เป็นต้น

เปิดตัวระบบฝากถอนแบบรวดเร็วกว่ากระพริบตา

เว็บกระดานซื้อขาย Bitcoin สัญชาติไทย Bitkub เปิดตัวระบบฝากถอนแบบรวดเร็วกว่ากระพริบตา

เว็บกระดานซื้อขาย Bitcoin สัญชาติไทย Bitkub เปิดตัวระบบฝากถอนแบบรวดเร็วกว่ากระพริบตา

ปัจจุบันเว็บเทรดคริปโตสัญชาติไทย Bitkub กำลังปรับปรุงและพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการฝาก-ถอนแบบรวดเร็วที่ได้มีการอัพเดทเข้ามาเมื่อเร็ว ๆ นี้

การฝากและถอนเงินแบบรวดเร็วทันใจ
อ้างอิงจากบล็อกโพสต์ของ Bitkub ที่ได้เปิดตัวฟังก์ชั่นใหม่ ซึ่งก็คือการฝากและถอนเงินแบบรวดเร็วทันใจภายใน 1–3นาที

การฝากเงินจะเพิ่มระบบ Instant Deposit เข้ามา ซึ่งผู้ใช้งานสามารถแสกน QR Code ผ่านแอพธนาคารบนมือถือได้ทันที จากนั้นเงินฝากจะเข้าบัญชี Bitkub ของผู้ใช้ภายใน 1–3 นาที

ส่วนการถอนเงินบาทก็สามารถทำรวดเร็วเช่นเดียวกันด้วยระบบ Instant Withdrawal ที่จะช่วยให้เงินถูกถอนไปยังบัญชีของผู้ใช้ได้ทันที

โดยทางสยามบล็อกเชนได้ทำการสัมภาษณ์นายสุกฤษฏิ์ พุทธวิริยะ CMO ของ Bitkub เกี่ยวกับระบบการฝากและถอนเงินแบบใหม่นี้ โดยเขาได้กล่าวถึงข้อดีของฟังก์ชั่นนี้ว่า :

“บริการนี้สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เทรดเดอร์โดยเฉพาะ เพราะหลายคนในไทย อาจติดปัญหา “ตกรถ” ซื้อในราคาที่หวังไว้ไม่ได้กันเพราะต้องรอการฝากเงินบาทให้สำเร็จก่อน

ลูกค้าจะสะดวกสบายมากขึ้น โดยสามารถฝากเงินผ่าน App Mobile Banking ได้เลยและเงินเข้าทันทีจากธนาคารเพียงแค่สแกนผ่าน Qr code ตรงนี้สามารถตัดปัญหาการฝากเงินทศนิยมไม่ตรง ฝากผิดบัญชีธนาคารได้หลาย ๆ อย่าง ผู้ใช้จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตรงนี้ ไม่มีค่าธรรมเนียมการฝากและการถอนค่าธรรมเนียมเท่าเดิม ซึ่งตํ่ามาก ๆ อยู่แล้วเริ่มต้นเพียงแค่ 20 บาท”

นอกจากนี้ทางสยามบล็อกเชนยังได้ถามถึงเรื่องความเร็วในการฝากถอน หากเมื่อเปรียบเทียบกับเว็ปเทรดรายอื่น ๆ ซึ่งนายสุกฤษฏิ์ พุทธวิริยะ CMO ของ Bitkub กล่าวว่า :

“จริงๆ เราไม่ได้แข่งกันทีความเร็วนะครับว่าใครไวกว่า แต่ผมเชื่อว่าการมีคู่แข่งทำให้เราสามารถพัฒนาบริการในวงการคริปโตไทยได้ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าแค่เรื่องฝาก เรื่องความเร็วเราไม่น่าจะแพ้ใคร แต่ถ้าเรื่องถอน สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความเร็วคือความถูกต้อง ก่อนที่ลูกค้าทุกคนจะถอนเงินได้ จะมีระบบตรวจเช็ค หรือที่เรียกว่าระบบ Reconcile ก่อนที่ระบบจะ approve จะต้องมีการเช็คให้ละเอียดอีกครั้งว่ามีความผิดพลาด มี Diff ไหม ก่อนจะถูกการ Approve ซึ่งเราอาจจะไม่ได้กดปุ๊บ 2- 3 วินาทีมาเลย แต่ใช้เวลาไม่เกิน 15 วินาที – 2 นาที ก็คิดว่านี่ก็ไวสุดๆ มากแล้ว ลูกค้าคงไม่ได้รู้สึกว่ามันช้าหรืออะไร เราเน้นความถูกต้อง และเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

เปิดตัวระบบฝากถอนแบบรวดเร็วกว่ากระพริบตา…

ถึงแม้จะหลับอยู่

ผู้สร้างกระเป๋า Bitcoin ชื่อดัง Ledger เปิดให้คุณได้รับรายได้แบบ Passive Income ถึงแม้จะหลับอยู่

 Ledger เปิดให้คุณได้รับรายได้แบบ Passive Income ถึงแม้จะหลับอยู่

ผู้ให้บริการเก็บรักษาเหรียญอย่างบริษัท Ledger นั้นได้เริ่มเปิดให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการหารายได้แบบ Passive Income จากเหรียญคริปโตของตัวเองแล้ว โดยอาศัยระบบการลงขันเหรียญคริปโต หรือที่รู้จักกันในชื่อการ Staking นั่นเอง โดยบริษัทดังกล่าวนั้นจะเปิดให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม Ledger Live ของตนเองซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นได้ถูกใช้ในการเข้าจัดการสกุลเงินคริปโตต่างๆซึ่งผู้ใช้ได้เก็บไว้กับทางบริษัทนั่นเอง

