About TaraMeza

Here are my most recent posts

นาย Vlad Zamfir จาก Ethereum เสริมทัพ CasperLabs สร้าง Proof of Stake

นาย Vlad Zamfir CasperLabs บริษัท Startup ด้าน Blockchain ได้ทำการสร้าง Proof of Stake (PoS) ใหม่ด้วยความร่วมมือของนักวิจัยจาก ethereum

นาย Vlad Zamfir นักวิจัยจาก Ethereum ได้เข้าร่วมในฐานะผู้นำด้านการสร้าง protocol ของบริษัท และ CasperLabs ก็ได้วางแผนที่จะสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับ PoS ของนาย Zamfir เพื่อจะได้นำมาใช้เป็น Blockchain รุ่นต่อไปที่มีดีทั้งด้านการ scale, shard และ decentralized

นาย Zamfir กล่าวเสริมว่างานของเขาคือการจัดสเป็คของ protocol ใหม่ ทั้งนี้จะเป็นการช่วยเหลือทีมของ CasperLabs ให้มีความเข้าใจในเทคโนโลยีมากขึ้น และนาย Zamfir ก็จะไม่เขียน Code ใน Blockchain ด้วยเพราะไม่ใช่หน้าที่ ในฐานะที่เป็นนักวิจัย

การที่จะทำ cryptocurrency consensus models (โมเดลของระบบในการหาข้อตกลงในระบบคริปโต เช่นการยืนยันธุรกรรม) ให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ใช้โมเดลการขุดของ proof-of-work ได้นั้น PoS ก็ดูเหมือนว่าจะมีบทบาทสำคัญ ซึ่งระบบ PoS ที่ถูกออกแบบให้กับ ethereum โดยนาย Zamfir นั้นถูกเรียกว่า Casper Correct by Construction (CBC) โดยเขาให้รายละเอียดว่า:

“Casper CBC ตั้งใจที่จะไปช่วยเรื่องการ scale ของ Blockchain ซึ่งจะทำโดยการนำ proof-of-work protocol แบบเก่าออกไป เนื่องจากระบบ Blockchain แบบใหม่จะมีความปลอดภัย และมีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจมากกว่า”

นอกจากนี้นาย Zamfir ยังกล่าวถึงการดำเนินการในธุรกิจ Startup ร่วมกับนาย Medha Parlikar CEO ของ CasperLabs และนาย Michael Birch นักพัฒนาหลัก

นาย Zamfir ไม่ได้กล่าวถึงการเข้าไปร่วมในโปรเจกต์นี้ตรง ๆ แต่เขาเน้นย้ำถึงงานวิจัยของเขาเกี่ยวกับกระบวนการในการ Sharding ซึ่งได้ไปทำให้ระบบแยกออกเป็นหลายส่วน เรียกว่า Casper CBC framework

Casper CBC ได้ถูกพัฒนาควบคู่ไปกับ Casper the Friendly Finality Gadget (FFG) ที่ถูกสร้างโดยนาย Vitalik Buterin ผู้ก่อตั้ง Ethereum และนาย Virgil Griffith นักวิจัย โดยจุดเด่นของ PoS ของทั้งสองรุ่นนี้จะอยู่ที่ validator reward staking และ slashing conditions

นาย Vlad Zamfir

ในขณะที่ Casper CBC และ FFG ถูกพูดถึงในบริบทของการเป็น Blockchain ของ Ethereum แต่คนอื่น ๆ มองว่า Casper CBC เป็น PoS เวอร์ชั่นที่ยังไม่พร้อมต่อการนำออกมาใช้งานจนกระทั่ง Casper FFG ออกมาอย่างเต็มรูปแบบ

ดังที่มีการพัฒนา Casper FFG ของ Ethereum Zamfir จึงได้ขยายงานวิจัยเกี่ยวกับ Casper CBC ของเขา เพื่อหาตัวแปรหลักในการพิจารณาโมเดลของ CBC รวมทั้ง วิธีการทางเศรษฐศาสตร์ พารามิเตอร์ และอื่น ๆ อีกนาย

Zamfir กล่าวว่า “ผมตื่นเต้นที่ CasperLabs จะได้ประโยชน์จากการใช้ scalable blockchain protocol และหวังว่าความพยายามเหล่านี้จะประสบความสำเร็จและเป็นแรงให้เกิดโปรเจกต์อื่น ๆ”

CasperLabs ได้รับการสนับสนุนจาก Adaptive Holdings บริษัทแม่

ซึ่งบริหารโดย Mrinal Manohar ซีอีโอ อย่างที่ TheBlock เคยรายงานเกี่ยวกับ CasperLabs ไปแล้วว่า Srartup ดังกล่าวได้เงินระดมทุนถึง 20 ล้านดอลลาร์โดยนักลงทุนชื่อดัง เช่น Galaxy และ BlockTower แต่ตอนนี้ทางบริษัทยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการระดมทุนของพวกเขามากนัก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

จำนวนบล็อกเก็บธุรกรรมบน Ethereum เกิดเร็วขึ้น หลังจากปิดตัว Difficulty Bomb

จำนวนบล็อกเก็บธุรกรรม อัตราการเกิดบล็อกใหม่บน Blockchain ของ Ethereum กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

จำนวนบล็อกเก็บธุรกรรม หลังจากที่มีการอัพเกรดตัว Constantinople และ St. Petersburg ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยอ้างอิงจากเว็บ Etherscan นั้น การเกิดใหม่ของบล็อก ในการเก็บธุรกรรมของ Ethereum นั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,500 บล็อกในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากการอัพเกรดด้วยวิธีการ hard fork เข้าไปในตัว mainnet

การเพิ่มขึ้นของจำนวนบล็อกนั้นมีสาเหตุมาจากที่ตัวอัพเกรด Ethereum Improvement Proposal (EIP) 1234 ถูกเปิดใช้เมื่อวันพฤหัสฯที่แล้ว โดยมันถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดการใช้งานของส่วนหนึ่งใน code ที่เรียกว่า ‘difficulty bomb’ เป็นเวลา 12 เดือน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนไปใช้อัลกอริทึ่มตัวใหม่ที่เรียกว่า proof of stake (PoS) โดยตัว code ที่ว่านี้ได้ทำให้การเกิดบล็อกใหม่ในเครือข่ายของ Ethereum นั้นช้าลงตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว

ทว่าภายหลังที่ถูกเลื่อนออกไปนั้น Etherscan ก็เผยว่าจำนวนระยะเวลาในการเกิดบล็อกใหม่ของ Ethereum ก็ลดลงภายในหนึ่งวันอย่างเห็นได้ชัด โดยลดจาก 19 วินาทีต่อ 1 บล็อก เป็น 14 วินาทีต่อ 1 บล็อก

นักพัฒนาหลักกำลังวางแผนที่จะติดตั้งตัว EIP ตัวใหม่เข้าไปในตัวอัพเกรด hard fork ตัวใหม่ของ Ethereum นามว่า Istanbul