การลงขันเหรียญคริปโตนั้นหากจะอธิบายอย่างคร่าวๆคือการที่เหรียญคริปโตของผู้ใช้งานจะถูกแยกส่วนไว้ในฐานะกองเหรียญซึ่งใช้เป็นหลักประกันโดยเป็นการแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่เหรียญดังกล่าวนั้นถูกนำไปใช้ในการเดินระบบเครือข่าย Blockchain ซึ่งใช้ชุดกฎคำสั่ง (Protocol) แบบ Proof-of-Stake นั่นเอง ซึ่งระบบดังกล่าวนั้นจะนำเหรียญดังกล่าวไปเป็นฐานเสมือนว่าเป็นแต้มสำหรับการสุ่มเพื่อสร้างเหรียญใหม่ขึ้นในระบบ โดยเมื่อเหรียญใหม่ๆนั้นถูกสร้างขึ้นแล้วก็จะถูกแบ่งตามอัตราส่วนให้แก่เจ้าของเหรียญซึ่งได้ลงเหรียญคริปโตไว้ในระบบนั่นเอง

นอกจากนี้แล้วทางบริษัท Ledger นั้นยังได้เพิ่มเหรียญ Tezos ในฐานะเป็นเหรียญแรกที่จะสามารถใช้บริการระบบดังกล่าวได้ ซึ่งเหรียญ Tezos นั้นเป็นเหรียญซึ่งถูกสร้างบนฐานของชุดกฎคำสั่งแบบ Proof-of-Stake โดยมีเป้าหมายในการเป็นผู้นำทางด้านการบริหารจัดการระบบเหรียญอีกด้วย

ตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ทางบริษัท Exchange ชื่อดังหลายรายอย่าง Binance หรือ Coinbase นั้นก็ยังได้มีการเพิ่มบริการสำหรับการลงขันเหรียญคริปโตบนแพลตฟอร์มของพวกเขาอีกด้วย ซึ่งบริการเหล่านี้จะเป็นการลงขันเหรียญในฐานะของบริษัท Exchange เองและนำผลกำไรที่ได้นั้นแจกจ่ายแก่ผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มนั่นเอง ซึ่งทางบริษัท Ledger ก็ได้กล่าวว่าพวกเขานั้นมีเป้าหมายการดำเนินการเช่นเดียวกับทั้งสองบริษัทข้างต้น แต่ก็ได้เพิ่มตัวเลือกการใช้บริการอื่นๆเข้าไปด้วย โดยได้มีการกล่าวในระหว่างการประชาสัมพันธ์ดังนี้

“ทางบริษัทกำลังนำเสนอตัวเลือกเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมเหรียญของตนเองได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งแตกต่างจากบนแพลตฟอร์ม Exchange อื่นๆซึ่งผู้ใช้งานต้องสูญเสียสิทธิในการเลือกตัดสินใจสำหรับปลายทางของการดำเนินการที่ได้เลือกลงขันเหรียญคริปโตของตนเองลงไป โดยบริการของทางบริษัทนั้นจะดำเนินการผ่านแพลตฟอร์ม Ledger Live ซึ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกผู้ตรวจสอบเครือข่าย (Validator) ที่จะนำเหรียญของตนไปลงได้อย่างหลากหลายตามความต้องการของตนเอง”

โดยตัว Validator เหล่านี้นั้นเป็นเสมือนหัวใจของระบบ Proof-of-Stake เพื่อให้ระบบสามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งการที่ผู้ใช้งานสามารถเลือก Validator ได้เป็นกลไกในการสร้างความมั่นใจว่าตัว Validator จะสามารถเดินระบบต่อไปได้และมีความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกรรมต่างๆ ในทางกลับกันการให้สิทธิแก่บริษัท Exchange ในการเลือกตัว Validator เองอาจมีความเสี่ยงที่บริษัทเหล่านี้จะเลือก Validator ที่ดำเนินการอย่างไม่สุจริตโดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในการควบคุมและหาผลประโยชน์จากระบบนั่นเอง ซึ่งการดำเนินการของบริษัท Ledger ในรูปแบบนี้นั้นเป็นการสร้างความมั่นใจว่าระบบ Blockchain นั้นจะปลอดภัยจากการที่การควบคุมระบบนั้นตกอยู่ในมือของคนกลางนั่นเอง

มันจะกลายเป็นขาลงอย่างรุนแรง

ชี้ หากราคา Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 7,400 ดอลลาร์ มันจะกลายเป็นขาลงอย่างรุนแรง

 มันจะกลายเป็นขาลงอย่างรุนแรง

หลังจากที่ราคา Bitcoin กลับตัวยืนเหนือ 7,500 ดอลลาร์ได้มันก็เริ่มร่วงลงมาอีกครั้ง โดยในตอนนี้ร่วงลงมาที่ระดับ 7,400 ดอลลาร์แล้วทำให้นักวิเคราะห์ออกมาวิเคราะห์ว่าหากร่วงต่ำกว่า 7,400 ดอลลาร์มันมีแนวโน้มที่ BTC จะร่วงต่อไปเรื่อย ๆ

แม้ว่าการที่ราคา Bitcoin มันร่วงลงมา 2% ก็ยังไม่สามารถมองได้ว่ามันเป็นเทรนด์ขาลงอย่างชัดเจน แต่ก็ได้มีนักวิเคราะห์ออกมาแสดงเหตุผลที่อาจทำให้ราคา Bitcoin ร่วงต่อ

Bitcoin ต้องอยู่เหนือระดับราคา 7,400 ดอลลาร์
นักเทรดได้ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์วิเคราะห์ราคา Bitcoin โดยเขาได้เน้นย้ำว่าการปิดตัวเหนือกว่าหรือต่ำกว่าเส้น MA 100 วันนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญว่าราคา Bitcoin จะมุ่งหน้าไปทางไหนต่อ

มันจะกลายเป็นขาลงอย่างรุนแรง
หากราคา Bitcoin ปิดตัวต่ำกว่านั้นมันอาจทำให้ราคา BTC ร่วงไปต่อถึง 10-20% นอกจากนี้ที่ระดับราคา 7,400 ดอลลาร์นั้นเป็นระดับที่สำคัญมากเพราะมันเป็นระดับที่ราคา Bitcoin ร่วงในช่วงเดือนตุลาคมก่อนที่จะเพิ่มขึ้นมาอีก 40% มาสู่ 10,500 ดอลลาร์

มันจะกลายเป็นขาลงอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตามนักเทรดมองว่าการร่วงลงครั้งนี้เป็นเพียงแค่ระยะสั้น ๆ เท่านั้น ในช่วงระยะกลางถึงระยะยาวยังคงเป็นแนวโน้มขาขึ้นอยู่
นักวิเคราะห์ชื่อดัง Willy Woo ก็ได้ออกมาวิเคราะห์ด้วยโดยเขามองว่าราคา Bitcoin ในระยะยาวกำลังวิ่งเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้น นอกจากนี้เขายังกล่าวอีกด้วยว่าจุดต่ำสุดน่าจะใกล้มาถึงแล้ว คือ Bitcoin อาจร่วงต่ำกว่า 6,500 ดอลลาร์ได้

แล้วมันจะส่งผลกระทบอย่างไรกับราคา

ช่องว่างบนกราฟ Bitcoin คืออะไร แล้วมันจะส่งผลกระทบอย่างไรกับราคา

แล้วมันจะส่งผลกระทบอย่างไรกับราคา

การดำเนินการซื้อขายสกุลเงินคริปโตนั้นมีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับการซื้อขายสินทรัพย์อื่นๆในตลาดแบบดังเดิมเช่นตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็ยังมีหลายจุดซึ่งมีความแตกต่างกับการซื้อขายสินทรัพย์แบบอื่นๆอยู่ ดังนั้นแล้วมันจึงเป็นไปได้ที่จะนำศัพท์ทางเทคนิคซึ่งมีความหมายในเชิงเดียวกันมาใช้กับตลาดคริปโตโดยอาศัยการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะและธรรมชาติของตลาดคริปโตแต่ละแบบนั่นเอง

ช่องว่างราคานั้นเป็นสิ่งที่พบได้โดยปกติในตลาดการซื้อขายสินทรัพย์ทั่วไป นอกจากนี้แล้วเรายังสามารถพบเห็นการนำรูปแบบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำหรับการวิเคราะห์ราคา Bitcoin อีกด้วย

อะไรคือช่องว่างทางราคา?
ช่องว่างราคานั้นคือช่วงการเปลี่ยนแปลงบนกราฟราคาซึ่งราคาของสินทรัพย์นั้น ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นหลังจากการปิดตลาดในวันก่อนหน้าอีกทั้งยังไม่มีการดำเนินการซื้อขายเกิดขึ้นอีกด้วย

หลายคนอาจคิดว่ากรณีดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้กับสกุลเงินคริปโตซึ่งมีปริมาณส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดอย่าง Bitcoin อีกทั้งตลาดคริปโตนั้นยังไม่ได้มีการดำเนินการเปิดปิดตลาดเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในตลาดสินทรัพย์ซึ่งหยุดการซื้อขายหลังจากวันศุกร์ แต่ตลาดดังกล่าวนั้นกลับมีการดำเนินการซื้อขายตลอดทั้งวันและไม่หยุดตลอดทั้งสัปดาห์ ดังนั้นแล้วจุดนี้นี้เองที่เราจะต้องกลับไปพิจารณารูปแบบการเติบโตของเหรียญ BTC ในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้

ช่องว่างบนกราฟราคาของ Bitcoin
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2017 ซึ่งราคาเหรียญดังกล่าวนั้นขึ้นไปแตะช่วงราคาสูงสุดที่ 20,000 ดอลลาร์และเป็นที่จับตาอย่างมากทั่วโลก โดยไม่เพียงแต่นักลงทุนเท่านั้นที่ให้ความสนใจแแต่รวมถึงเหล่าสถาบันต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย

โดยในช่วงเวลานั้นเองในเมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีบริษัทนายหน้าสองรายในชื่อ Chicago Mercantile Exchange (CME) และ Chicago Board Options Exchange (CBOE) เปิดให้บริการซื้อขาย Bitcoin Futures โดยเปิดให้มีการเข้าทำสัญญาโดยใช้เงินสดสกุลดอลลาร์สหรัฐ ฯ ได้