กระนั้น วันและเวลาของตัวอัพเกรด Istanbul ก็ยังไม่ได้ถูกยืนยันโดยนักพัฒนาแต่อย่างใด แม้อดีตนักพัฒนาหลัก นาย Afri Schoedon คาดว่ามันจะถูกเปิดใช้ในช่วงเดือนตุลาคมของปีนี้ก็ตาม

ก่อนหน้านี้นาย Taylor Monahan หรือ CEO ของกระเป๋าเก็บเหรียญคริปโต MyCrypto ได้ให้สัมภาษณ์กับ Coindesk ถึงการเตรียมการ hard fork ที่เริ่มจะยุ่งยากมากขึ้น เนื่องขากว่าปัจจุบันระบบ ecosystem ของ Ethereum นั้นมีบริษัท, นักพัฒนา และผู้ใช้งานอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก

จำนวนบล็อกเก็บธุรกรรม

“ผมมักจะกังวลทุกครั้งที่มีการ hard fork เกิดขึ้น เพราะว่ามันมีส่วนประกอบที่กำลังทำงานอยู่เพียบ” กล่าวโดยนาย Monahan “มันมีทั้งนักขุเด มันมีทั้ง hardware และ node มันมี Geth, Parity, Harmony และซอฟต์แวร์ตัว client อื่น ๆ อีกมาก คุณมี exchange, wallet และอื่น อีกมาก มันมีโอกาสที่ความผิดพลาดจะเกิดขึ้นสูงมาก”

เปิดใช้งานอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม การ hard fork ล่าสุดบนเครือข่ายของ Ethereum นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น

หลัก ๆ ดูเหมือนจะเป็นเพราะว่าผู้ใช้งาน Ethereum นั้นไม่มีปัญหาในการอัพเกรดซอฟต์แวร์เลย ตามที่นาย Monahon กล่าวอ้าง

แพลทฟอร์มด้านการวิเคราะห์เครือข่าย Blockchain ของ Ethereum นามว่า Alethio เผยให้เห็นถึงอัตราความผันผวนของการทำธุรกรรมบนเครือข่าย และการเรียก smart contract ที่แทบจะไม่มีเลย หากเทียบกับช่วงระหว่างก่อนการ hard fork จนถึงในตอนนี้

นอกจากนี้ตัวเลขบน Etherscan ยังเผยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของแรงขุดบนเครือข่าย Ethereum ทั้งก่อนและหลังการ hard fork ตัวอัพเกรด Constantinople และ St. Petersburg ที่แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย

สิ่งนี้เผยให้เห็นว่านักขุดส่วนใหญ่บนเครือข่าย Ethereum นั้นได้ทำการอัพเกรดเซิฟเวอร์ (หรือที่เรียกว่า node) ของพวกเขาแล้ว เพื่อทำการขุดเหรียญบน chain ที่ถูกอัพเกรดใหม่แล้ว

โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ จำนวนแรงขุดของ Ethereum บนเว็บ ForkMon นั้นอยู่ที่ 143544.3 GH/s ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้อัพเกรด node ตาม หรือขุด chain อื่นนอกเหนือจาก Constantinople และ St. Petersburg นั้นอยู่ที่ 1181.0 GH/s

นาย Martin Holst Swende หรือหัวหน้าฝ่ายด้านความปลอดภัยของ Ethereum กล่าวว่ามีจำนวนบล็อกทั้งหมด 19 บล็อกที่ถูกขุดขึ้นมาใน Chain เก่านั้นถือเป็นการสูญเสียกำลังขุดไปโดยใช่เหตุ เนื่องจากว่าพวกเขากำลังขุดเหรียญที่ไม่มีมูลค่า และไม่สามารถใช้ร่วมกับ chain หลักของเหรียญ Ethereum ในตัวปัจจุบันได้ (เพราะการ hard fork คือการบังคับให้ผู้ใช้งานต้องอัพเกรดตาม)

“บล็อกทั้งหมดนี้ถูกขุดบน chain ของ mainnet ตัวเก่า ซึ่งคาดว่าพวกเขาไม่ได้อัพเกรดตัวซอฟต์แวร์การขุดให้เข้ากับตัว Constantinople เป็นอะไรที่เปลืองเงินมาก” กล่าวโดยนาย Swende บน Github

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

Ethereum Block นับ Spikes เป็นระเบิดยากกระจายในตาราง

Ethereum Block นับ Spikes อัตราที่บล็อกธุรกรรมใหม่ถูกเพิ่มเข้ามาใน ethereum blockchain กลับมาเพิ่มขึ้น

Ethereum Block นับ Spikes หลังจากการอัพเกรดที่ประสบความสำเร็จของเครือข่ายคอนสแตนติโนเปิลและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ตามเว็บไซต์การวิเคราะห์ blockchain Etherscan จำนวนบล็อกรายวันเพิ่มขึ้นมากกว่า1,500 บล็อกภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากการอัพเกรดที่ดำเนินการเป็นส้อมยากได้รับการยอมรับเข้าสู่เครือข่ายหลัก

จำนวนขัดขวางในบล็อกเป็นผลโดยตรงจากข้อเสนอการปรับปรุง Ethereum (EIP) 1234 เปิดใช้งานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อปิดการใช้งานโค้ดในซอฟต์แวร์ที่รู้จักกันในชื่อ “ระเบิดยาก” เป็นระยะเวลา 12 เดือน เพื่อสนับสนุนให้แพลตฟอร์มเปลี่ยนไปใช้อัลกอริทึมฉันทามติของการเดิมพัน (PoS) รหัสใหม่ได้เพิ่มความยากลำบากในการขุดของเครือข่าย ethereum และการสร้างบล็อกที่ช้าลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ล่าช้าไปแล้วผลกระทบของการระเบิดดูเหมือนจะเปลี่ยนกลับอย่างรวดเร็ว Etherscanรายงานภายในหนึ่งวันหลังจากเปิดใช้งาน fork fork เวลาบล็อกการสร้างบน ethereum ลดลงจากประมาณ 19 วินาทีเป็น 14

นักพัฒนาหลักกำลังรอคอย EIPs ชุดใหม่เพื่อรวมไว้ใน ethereum hard fork ถัดไปอิสตันบูล

ไทม์ไลน์สำหรับอิสตันบูลนั้นยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักพัฒนา ethereum แม้ว่าAfri Schoedon ผู้พัฒนาหลักในอดีตจะแนะนำการเปิดใช้งาน mainnet ในเดือนมกราคมที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมปีนี้

ยังคงเน้นย้ำโดย Taylor Monahan ซีอีโอของเครื่องมือ crypto wallet MyCrypto ในการสัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้กับ CoinDesk การเตรียมการสำหรับทางแยกที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังยากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากระบบนิเวศของ ethereum มี บริษัท มากขึ้น