อย่างไรก็ตามทั้ง CME และ CBOE เป็นบริษัทซึ่งได้จดทะเบียนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้นแล้วบริษัททั้งสองจึงดำเนินการและให้บริการซื้อขายในช่วงเวลาที่จำกัดเช่นเดียวกับการดำเนินการของบริษัทอื่น ๆ ภายในช่วงหนึ่งสัปดาห์ คือตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่ ห้าโมงเย็นของวันแรก ถึงสี่โมงเย็นของวันสุดท้ายตามเวลากลางสหรัฐ ฯ นั่นเอง

แม้ว่าบริษัทอย่าง CBOE จะไม่ได้มีการเปิดให้บริการดังกล่าวแล้ว แต่ทาง CME ซึ่งยังคงให้บริการอยู่นั้นจะทำการปิดให้บริการทุกสัปดาห์ในช่วงวันศุกร์ แต่ตลาด Bitcoin นั้นก็ไม่ได้หยุดนิ่งตามไปด้วย อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างมากนั้นยังมักจะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์อีกด้วย ดังนั้นแล้วคำถามคือจะเกิดอะไรขึ้นหากเป็นกรณีของการทำกำไรแบบ Arbitrage ซึ่งส่งผลให้เกิดช่องว่างราคาขึ้น?

แล้วมันจะส่งผลกระทบอย่างไรกับราคา

เมื่อพิจารณาตัวอย่างจากกราฟข้างต้นแล้วจะพบว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อน ช่องว่างราคานั้นได้เกิดขึ้นโดยที่ราคา Bitcoin นั้นได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากไปแตะที่ช่วงราคา 10,000 ดอลลาร์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้แล้วช่องว่างราคายังได้เคยเกิดขึ้นมาก่อนอีกในช่วงเดือนกันยายนซึ่งทางบริษัท CME ได้ปิดตลาดที่ราคา 10,150 ดอลลาร์ และได้เปิดตลาดอีกครั้งที่ราคา 10,400 ดอลลาร์ในช่วงวันจันทร์ถัดมา คำถามคือเกิดอะไรขึ้นในระหว่างช่วงเวลาเหล่านี้?

แล้วช่องว่างทางราคาของ Bitcoin นั้นจะถูกเติมเต็มโดยปัจจัยอื่น ๆ หรือไม่
แม้ว่าจะมีบางกรณีซึ่งช่องว่างเหล่านี้ยังคงถูกปล่อยทิ้งไว้ แต่ในกรณีส่วนใหญ่นั้นช่องว่างเหล่านี้ก็ได้ถูกปิดลงหลังจากการดำเนินการซื้อขาย Futures ระยะสั้นเกิดขึ้น โดยเมื่ออ้างอิงจากแหล่งข้อมูลนั้นพบว่าหากพิจารณาช่องว่างราคาในช่วงสุดสัปดาห์ทั้งหมด 100 ครั้งแล้ว ช่องว่างกว่า 95 ครั้งนั้นมักจะถูกเติมเต็มโดยปัจจัยอื่นหรือถูกปิดลงในที่สุด และหากเราพิจารณาสถิติแล้วจะพบว่ากว่า 50 ครั้งนั้นได้ถูกปิดลงในช่วงวันเปิดตลาดและตามมาด้วยอีก 28 ครั้งที่เหลือที่ได้ถูกปิดลงภายในสัปดาห์เดียวกันนั่นเอง

แล้วมันจะส่งผลกระทบอย่างไรกับราคา

หากพิจารณากราฟรายวันแล้วจะพบว่ามีหลายตัวอย่างของการที่ช่องว่างทางราคาเหล่านี้ได้ถูกปิดลง ซึ่งในบางครั้งนั้นได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างฉับพลันโดยปรากฎบนกราฟแบบแท่งเทียน หรือในกรณีอื่น ๆ เช่นการที่ช่วงราคาต่าง ๆ ได้เข้าแทนที่ช่องว่างเหล่านั้นนั่นเอง

ทำไม่ช่องว่างเหล่านี้ถึงต้องถูกเติมเต็มด้วย?
คำตอบสำหรับคำถามนี้มีหลายรูปแบบ แต่โดยเบื้องต้นแล้วหากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของราคานั้นเป็นไปในทิศทางขาขึ้นหรือขาลงมากเกินไปนั้น กรณีดังกล่าวมักจะตามมาด้วยการปรับตัวของราคานั่นเอง นอกจากนี้อีกหนึ่งเหตุผลที่เป็นไปได้สำหรับกรณีดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของราคาที่มากเสียจนไม่สามารถระบุช่วงแนวต้านหรือแนวรับได้ ทำให้เกิดการปรับตัวของราคาเพื่อให้เข้าสู่จุดสมดุลเช่นเดิมนั่นเอง

ช่องว่างราคาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อราคา Bitcoin หรือไม่?
คำถามนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ท่ามกลางวงการนักเทรดสกุลเงินคริปโตเนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมากพอที่จะหาข้อสรุปได้ว่าราคา Bitcoin นั้นได้รับผลกระทบโดยตรงจากช่องว่างราคาที่เกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ได้มีหลายคนเชื่อว่ากรณีดังกล่าวนั้นส่งผลกระทบต่อราคาอยู่นั่นเอง

กรณีที่ชัดเจนอย่างมากเช่นการที่ราคาบนกราฟของ Bitcoin Futures ของบริษัท CME ได้ดิ่งลงในช่วงไม่กี่วินาที ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายก็ได้ออกมากล่าวถึงกรณีนี้ว่าเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการปั่นราคาเกิดขึ้น

แล้วมันจะส่งผลกระทบอย่างไรกับราคา

แล้วนักลงทุนจะสามารถสร้างผลประโยชน์จากช่องว่างเหล่านี้ได้หรือไม่?
นักลงทุนบางรายอาจมองว่าช่องว่างเหล่านี้น่าจะถูกเติมเต็มในช่วงเวลาไม่กี่วันถัดมาหลังจากที่เกิดขึ้น หรือบางรายอาจนำจุดนี้ไปใช้ประโยชน์ในฐานะส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุนของพวกเขาเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้การดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงสูงมากหากถูกใช้อย่างไม่ระมัดระวัง

ในตลาดการซื้อขายสินทรัพย์ทั่วไปนั้นมากจะมีความโปร่งใสมากกว่านี้ ตัวอย่างเช่นการที่นักลงทุนบางรายอาจทำการซื้อหุ้นหลังจากที่มีการปิดตลาดไปแล้วซึ่งอาจจะด้วยเหตุที่พวกเขาพิจารณารายงานการดำเนินการของบริษัทแล้วเห็นว่าน่าจะมีทิศทางราคาที่จะสร้างผลกำไรให้พวกเขาได้ แต่ในขณะเดียวกันตลาด Bitcoin นั้นไม่มีการหยุดการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม Exchange ต่าง ๆ ดังนั้นแล้วในกรณีตลาดคริปโตนั้นช่องว่างเหล่านี้อาจจะเป็นอะไรที่ซับซ้อนมากกว่าปกตินั่นเอง

หากพิจารณาแง่มุมทางเทคนิคแล้ว ทันทีที่ช่องว่างทางราคาเหล่านี้ปรากฎขึ้น มันจะทำให้ช่วงแนวต้านและแนวรับในขณะนั้นหายไป โดยไม่นานหลังจากนั้นช่องว่างเหล่านี้ก็มักจะถูกเติมเต็มและหายไปในที่สุดนั่นเอง

นอกจากนี้แล้วกฎหลัก ๆ ของการใช้งานช่องว่างทางราคานั้นมีดังนี้

– การซื้อขายนั้นควรที่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับช่วงราคาในกรอบการเปลี่ยนแปลงราคาที่กว้างขึ้น (อย่างน้อย 4 ชั่วโมง)
– ช่วงราคานั้นควรจะลดระดับลงมาสู่จุดแนวต้านดั้งเดิมซึ่งหมายความว่าช่องว่างทางราคาดังกล่าวนั้นได้รับการเติมเต็มเรียบร้อย และราคาได้กลับเข้าสู่แนวรับซึ่งเดิมเคยเป็นช่วงแนวต้านนั่นเอง
– การบริหารจัดการความเสี่ยงนั้นควรเป็นไปอย่างสมมาตร กล่าวคือเป็นไปในอัตรา 1 ต่อ 1 ในช่วงที่ช่องว่างราคานั้นได้ถูกปิดลงทั้งหมดแล้วนั่นเอง

กล่าวโดยสรุปแล้ว ช่องว่างทางราคานั้นเกิดขึ้นจากการที่ราคาของสินทรัพย์นั้นเปิดตลาดที่ราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาในช่วงวันก่อนของการซื้อขาย ซึ่งช่องว่างเหล่านี้ได้เริ่มปรากฎหลังจากที่ทางบริษัท CME ได้เปิดให้บริการซื้อขาย Bitcoin Futures ในช่วงปลายปี 2017 นั่นเอง โดยเมื่อพิจารณากราฟต่าง ๆ แล้วจะพบว่าส่วนใหญ่แล้วช่องว่างทางราคาเหล่านี้มักจะถูกปิดลงในช่วงสัปดาห์ถัดมา แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีกรณีที่ช่องว่างดังกล่าวนั้นได้ถูกเปิดค้างไว้อยู่ อีกทั้งแม้ว่ากรณีอาจมองได้ว่าเป็นช่องทางที่สามารถใช้ในการทำกำไรได้อย่างง่ายดาย แต่ทั้งนี้นักลงทุนก็ควรที่จะคำนึงถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องด้วย

แล้วมันจะส่งผลกระทบอย่างไรกับราคา…

พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง

ยอด Address เก็บ Bitcoin พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง

พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง

ในตอนนี้มี Address ของ Bitcoin เพิ่มมากขึ้นแล้ว แตะจุดสูงสุดตลอดกาลนับแต่เคยมีมา ซึ่งการที่มี Address เพิ่มขึ้นเช่นนี้มันเป็นสัญญาณที่ดีว่าเครือข่าย Bitcoin ได้เติบโตขึ้นไปอีกขั้น

Address ของ Bitcoin เพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุดตลอดกาล
ตอนนี้มี Address ของ Bitcoin กว่า 28.39 ล้านที่มี Bitcoin มากกว่า 0 BTC ถือเก็บไว้ ซึ่งมันเป็นการเพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุดตลอดกาลนับแต่ปี 2018 ที่ในตอนนั้นมี Address อยู่ประมาณ 28.384 ล้านรายที่เปิดใช้ อ้างอิงจากรายงานทวิตเตอร์ของคุณ Alex Thorn

พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง

จากกราฟเราจะเห็นได้ว่า Address มันมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ นับแต่ปี 2009 ถึง 2017 หลังจากที่ราคา Bitcoin ประสบกับภาวะตลาดขาลงครั้งใหญ่ในปี 2018 ทำให้ Address เหล่านั้นเทขาย BTC กันจำนวนมาก พอช่วงปลายปี 2018 จำนวน Address ก็เริ่มเพิ่มมากขึ้นและมีแนวโน้มว่ามันจะเพิ่มสูงขึ้นอีกไปจนถึงปี 2020

จำนวนผู้ใช้งานทั้งหมดยังคงยากที่จะระบุได้
การที่มี Address เพิ่มขึ้นมันอาจไม่ได้หมายความว่ามีผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น เพราะบุคคล 1 คนอาจจะมี Address หลาย ๆ อันก็ได้ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลก

นอกจากนี้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักจะเก็บเหรียญของตนไว้บนเว็บเทรด มีรายงานเปิดเผยมาว่า BTC กว่า 966,230 BTC (7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)​ นั้นถูกเก็บไว้ใน Cold Wallet ของ Coinbase

อย่างที่ได้กล่าวไปจำนวน Address ที่เพิ่มมากขึ้นมันสามารถมองได้ว่าอาจจะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นจริง ๆ หรืออาจจะเป็นเพราะผู้ใช้งานเดิมสร้าง Address เพิ่มขึ้นก็ได้ ซึ่งก็เป็นไปได้หมดทุกทาง ทำให้ไม่สามารถประมาณการจำนวนผู้ใช้ Bitcoin ได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตามการที่มี Address เพิ่มขึ้นเช่นนี้ก็บ่งบอกแนวโน้มในเชิงบวกซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานของ Bitcoin กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง…

โดยเริ่มตั้งแต่วันเวลาที่ระบุนี้เป็นต้นไป

ตัวอินดิเคเตอร์เผย ราคา Bitcoin เตรียมพุ่งแตะ 100,000 โดยเริ่มตั้งแต่วันเวลาที่ระบุนี้เป็นต้นไป

เผย ราคา Bitcoin เตรียมพุ่งแตะ 100,000 โดยเริ่มตั้งแต่วันเวลาที่ระบุนี้เป็นต้นไป

นักวิเคราะห์ราคาชื่อดังที่หลาย ๆ คนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้นามว่า PlanB ได้ออกมากล่าวว่าสถิติของราคา Bitcoin ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่ามันกำลังเตรียมที่จะเป็นขาขึ้นหลังจากการ halving ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2020 นี้

การ Halving นั้นจะเกิดขึ้นในทุก ๆ 4 ปี และมันจะทำการตัดจำนวนเหรียญที่เกิดใหม่ต่อ block ออกไปครึ่งหนึ่ง

โดยอ้างอิงจาก PlanB นั้น เขาชี้ว่าก่อนหน้านี้การ halving ของครั้งที่ผ่าน ๆ มานั้นลงเอยด้วยการเพิ่มขึ้นของราคา Bitcoin อย่างรุนแรง

“ผมได้รับคำถามที่เกี่ยวกับว่าทำไมการ halving ของครั้งที่ผ่านมา ๆ มา (พฤศจิกายน 2012 และกรกฎาคม 2016) ของ BTC นั้นมันใช้เวลามากกว่า 1 ปีถึงตลาดจะเริ่มพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

คือว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้น ลองดูด้วยตาของคุณเอง ในกราฟนี้การ halving นั้นเกิดขึ้นและส่งผลทำให้สีฟ้ากลายเป็นสีแดง ซึ่งเผยให้เห็นว่าตลาดนั้นกลายเป็นขาขึ้นทันทีที่เกิดการ halving”

โดยเริ่มตั้งแต่วันเวลาที่ระบุนี้เป็นต้นไป

PlanB กล่าวว่าโมเดลดังกล่าวนี้เผยให้เห็นว่าราคาของ Bitcoin นั้นจะพุ่งขึ้นไปแตะ 100,000 ดอลลาร์ในปี 2023 แต่ทว่าอย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของเขานั้นมีผู้ที่มาวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

นาย Jason A. Williams หรือผู้บริหารด้านการลงทุนจากบริษัท Morgan Creek Digital กล่าวให้สัมภาษณ์กับ Forbes ว่าการ halving นั้นกำลังทำให้ตลาดกลายเป็นขาขึ้นในขณะนี้แล้ว

“สำหรับกลุ่ม community ที่กำลังอยู่มาจนถึงวันนี้ เขารู้แล้วว่าเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้น พวกเขายังรู้วันที่มันจะเกิดขึ้นอีกต่างหาก บริษัทนักขุดขนาดใหญ่ที่กำลังถือ BTC อยู่นั้นจำเป็นที่จะต้องขายมันออกไปเพื่อที่จะหามาชดเชยส่วนที่เสีย

ส่วนกลุ่มผู้ซื้อใหม่ ๆ นั้นก็จะต้องเข้ามาในตลาดนี้เพื่อที่จะทำให้ตลาดนั้นขยับขึ้น ดังนั้นในขณะนี้เหตุการณ์ก่อนการ halving นั้นกำลังเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ที่ทำงานด้านการขุดแล้ว ส่วนกลุ่มนักขุดที่ปรับตัวไม่ทันก็จะถูกเตะออกจากธุรกิจการขุดนี้”