“ ฉันกังวลเสมอเมื่อใดก็ตามที่มีทางแยกเพราะมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำนวนมาก” นายโมฮานกล่าว “ คุณมีคนงานเหมือง คุณมีฮาร์ดแวร์หรือโหนด คุณมี Geth, Parity, Harmony และโปรแกรมไคลเอนต์ต่าง ๆ ทั้งหมด คุณมีการแลกเปลี่ยนกระเป๋าเงินและทุกสิ่งในระหว่างนั้น มีหลายสถานที่ที่สิ่งต่าง ๆ ผิดพลาดได้”

ข้อกังวลดังกล่าวยังถูกเปล่งออกมาโดย บริษัท องค์กรขนาดใหญ่ที่พิจารณาถึงวิธีการขยายการบริการของพวกเขาเพื่อรวมการซื้อและการขายของสกุลเงินดิจิตอลดั้งเดิมของอีเธอรัม

การเปิดใช้งานที่ราบรื่น
อย่างไรก็ตามการเปิดใช้งานฮาร์ดฟอร์คล่าสุดบน ethereum นั้นค่อนข้างราบรื่น

น่าจะเป็นเพราะความพยายามหลายครั้งสำหรับการเปิดตัวในฐานะ Monahon ชี้ให้เห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใหญ่ใน ethereum ดูเหมือนจะไม่ได้มีปัญหาในการอัพเกรดซอฟต์แวร์ใหม่

แพลตฟอร์มการวิเคราะห์ Ethereum blockchain Alethio รายงานว่าไม่มีความผันผวนอย่างมากในปริมาณการทำธุรกรรมหรือจำนวนการโทรข้อความสัญญาอัจฉริยะที่ถูกระบุจากเมื่อฮาร์ดส้อมเปิดใช้งานจนถึงปัจจุบัน

Ethereum Block

จำนวนการทำธุรกรรมและข้อความสัญญาที่ชาญฉลาดเกี่ยวกับ ethereum ในช่วงเวลาแห่งการแยกอย่างหนักของกรุงคอนสแตนติโนเปิลและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มารยาทของAlethio

เท่าที่เห็นในEtherscanเครือข่าย ethereum hashrate ซึ่งเป็นมาตรวัดพลังการคำนวณทั้งหมดที่นักขุดสร้างมาเพื่อสร้างบล็อกใหม่และตรวจสอบการทำธุรกรรม – ยังแทบจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นหลังจากการเปิดใช้งานของ Constantinople และ St. Petersburg

สิ่งนี้บ่งชี้ว่าคนงานเหมืองส่วนใหญ่ในเครือข่าย ethereum ได้อัพเกรดเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ของพวกเขา (หรือที่เรียกว่าโหนด) เป็นของฉันในเครือข่ายที่อัพเกรดใหม่เมื่อเทียบกับเครือข่ายที่ใช้ซอฟต์แวร์ ethereum รุ่นเก่า

ในปัจจุบันอัตราแฮชของเครือข่าย ethereum ตามไซต์การตรวจสอบทางแยกของForkMonคือ 132,986 GH / s เมื่อเปรียบเทียบกับคนงานเหมืองที่ยังคงให้พลังแฮชแก่ผู้ที่ไม่ได้ใช้คอนสแตนติโนเปิลและลูกโซ่ที่ทำงานในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีอัตราแฮชรวมที่ 1,777 GH / s

อันเป็นผลมาจากพลังการแฮชที่เหลืออยู่ในเวอร์ชั่นเก่าของ ethereum blockchain ทั้งหมด 19 บล็อกที่สิ้นเปลืองได้ถูกขุดตั้งแต่การเปิดใช้งานฮาร์ดฟอร์คเมื่อวันพฤหัสบดีตามมาร์ตินโฮลสท์สเวนเดอร์

“บล็อกเหล่านี้ได้รับการขุดในห่วงโซ่ mainnet เก่าสันนิษฐานว่าล้มเหลวที่จะอัพเดตซอฟต์แวร์ของคนงานเหมืองสำหรับส้อมคอนสแตนติ – เสียเงิน” เขียน Swende ในที่สาธารณะGitHubทราบ

ในขณะที่ส่วนใหญ่ของโหนดบน ethereum ทำการอัพเกรดได้สำเร็จข้อแม้สำคัญที่ควรทราบก็คือมีคนงานเหมืองจำนวนน้อย แต่ยังไม่ได้ย้ายไปยังบล็อกเชนที่ได้รับการอัพเกรดในปัจจุบัน

สำหรับกลุ่มเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีผู้เลือกน้อยผู้นำด้านความปลอดภัยของ Ethereum Foundation Swende เรียกร้องในทวีตสาธารณะ:

“ คนงานเหมืองอีเธอรัมสองสามคนกำลังสิ้นเปลืองพลังงานบนสายโซ่อันเก่า โปรดอัพเดทโดยเร็ว”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.coindesk.com

นักขุด Bitcoin

นักขุด Bitcoin กลับมาเสียบปลั๊กเครื่องขุดอีกครั้ง คาดว่าการขุดจะกลับมาหน้าร้อนนี้

นักขุด Bitcoin  ในประเทศจีนกำลังกลับมาไล่ซื้ออุปกรณ์ในการขุดอีกครั้ง และกำลังไล่เปิดดีลกับฟาร์มขุดในแต่ละที่

นักขุด Bitcoin โรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำอีกด้วย โดยคาดหวังว่าความอุดมสมบูรณ์ของน้ำป่าในช่วงฤดูร้อนนี้จะทำให้พวกเขากลับมากำไรอีกครั้ง

หลัก ๆ นั้นเนื่องมาจากว่าในฤดูนี้ จะมีการสร้างกระแสไฟฟ้าส่วนเกินออกมามากมาย และคาดว่าจะถูกสร้างขึ้นมาโดยโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่ง โดยเฉพาะมณฑลแถบตะวันตกเฉียงใต้ของจีนที่มีภูเขาเป็นส่วนประกอบหลัก ๆ ซึ่งนั่นก็คือมณฑลเสฉวน และหยุนหนาน ซึ่งโรงงานไฟฟ้าเหล่านี้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินให้กับนักขุด Bitcoin ได้ ทำให้พลังงานไฟฟ้าส่วนเกินเหล่านี้มีราคาที่ถูกกว่า และเป็นการสร้างโอกาสให้พวกเขายังคงทำกำไรในตลาดขาลงแบบนี้ได้

Hashage หรือบริษัทด้านการขุด Bitcoin ทำธุรกิจอยู่ในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน โดยพวกเขานั้นเปิดสล็อตฟาร์มสำหรับขุด Bitcoin เป็นจำนวน 6 แห่ง และให้บริการสล็อตวางเครื่องขุด Bitcoin ถึง 200,000 สล็อต ซึ่งค่าไฟฟ้าในมณฑลเสฉวนนั้นอยู่ที่ประมาณ 0.25 หยวน (1.19 บาท) ต่อกิโลวัตถ์ต่อชั่วโมง