ข้อมูลแจงนักลงทุนเข้า

ข้อมูลแจงนักลงทุนเข้า Long Bitcoin จำนวนมากคาดราคาอาจร่วง แต่มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

ข้อมูลแจงนักลงทุนเข้า Long Bitco

ในปัจจุบันมีการ Long Bitcoin และ Ethreum มากเกินไปบนกระดานเทรด Bitfinex ซึ่งสิ่งนี้อาจจะส่งกระทบต่อราคา Btc ในช่วงปลายปี

ข้อมูลแจงนักลงทุนเข้า Long Bitcoin จำนวนมากคาดราคาอาจร่วง

ราคา Bitcoin ในช่วงสิ้นปี
ในขณะที่เริ่มเข้าใกล้ปี 2020 เข้ามาทุกที ๆ และดูเหมือนว่าการ Long Bitcoin นั่นจะไม่ได้ส่งผลบวกต่อราคาในอนาคตมากนัก ซึ่งโดยปกติตลาดคริปโตมักจะมีการทุบราคาเกิดขึ้นเมื่อมีการ Long position เป็นจำนวนมาก

ข้อมูลแจงนักลงทุนเข้า

ตอนนี้ตลาดกำลังเอนเอียงไปทางด้าน Long position อย่างชัดเจน ซึ่งเราจะเห็นได้จากตัวชี้วัดของกระดานเทรด Bitfinex และ Bitmex จากตัวเลขเหล่านี้เราสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่าตลาดกำลังมีการปั่นราคาอย่างหนักและขาดความโปร่งใส นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 แต่เราจะเห็นได้ว่าในปี 2018 มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ตอนนี้นักเก็งกำไรส่วนใหญ่ต่างคาดการณ์ว่าราคา Bitcoin จะร่วงลงไปอยู่ที่ระดับ 5,500 ดอลลาร์ แต่เรารู้ว่าก่อนจะถึงระดับนั้นมันมีแนวรับที่สำคัญรออยู่ซึ่งก็คือระดับ 6,400 ดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีตัวแปรอื่น ๆ อาทิเช่น การพิมพ์ USDT ของ Tether ที่ต้องนำมาคำนึงถึงด้วย เพราะทุกครั้งที่ Tether พิมพ์เงินขึ้นมาเพิ่มมันจะเข้าท่วมตลาดและช่วยผลักดันราคาของ Bitcoin

Ethereum
ตอนนี้ Ethereum กำลังเดินตามรอยเท้าของ Bitcoin และกำลังวนเวียนอยู่ที่แถว ๆ ระดับราคา 150 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 200 ดอลลาร์ ที่ราคาเพิ่งเบรคทะลุลงมาเมื่อหลายเดือนก่อน ดูเหมือนว่ายิ่งผลักดันให้มีการอัปเดต staking มากเท่าไหร่ตลาดก็ยิ่งประสบปัญหามากขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบันการ Long และ Short position ของ Ethereum มีลักษณะที่คล้าย ๆ กับ Bitcoin อย่างมาก

โดยเราจะเห็นได้ว่ากระดานเทรด Bitfinex ยังคงเอนเอียงไปที่ตำแหน่ง Long position อย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างกับ Bitmex ที่มีจำนวน Long และ Short position ในปริมาณที่เท่า ๆ กัน แต่ถึงกระนั้นมันก็มีความสัมพันธ์กันระหว่าง Bitmex และ Bitfinex ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการปั่นราคาเพื่อบิดเบือนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดทั้งหมด

ราคา Bitcoin ที่เป็นไปได้
เราจะเห็นได้ว่า Bitfinex ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดสำหรับการบ่งบอกความเชื่อมั่นของตลาด แต่ Bitmex นั่นอาจจะใช่ด้วยวอลุ่มที่มากกว่า 60% ของพวกเขา

เราอาจได้เห็น Bitcoin ดีดตัวขึ้นมาทดสอบระดับแนวต้านที่ 9,000 ดอลลาร์และร่วงลงไปอยู่ที่แถว ๆ 8,500 ดอลลาร์ แต่ในอีกกรณีราคา Bitcoin อาจร่วงลงสู่ระดับ 6,000 ดอลลาร์และค่อย ๆ ไต่กลับขึ้นมาอยู่ที่ระหว่าง 6,300 – 6,400 ดอลลาร์ โดยมีหลายคนเชื่อว่าราคา Bitcoin อาจร่วงลงไปถึงระดับ 5,000 ดอลลาร์ แต่การร่วงลงสู่ระดับนั้นยังคงเป็นไปได้ยาก

ก่อนหน้านี้เราได้เห็นราคา Bitcoin ที่จุดต่ำสุดแถว ๆ 3,300 ดอลลาร์ไปเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า Bitcoin อาจจะลงไปทดสอบที่ระดับนั้นอีกครั้ง

 …

นักพัฒนา

นักพัฒนา Ethreum มีมติเอกฉันท์ที่จะเลื่อนการ Hard fork ตัว Difficulty Bomb ออกไป

นักพัฒนา

Ethereum เพิ่งได้มีการตัดสินใจอย่างกระทันหันเกี่ยวกับการ hard fork หลังจากที่พวกเขาได้ประกาศว่าจะทำการอัปเกรดเครือข่าย ‘Istanbul’ ในวันเสาร์หน้า