นาย Xun Zheng หรือ CEO ของบริษัทดังกล่าวให้สัมภาษณ์กับ Coindesk ว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ทำการพูดคุยกับนักขุด และฟาร์มขุดคริปโตเป็นจำนวนมาก โดยมีอุปสงค์ความต้องการในการวางเครื่องขุดที่มากถึง 1 ล้านสล็อต โดยอ้างอิงจากนาย Zheng นั้น นักขุดรายย่อยกำลังต้องการที่จะวางเครื่องขุดประมาณ 1,000-3,000 สล็อตในช่วงนี้ และฟาร์มขุดใหญ่ ๆ ก็กำลังวางแผนใช้สล็อตวางเครื่องขุดนับหมื่นเครื่อง

เขายังเผยอีกว่า แม้อัตราค่าไฟของโรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำจะถูกคอนเฟิร์มในช่วงสิ้นเดือนนี้ แต่ว่าทางนักขุดก็กำลังใจร้อน โดยพวกเขาต่างก็เริ่มมองหาทรัพยากรในการขุด และรวมถึงต่อรองกับฟาร์มขุดไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่ฤดูร้อนจะมาถึง ดังนั้นพวกเขาจะได้เตรียมการทัน

“พวกเขากำลังเริ่มสนใจมันแล้ว” กล่าวโดยนาย Zheng พร้อมเสริมว่านักขุดส่วนใหญ่ที่จริงจังนั้นมักจะมาจากแถบฝั่งติดมองโกลในจีน และเมืองซินเจียง โดยพวกเขามักจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล

ซึ่งแม้ว่าความต่างของอัตราค่าไฟที่น้อยเพียง 0.01 หยวน (0.047 บาท) นั้น ก็อาจส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อการขุดได้ โดยเฉพาะในช่วงขาลงแบบนี้ ที่ราคา Bitcoin นั้นยังคงอยู่ที่ระดับ 3,700 ดอลลาร์เท่านั้น

เครื่องขุด Bitcoin ประเภท ASIC เหล่านี้มักจะกินพลังงานไฟฟ้าสูงมาก ยกตัวอย่างเช่น AntMiner S9 ที่กินไฟประมาณ 30 kWh ต่อวัน ซึ่งมากกว่าอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าของบ้านคนในประเทศสหรัฐฯ หนึ่งหลังโดยเฉลี่ยเสียอีก

นั่นหมายความว่า นักขุดเหล่านี้จะสามารถประหยัดเงินได้ประมาณ 1.43 บาทต่อเครื่องขุดต่อวัน ฟังดูอาจน้อย แต่หากว่าพวกเขามีเครื่องขุด 10,000 เครื่อง นั่นหมายความว่าพวกเขาจะประหยัดเงินได้ราว ๆ 14,300 บาทต่อวัน และ 429,192 บาทต่อเดือน

ของมือสองกำลังเป็นที่ต้องการ
นอกเหนือจากค่าไฟฟ้าที่ถูกลงแล้ว นาย Zheng ยังเผยว่านักขุดเหล่านี้เริ่มที่จะมองหาซื้อเครื่องขุด AntMiner S9 มือสองอีกด้วย เนื่องจากว่ามันมีราคาที่ถูก

เขากล่าวว่าเครื่องขุด S9 มือสองเครื่องหนึ่งนั้น จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 150 ดอลลาร์ หรือประมาณ 4,768 บาท และมีกำลังขุดอยู่ที่ 10 ล้านล้าน hash ต่อวินาที (TH/s)

ซึ่งก็เป็นจริงตามแบบที่เขาพูด โดยหากเราเข้าไปดูในเว็บอีคอมเมิซอย่าง Alibaba จะเห็นว่าผู้ค้าปลีกบางรายกำลังขายเครื่องขุด S9 มือสองอยู่ที่ราคา 100 ดอลลาร์ถึง 200 ดอลลาร์ ในขณะที่เว็บ official ของ Bitmain นั้นตั้งขายเครื่องขุด S9 มือหนึ่งอยู่ที่ราคา 450 ดอลลาร์ ในขณะที่ผู้ค้าปลีกคนอื่น ๆ กำลังโฆษณาเครื่อง S9 ของพวกเขาบนแพลทฟอร์มอื่น ๆ ที่ประมาณ 300 ดอลลาร์

นาย Tyler Xiong หรือ CMO ของบริษัท pool ขุดและ wallet นามว่า Bixin ก็ได้ออกมาคอนเฟิร์มตรงส่วนนี้เช่นกัน ว่านักขุดที่ถอดใจชักปลั๊กไปแล้วเมื่อปี 2018 นั้นคือสาเหตุที่ทำให้เครื่องขุดมือสองยังเหลืออยู่เยอะในตลาด

“เครื่องขุด S9 นั้นเหมือนกับปืนอาร์ก้า 47 ในโลกของ ASIC แล้ว” กล่าวโดยนาย Xiong “ตอนนี้มันมีสัดส่วนด้านราคาและศักยภาพในการขุดที่ดีที่สุดในตลาด” โดยทาง Bixin นั้นยังวางแผนที่จะเพิ่มขนาดเหมืองขุดในเสฉวน ในช่วงฤดูร้อนนี้อีกด้วย แต่ก็ปฏิเสธว่าจะให้รายละเอียดถึงวันและเวลาที่กำหนด

โดยรวมแล้ว นาย Zheng คาดการณ์ว่ามันจะมีสล็อตในการขุดอยู่ที่ราว ๆ 1.5 ล้านสล็อตทั้งหมด

เขาอธิบายว่ามันถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ทางเหมืองขุดจะเข้าไปเซ็นสัญญากับโรงงานไฟฟ้า ในการขอซื้อพลังงานไฟฟ้าประมาณ 80% ของทั้งหมดล่วงหน้า ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้าหากพวกเขาไม่มีนักขุดเข้ามาใช้บริการซื้อ slot วางเครื่องที่พอดีกับค่าไฟที่จ่ายไป พวกเขาก็ยังคงต้องแบกรับค่าไฟไปอยู่ดี

และด้วยสาเหตุนั้นเอง นาย Zheng กล่าวว่าแทนที่จะต้องเปิดรับนักขุดให้เข้ามาเช่า slot นั้น ทางฝั่งบริษัทของเขาได้เตรียมการวางแผนที่จะวางเครื่อง ASIC จำนวนกว่า 20,000 เครื่องด้วยตัวเอง โดยเครื่องเหล่านั้นจะเป็นเครื่องขุดมือสอง

นอกจากนี้เขายังกล่าวต่ออีกว่าแรงขุดนั้นจะเพิ่มขึ้นไปอีก และอาจแตะ 70 quintillion hashes ต่อวินาที (EH/s) ในช่วงฤดูร้อนนี้ ซึ่งมากกว่าของตัวเลขเดิมในช่วงเวลาหน้าร้อนปี 2018 ที่ 61 EH/s

อันที่จริงแล้ว ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา แรงขุดของ Bitcoin นั้นได้มีการเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงอย่างเห็นได้ชัด โดยเพิ่มขึ้นจาก 35 EH/s ในช่วงต้นเดือนมกราคม ไปอยู่ที่ราว 42 EH/s ในขณะนี้ อ้างอิงจาก blockchain.info

นักขุด Bitcoin

“พวกเราเคยคิดว่าจำนวนซัพพลายทั้งหมดนั้นจะมีมากกว่าความต้องการ แต่จำนวนเครื่อง ASIC ในตลาด รวมถึงเครื่องรุ่นใหม่ ๆ ที่ถูกสร้างออกมานั้นมันสามารถเข้ามาเติมความต้องการนั้นได้ แต่คำถามที่ตามมาก็คือ ในตอนนี้จะมีนักขุดสักกี่คนที่จะยอมพนันในครั้งนี้” นาย Zheng กล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ เปิดให้ลูกค้าเข้าถึงคริปโตได้แล้ว

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ Julius Baer หนึ่งในธนาคารเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ประกาศว่า บริษัทกำลังให้บริการการเข้าถึง Cryptocurrency แก่ลูกค้า

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ Julius Baer ร่วมมือกับ SEBA Crypto AG (SEBA) ซึ่งเป็นธนาคารที่เน้นคริปโตเป็นสกุลเงินหลักในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งระดมทุนได้มากกว่า 103 ล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน 2018

Julius Baer
@juliusbaer
Julius Baer is pleased to announce the collaboration with SEBA Crypto AG to provide its clients with access to a range of new digital asset services. https://www.juliusbaer.com/global/en/news-insights/news-insights-detail-page/item/julius-baer-enters-partnership-for-digital-asset-services-with-seba-crypto-ag/ … @WeAreSEBA

ข้อตกลงที่สำคัญสำหรับการเปิดรับ Crypto
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Fidelity, Nasdaq และ ICE ได้เริ่มสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนด้านคริปโต

Julius Baer เป็นกลุ่มบริษัททางการเงินรายใหญ่ลำดับที่สี่ที่เข้าสู่ตลาดคริปโตหลังจาก Fidelity, Nasdaq และ ICE ในปี 2019 การเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะทำให้อัตราการรับรู้ถึงสินทรัพย์คริปโตเติบโตอย่างรวดเร็ว

บริษัทระบุว่าจะใช้แพลตฟอร์มที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของ SEBA เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึง Cryptocurrency และกล่าวว่าบริษัทตั้งใจที่จะตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล

นาย Peter Gerlach หัวหน้าตลาดที่ Julius Baer กล่าวอย่างเป็นทางการว่า:

“ที่ Julius Baer เราเชื่อมั่นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืนที่ถูกต้องตามกฎหมายของพอร์ตการลงทุนของนักลงทุน การลงทุนใน SEBA รวมถึงการเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของเรานั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการมีส่วนร่วมของ Julius Baer ในด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและความทุ่มเทของเราในการสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อลูกค้าของเรา”

นาย Guido Buehler CEO ของ SEBA เปิดเผยว่า Julius Baer ได้ลงทุนใน SEBA และข้อตกลงดังกล่าวจะกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองบริษัทให้ก้าวหน้าต่อไป

“เราภูมิใจมากที่มี Julius Baer เป็นนักลงทุน SEBA จะช่วยให้เข้าถึงโลกคริปโตได้ง่ายและปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างสมบูรณ์ ความร่วมมือระหว่าง SEBA และ Julius Baer จะสร้างมูลค่าเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันและกับลูกค้าอย่างไม่ต้องสงสัย”

การร่วมมือกันกับ Julius Baer คาดว่าจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนสถาบันการเงินที่ทำงานกับ SEBA ในช่วงหลายเดือนข้างหน้าเพื่อเป็นวิธีในการบูรณาการร่วมกันกับคริปโต

“ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เรามีความมุ่งมั่นจากหน่วยงานต่าง ๆ ในการสร้างสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่ครอบคลุมสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี Blockchain และการเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงของสินทรัพย์ด้านคริปโต” นาย Andreas Amschwand ประธาน SEBA กล่าวในเวลานั้น

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์

แล้วมันแปลว่าอะไร
การรวมบริการ Cryptocurrency โดย Julius Baer จะทำให้กลุ่มนักลงทุนที่มีอยู่ในตลาด Cryptocurrency และนักลงทุนในภาคการเงินแบบดั้งเดิมถูกต้องตามกฎหมาย

นาย Mati Greenspan นักวิเคราะห์อาวุโสของ eToro กล่าวกับ CCN ว่าการมีส่วนร่วมของสถาบันในตลาด Cryptocurrency เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ต้นปี 2019 โดยเขากล่าวว่า:

“ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาเราเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากของการมีส่วนร่วมของสถาบันในตลาด crypto ราวกับว่าผู้เล่นหลักทุกคนตระหนักดีว่าเราใกล้จะถึงจุดจบของตลาดหมีแล้วและตอนนี้ก็กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขาเพื่อเตรียมการเข้าสู่ตลาดกระทิงครั้งต่อไป”

นาย Mike Novogratz นักลงทุนของมหาเศรษฐีก่อนหน้านี้ระบุว่านักลงทุนสถาบันสามารถเข้าสู่ตลาด cryptocurrency ในลักษณะเดียวกับที่นักลงทุนรายย่อยทำในปี 2018 มันยังคงที่จะเห็นว่าแนวโน้มเดียวกันเกิดขึ้นกับธนาคารในระยะสั้น ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

การซื้อขายล่วงหน้า 1 พันล้านเหรียญ

การซื้อขายล่วงหน้า 1 พันล้านเหรียญในเดือนแรกที่ Kraken Crypto Exchange

การซื้อขายล่วงหน้า 1 พันล้านเหรียญ ผู้ให้บริการฟิวเจอร์ Cryptocurrency Crypto Facilities ได้เห็น“ การเติบโตอย่างมาก” นับตั้งแต่ถูกซื้อกิจการโดย Kraken Exchange ในสหรัฐฯเมื่อเดือนที่แล้ว

การซื้อขายล่วงหน้า 1 พันล้านเหรียญ ซุยจุงหัวหน้าดัชนีและผลิตภัณฑ์การกำหนดราคาของ บริษัท ย่อยบอกกับ CoinDesk ว่าปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 500% เนื่องจาก Kraken ได้รับการแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ในราคา 100 ล้านดอลลาร์

สิ่งอำนวยความลับอาจจะรู้จักกันดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาในการให้Bitcoin และอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงอีเทอร์จะ CME Group ซึ่งแสดงรายการ Bitcoin สัญญาซื้อขายล่วงหน้า

โดยรวมแล้วเกือบ $ 1 พันล้านในฟิวเจอร์สได้รับการเข้ารหัสลับการซื้อขายในช่วงเดือนที่ผ่านมาทั่วทั้งห้าผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอโดย บริษัท : Bitcoin อีเทอร์XRP , litecoinและเงินสด Bitcoinจุงกล่าวว่า ยิ่งไปกว่านั้นการเติบโตนี้ไม่ได้ จำกัด อยู่ที่เหรียญที่ใหญ่ที่สุดในตลาด