ในระหว่างการอภิปรายของทีมนัก ethereum และผู้เข้าร่วมคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ อย่างเช่น นักการตลาดหรือนักขุดคริปโต ซึ่งทุกคนที่เข้าร่วมล้วนมีความเห็นว่าเหตุการณ์ ‘difficulty bomb’ จำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการออกไปก่อน

ผู้คนที่มีส่วนร่วมได้ถกเถียงกันว่าจะทำการลบมันออกไปอย่างสมบูรณ์หรือเพียงแค่ทำการเลื่อนกำหนดการออกไป โดยนาย Alexey Akhunov ซึ่งเป็น Ethereum ที่ได้ดำเนินงานในส่วนของ rent fees ได้กล่าวว่า “อัตราส่วนความเสี่ยง/ผลตอบแทนจากการใช้ difficulty bomb นั้นยังคงไม่ดีนัก”

นักพัฒนา Ethreum มีมติเอกฉันท์ที่จะเลื่อนการ Hard fork ตัว Difficulty Bomb ออกไป

ในขณะที่นาย Eric Conner นักการตลาดของโปรเจคเหรียญคริปโต ‘Augur’ ให้ความเห็นว่าเราควรจะต้องลบมันออกไปอย่างสมบูรณ์

ดูเหมือนว่ายังไม่มีใครที่คัดค้านเรื่องการเลื่อนกำหนดการของ difficulty bomb เนื่องจากการอภิปรายเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อของนาย Tim Beiko ของ PegaSys ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญของ ConsenSys ได้กล่าวว่า :

“ผมแค่ต้องการชี้ให้เห็นว่านี่จะเป็นการผลักดันทำให้เกิด difficulty bomb ในครั้งแรก โดยปราศจากการออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงใด ๆ”

นาย James Hancock ซึ่งเป็นผู้ประสานงานของการ HardFork ได้กล่าวว่า “ในความคิดของผม เราไม่ควรแตะต้องการออกคำสั่งนี้ ซึ่งเมื่อกำลังแรงขุดลดลง ผมไม่แน่ใจว่าพวกเราจะต้องการลดค่าใช้จ่ายเงินสำหรับการรักษาความปลอดภัยใด ๆ เพิ่มเติม”

ในขณะที่อุปทานของทีมนักพัฒนา ethereum เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการก็จะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันกับราคาเพื่อให้มันมีความเสถียรภาพ หากความต้องการยังคงมีอยู่ราคาก็จะลดลง แต่หากความต้องการลดลงราคาอาจร่วงลงไปเช่นกัน

ในกรณีของ ethereum ราคาได้ร่วงลดลงถึง 90% นับตั้งแต่ที่ราคาได้พุ่งแตะจุดสูงสุดตลอดกาล แต่ในขณะเดียวกันแรงขุดนั่นกลับไม่ได้ลดลงครึ่งหนึ่ง :

นักพัฒนา

 

ซึ่งนั่นหมายความว่า ethereum ได้จ่ายเงินสำหรับการรักษาความปลอดภัยมากเกินไป โดยเราจะเห็นได้ชัดว่าในขณะนี้ราคายังคงลดลงกว่า 40%

มติเอกฉันท์ (consensus) ระหว่าง นักการตลาดและนักขุดที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการอภิปรายนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นขั้นตอนการขจัด difficulty bomb อย่างรวดเร็วเพียงวิธีเดียว โดยไม่ต้องไปยุ่งกับการออกคำสั่ง

นาย Wei Tang แห่ง Parity กล่าวว่า :“การเลื่อนเวลาของการวางระเบิดออกไปหรือการเปลี่ยนแปลงอัตรา reward จะเป็นเพียงการแก้ไขโค้ด json อย่างเรียบง่าย ดังนั้นผมคิดว่ามันไม่เสียหายอะไรที่เราจะปรับใช้มันในช่วงเวลาสั้น ๆ”

ในขณะที่นาย Hudson Jameson พนักงานของมูลนิธิ Ethereum Foundation ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหน้าที่การประชาสัมพันธ์สำหรับการพัฒนาได้กล่าวว่า “ผมชอบความคิดในช่วงกลางเดือนมกราคม ซึ่งมันช่วยให้เรามีเวลาที่จะอัพเดตโหนดมากขึ้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานะการณ์ในปัจจุบัน”

ล่าสุดนาย Hudson Jameson ได้กล่าวว่า “ตลอดทั้งเดือนธันวาคมนั่นจะไม่ถูกนำมานับรวม เนื่องจากเหตุผลในเรื่องของวันหยุด ดังนั้นแล้วการ Fork คงจะต้องถูกเลื่อนออกไปจนถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์”

อย่างไรก็ตามตอนนี้โปรโตคอลกำลังปรับลดอัตราเงินเฟ้อในตัวของมันเอง ดังนั้นในวันหยุดก็ไม่จำเป็นต้องมีใครตรวจสอบว่าโหนดนั้นจะมีอัพเกรดหรือไม่ เพราะหาก “ฉุกเฉิน” จริง ๆ ทีมพัฒนาก็เพียงแค่เปลี่ยนกลับมาทำงานใน Proof of Stake เท่านั้น