“ ผู้ใช้ของเรา [รายวัน] เพิ่มขึ้นด้วยปัจจัยสี่ประการและนั่นคือผลิตภัณฑ์ทั้งหมดไม่ใช่แค่เหรียญใหญ่ ๆ แต่…พวกเขาได้เห็นการเติบโตที่คล้ายคลึงกัน” เขากล่าว

ส่วนหนึ่งของการส่งเสริมนี้มาจากการซื้อ Kraken เอง Chung กล่าวว่า:

“ ฉันคิดว่าเห็นได้ชัดว่าการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนครั้งสำคัญของสหรัฐช่วยและชัดเจนว่าคราเคนนำผลิตภัณฑ์ของเราไปยังฐานผู้ใช้ที่ภักดีมาก…ว่าการสร้างแบรนด์ของ Kraken มีน้ำหนักมาก … และความจริงที่ว่าเพราะเราทำสัญญากับเหรียญห้าเหรียญหลัก และใช้หลักประกันกับเหรียญห้าเหรียญที่สำคัญ…เราจ่ายเป็น [ช่วย]”

การซื้อขายล่วงหน้า 1 พันล้านเหรียญ

ปริมาณการกระโดด
ในขณะที่ตัวเลขที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการซื้อขายล่วงหน้าไม่ได้ถูกแบ่งปัน แต่ Chung ได้ร่างว่า Crypto Facilities นั้นวัดปริมาณสัมพัทธ์อย่างไร

ในแง่ของปริมาณการซื้อขายสิ่งอำนวยความสะดวก Crypto เปรียบเทียบช่วงเวลาห้าวันก่อนวันที่ 4 กุมภาพันธ์เมื่อมีการประกาศการเข้าซื้อกิจการของ Kraken เป็นระยะเวลาห้าวันหลังจากนั้นพบว่าปริมาณการซื้อขายบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 565 เปอร์เซ็นต์

ช่วงนี้ทำหน้าที่เป็น “ปทัฏฐาน” ที่ดีสำหรับส่วนที่เหลือของเดือนเขากล่าวว่า

ในขณะที่ bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและรักษาสัญญาที่ใหญ่ที่สุด ethereum และ XRP ก็มีจำนวนมากเช่นกัน

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ Kraken เอง Chung กล่าว

“ นอกเหนือจาก bitcoin และ ether หนึ่งในจุดเด่นของ Kraken ก็คือการดำเนินการในตลาดที่มีสภาพคล่องมากที่สุดสำหรับเงินสด bitcoin และ litecoin และนั่นก็ถูกแปลสู่ตลาดของเราเช่นกัน” เขากล่าว

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบของการซื้อกิจการต่อสภาพคล่อง Chung กล่าวว่า

“ โดยเฉลี่ย [ดูที่] ห้าวันก่อนการประกาศและอีกห้าวันหลังจากนั้นสภาพคล่องสำหรับสัญญาของเราเพิ่มขึ้นกว่า 200 เปอร์เซ็นต์และสัญญาย่อย [เหรียญ] บางสัญญาเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 เปอร์เซ็นต์”

สัญญาสกุลเงินรองเหล่านี้รวมถึง litecoin และเงินสด bitcoin

ฐานผู้ใช้โดยรวมเพิ่มขึ้น 400% เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้วเมื่อเทียบกับเดือนก่อนที่จะเข้าซื้อกิจการโดยมีลูกค้าใหม่ส่วนใหญ่มาจาก Kraken สิ่งนี้แปลว่ามีลูกค้าใหม่มากกว่า 5,000 รายที่ลงทะเบียนตั้งแต่ 4 กุมภาพันธ์

บางทีที่เด่นที่สุดคือไม่มีลูกค้าใหม่เหล่านี้อยู่ในสหรัฐอเมริกา

“ เราไม่อนุญาตให้บุคคลสัญชาติอเมริกันหรือ บริษัท เอกชนทำการค้าขายในตลาดของเราเพราะเป็นสิ่งต้องห้ามโดย [US Commodity Trading Commission Commission]” Chung อธิบาย

เป็นผลให้ฐานผู้ใช้ของการแลกเปลี่ยนมาจากยุโรปและเอเชียส่วนใหญ่

ดำเนินต่อไป
นอกเหนือจากการเพิ่มลูกค้าแล้ว Chung ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าฐานผู้ใช้ของ Kraken เป็นแกนนำเกี่ยวกับสิ่งที่สมาชิกมองหา

“ ผู้ใช้ Kraken ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาต้องการดูและคุณสมบัติที่พวกเขาต้องการเห็น [และ] ความคิดเห็นนั้นมีประโยชน์มากสำหรับพวกเราผลิตภัณฑ์” เขากล่าว

ข้อเสนอแนะนี้รวมถึงการปรับปรุงส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ของ บริษัท ความพร้อมใช้งานของคุณสมบัติบางอย่างและเครื่องมืออัพเกรดซึ่งทีมผลิตภัณฑ์ของ Crypto Facilities ส่วนใหญ่ได้เพิ่มการแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ยังวางแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคตอันใกล้แม้ว่าจะไม่มีรายละเอียดใด ๆ ตามเวลากด

“ [เราใช้] วิธีการสองชั้นคุณเห็นได้ชัดว่ามีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง…และคุณได้รับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระยะยาว” เขากล่าว “ มันมีประโยชน์มากสำหรับเราในการได้รับผลตอบรับที่ดีและซื่อสัตย์”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.coindesk.com

ชาวเวเนซุเอลารายหนึ่งได้อธิบายว่า Bitcoin ช่วยชีวิตครอบครัวเขาได้อย่างไร

ชาวเวเนซุเอลารายหนึ่งได้อธิบายว่า Bitcoin สถานการณ์ในเวเนซุเอลาทวีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ใช้ Bitcoin ในประเทศกล่าวว่าพวกเขาใช้ Bitcoin เพื่อความอยู่รอด

ชาวเวเนซุเอลารายหนึ่งได้อธิบายว่า Bitcoin เขากล่าวว่าเขาเก็บเงินของพวกเขาไปอยู่ในรูปแบบ Bitcoin หมดแล้ว เขาจะเปลี่ยนเป็นสกุลเงิน Bolivars เมื่อจำเป็น

Bitcoin ไม่ใช่ Bolivar
นาย Carlos Hernández ชาวเวเนซุเอลาที่อาศัยอยู่ใน Ciudad Guayana ได้เล่าเรื่องราวของเขาใน The New York Times ในวันเสาร์ที่ผ่านมา ในเรื่องที่ว่า Bitcoin ช่วยชีวิตครอบครัวของพวกเขาตลอดช่วงวิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาได้อย่างไร โดยเขากล่าวว่า:

“ผมไม่ถือสกุลเงิน Bolivar เลยหรือสกุลเงินอย่างเป็นทางการของเวเนซุเอลา ผมเก็บเงินทั้งหมดของผมในรูปแบบของ Bitcoin การเก็บ Bolivar คือการฆ่าตัวตายทางการเงิน”

เขาอธิบายว่าเขาไม่มีบัญชีธนาคารในต่างประเทศและ “ด้วยการควบคุมสกุลเงินของเวเนซุเอลาไม่มีวิธีที่ง่ายสำหรับผมที่จะใช้สกุลเงินต่างประเทศทั่วไปเช่นสกุลเงินดอลลาร์”

นาย Hernández เปิดเผยว่าสกุลเงินดิจิทัลช่วยให้เขาสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของเขาด้วยตัวเอง เขากล่าวว่าพ่อของเขาเป็นพนักงานของรัฐได้รับเงิน 6 ดอลลาร์ต่อเดือน และแม่ของเขาก็ไม่มีรายได้

เขากล่าวว่าพี่ชายของเขายังคงต้องใช้สกุลเงินดิจิทัล นาย Juan อายุ 28 ปี จากทนายความต้องกลายมาเป็นนักแปลอิสระ เพราะภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ต่างคนต่างยากจนเรื่อย ๆ รวมไปถึงลูกค้าของทนายความด้วยเช่นกัน

เขาเสริมว่าพี่ชายของเขาต้องรับเงินด้วยคริปโต เขาไม่สามารถใช้ Paypal ได้เนื่องจากเวเนซุเอลาไม่รับสกุลเงินอื่นนอกจากสกุลเงินท้องถิ่นเท่านั้น โดยสุดท้ายเขาสรุปว่า:

“คุณสามารถกล่าวได้ว่าคริปโตสามารถช่วยชีวิตครอบครัวคุณได้”

เปลี่ยนคริปโตเป็น Bolivar

ชาวเวเนซุเอลารายหนึ่งได้อธิบายว่า Bitcoin
เขากล่าวว่าเขาต้องเปลี่ยนคริปโตเป็น Bolivar ที่ LocalBitcoins และมันสามารถโอนเงินผ่านธนาคารได้ทันที เขากล่าวว่า:

“ผมไม่สามารถเปลี่ยน Bitcoin จำนวนมากได้ภายในหนึ่งครั้ง รัฐบาลยังไม่ได้ตรวจสอบมากเท่าไรในตอนนี้ถ้ามีการโอนมากกว่า 50 ดอลลาร์ บัญชีคุณจะถูกแข่แข็ง ทางธนาคารจะถามคุณว่าเงินที่ได้มานั้นมาจากไหน”

LocalBitcoins เป็นอะไรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับชาวเวเนซุเอลา ปริมาณการเทรดอยู่ที่ 2,487 BTC เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่อาทิตย์ที่ผ่านมาจะเหลือ 1,939 BTC

เมื่อเร็ว ๆ นี้รัฐบาลของนาย Maduro ได้ออกพระราชกฤษฎีกาควบคุมกิจกรรมด้านคริปโตในเวเนซุเอลารวมถึงการส่งภาษี

บริจาคด้วย Bitcoin

ชาวเวเนซุเอลารายหนึ่งได้อธิบายว่า Bitcoin
สำหรับวันเด็กสากลของเวเนซุเอลาเมื่อปีที่แล้วโครงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ไม่แสวงหากำไร ได้รวบรวมเงินบริจาคด้วย Bitcoin จาก Paxful และอื่น ๆ จากนั้นก็ให้อาหารกว่า 1,500 คนต่อวัน และแจกจ่ายอาหารหลายร้อยมื้อให้กับผู้คนบนถนน

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา องค์กร Eatbch หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรของเวเนซุเอลาที่รับบริจาคด้วย BCH เพิ่งฉลองครบหนึ่งปี และเพียงไม่กี่เดือนในการเปิดตัวองค์กรนี้สามารถ “ให้อาหารหลายพันมื้อในแต่ละสัปดาห์ใน 23 แห่งใน 6 รัฐของประเทศ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในลิกเตนสไตน์ เปิดตัวแพลทฟอร์มซื้อขาย Bitcoin แล้ว

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในลิกเตนสไตน์ กลุ่มธนาคาร Bank Frick สาขาต่างๆในหมู่บ้าน Balzers ประเทศลิกเตนสไตน์ได้ริเริ่มสร้างแพลทฟอร์มการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโต

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในลิกเตนสไตน์ ได้จัดทำบริการดังกล่าวดดยอาศัยระบบย่อยของตลาดเครือข่ายข้อมูลแบบกระจายตัวโดยอิสระ หรือ DLT Markets AG

กลุ่มผู้ลงทุนเริ่มสามารถที่จะเข้าถึงตลาดสกุลเงินคริปโตได้หลากหลายมากขึ้น
อ้างอิงจากประกาศของธนาคารดังกล่าวซึ่งออกในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยได้กล่าวว่า ลูกค้าทั้งหลายของธนาคารนั้น จะสามารถใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานบนตลาดของระบบ DLT ในการซื้อและขายสินทรัพย์ดิจิทัลต่างๆกับตลาดการแลกเปลี่ยนทั้งหลาย ทั้งยังได้เน้นย้ำอีกว่าการซื้อขายแลกเปลี่ยนเหรียญดิจิทัลดังกล่าวที่เกิดขึ้นโดยอาศัยระบบ DLT ของธนาคาร จะเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนภายใต้การควบคุมเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับการแลกเปลี่ยนตราสารอื่นๆในปัจจุบัน

ระบบดังกล่าวยังสามารถที่จะจัดการข้อมูลต่างๆรวมถึงการจัดการกระบวนการจัดลำดับและบริหารความเสี่ยงของสินทรัพย์เพื่อที่จะดำเนินธุรกรรมจนเสร็จสิ้นอย่างปลอดภัย และในขณะเดียวกันธนาคาร Bank Frick จะเป็นผู้สนับสนุนและดำเนินการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายให้แก่กลุ่มผู้ลงทุนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะและเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการฟอกเงิน

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในลิกเตนสไตน์
นาย Roger Wurzel

Roger Wurze ในฐานะที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของตลาดระบบ DLT ซึ่งได้มีประสบการณ์อย่างโชกโชนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนตราสารทุนและอนุพันธุ์จากการทำงานที่ธนาคาร Deutsche Bank ได้กล่าวว่า

“เรากำลังสร้างตลาดที่มีรูปแบบเฉพาะในตัวเองซึ่งสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มนักลงทุนสำหรับหลักทรัพย์ในตระกูลเหรียญดิจิทัล โดยอาศัยการควบคุมอย่างเต็มรูปแบบซึ่งทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิทัลอย่าง เหรียญ (tokens) หรือเงินสกุลคริปโตนั้นมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น”

ธนาคารใน Liechtenstein เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีในพัฒนาโดยการพลักดันและนำสกุลเงินคริปโตและเทคโนโลยีBlockchain เข้ามามีส่วนร่วมในวงการธุรกรรมของพวกเขา ประกอบกับกฎหมายที่เอื้อให้แก่การดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโตที่เป็นข้อดีของเมือง Liechtenstein ซึ่งแข่งขันกับเมืองอื่นๆในด้านเดียวกับนี้อยู่เช่นเมือง Gibraltar หรือ เมือง Malta นอกจากนี้ธนาคารกลางของเมือง Liechtenstein ยังได้ออกประกาศถึงแผนการการออกเหรียญในฐานะหลักทรัพย์อีกด้วย

การขยายตัวของเครือข่ายธนาคาร Bank Frick
กลุ่มธนาคาร Bank Frick ได้ก่อตั้ง Distributed Ventures AG ในเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายรองในการส่งเสริมและสนับสนุนทุนให้แก่บริษัทตั้งใหม่ในการดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินและเทคโนโลยี blockchain โดยEdi Wögerer ผู้บริหารได้กล่าวว่า “การเปิดตัวตลาดระบบ DLT นั้นได้แสดงถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของ Bank Frick ในการพัฒนาระบบธุรกรรมแห่งอนาคต ซึ่งได้ทำการผสมผสานหลักทรัพย์ที่มีการควบคุมเข้ากับประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain”

และเขาได้อธิบายเสริมอีกว่า “ผลงานที่เป็นประจักษ์ของเรานั้นจะสามารถแสดงให้กลุ่มลูกค้าเห็นถึงการผสมผสานที่มีลักษณะเฉพาะในตัวเองระหว่างเทคโนโลยีการทำธุรกรรมและการธนาคารซึ่งถูกกำกับควบคุมโดยสหภาพยุโรป การซื้อขายแลกเปลี่ยนและการเก็บรักษาหลักทรัพย์ดิจิทัลนั้นจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในธุรกิจหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม ”

เนื้อหาเสริม : กลุ่มธนาคาร Bank Frick นั้นเป็นธุรกิจธนาคารในลิกเตนสไตน์ ซึ่งบริหารกิจการภายในครอบครัว โดยมีสำนักงานใหญ่ที่เมือง Balzers และมีพนักงานกว่า 120 คน ธนาคารดังกล่าวถูกตั้งขึ้นในปี1998 โดย Kuno Frick Sr อีกทั้งผู้ลงทุนส่วนใหญ่ได้ตกอยู่ในการควบคุมโดยมูลนิธิ Kuno Frick Family ส่วนทุนที่เหลืออีก 35 เปอร์เซ็นนั้นถูกถือโดยบริษัท Net 1 UEPS Technologies, Inc. (Net1) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินที่อยู่ในรายชื่อบริษัทในตลาดหุ้น Nasdaq ในนิวยอร์ก

ธนาคารดังกล่าวยังได้มีการสนับสนุน การเปิดเสนอขายเหรียญครั้งแรกหรือ ICO ต่างๆ ทั้งด้านบริการทางกฎหมายและด้านบริการเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโตหลักๆเช่น Bitcoin ด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

เหรียญ Maker มีมูลค่าสูงขึ้นโดยมีผลกำไรกว่า 37 เปอร์เซ็นต์ในเดือนกุมภาพันธ์นี้

เหรียญ Maker ที่สร้างจาก smart contract ของ Ethereum มีราคาที่สุดขึ้นในตลาด

เหรียญ Maker เป็นเหรียญคริปโตที่มี Market Cap เป็นลำดับที่ 16 อ้างอิงจาก CoinMarketCap โดย 1 MKR มีค่าเท่ากับ 4.6 ETH (พิจารณาจากวันที่ 14 กุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดนับแต่วันที่ 8 ตุลาคมปีที่ผ่านมาและมีมูลค่าสุดท้ายอยู่ที่ 4.37 ETH ดูเหมือนว่ามูลค่าที่ตกลงจะสัมพันธ์กับการขายทำกำไรเมื่อราคาอยู่ที่จุดสูงสุดมา 129 วัน

ทั้งนี้เหรียญ MakerDAO เป็นแพลตฟอร์ม smart contract ของบล็อกเชน Ethereum ซึ่งเป็นตัวหนุนมูลค่าของเหรียญ DAI (เหรียญ stablecoin ดั้งเดิมที่ยึดค่าเหรียญ ETH กับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ฯ) จากระบบค้ำประกันหนี้หรือ Collateralized Debt Positions (CDP) การชำระเงินกู้จะนำเหรียญ ETH มาเป็นสิ่งค้ำประกัน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการกำกับเหรียญ DAI ทั่วทั้งระบบนิเวศของ Maker

ในตอนนี้ MRK มีมูลค่าลดลง 5.39 เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุด แต่ MRK ก็ยังคงมีมูลค่าสูงกว่าจุดสูงสุดในเดือนก่อน ๆ เป็นสัญญานว่าตลาดหมีกำลังจะจบลง

เหรียญ Maker จะถูกสร้างขึ้นหรือทำลายลงนั้นขึ้นอยู่กับความผันผวนของ DAI ณ ราคาปัจจุบัน เพื่อที่จะทำให้มูลค่าของมันเทียบเท่ากับ 1 USD ให้มากที่สุดเท่าที่ i99bet จะเป็นไปได้ ซึ่งแพลตฟอร์ม Maker นี้ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแม้ตลาดคริปโตจะอยู่ในช่วงสภาวะตลาดหมีก็ตาม เหรียญ Ethereum ทั้งหมดประมาณ 2% ในตอนนี้ถูกนำมาล็อคกับเงินกู้ของ MakerDAO

เหรียญ Maker

จากกราฟด้านบนจะเห็นว่าเหรียญ MKR มีความผันผวนสูงมากตั้งแต่ก่อนปีใหม่ แล้วค่อย ๆ มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 2019 กราฟเริ่มมีลักษณะกว้างขึ้นเพราะตลาดมีสภาพคล่องมากขึ้น

การนำเหรียญ ETH มารวมกัน

เหรียญ Maker
เนื่องจากผู้ใช้งานเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ดังนั้นผู้ใช้งานจะนำเหรียญ ether มารวมกันโดยอัตโนมัติจากนั้นก็จะได้รับ DAI

ในขณะนี้เหรียญ ETH ทั้งหมด 1,970,339.45 เหรียญถูกล็อคไว้กับ contract ของ Maker แสดงให้เห็นว่าประมาณ 1.87 ของเหรียญ 104,862,328 ETH นั้นหวุนเวียนอยู่ในระบบและได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญอีก 1 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน

จากรายงานพบว่าแนวโน้มของ DAI ถูกค้ำประกันมากเกินไป กล่าวคือมากกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเมื่อเหรียญ DAI 1 เหรียญถูกสร้างขึ้นมันจะมีมูลค่าอย่างต่ำ $2 ถึง $3 ของ ETH ที่ถูกเก็บไว้ใน CDP ส่งผลให้เมื่อราคาของ ETH ตกลง เหรียญคริปโตเคอร์เรนซีจะถูกเก็บมากขึ้นเพื่อสำรองเหรียญ DAI ส่วนเหรียญ MKR จะนำมาใช้สำหรับการจ่ายค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมในระบบ Maker และให้สิทธิแก้ผู้ถือเหรียญในการมีสิทธิโหวต ตามระบบการลงคะแนนเสียงของ Maker

พัฒนาการของตลาด
เมื่อเร็ว ๆ นี้ในที่ประชุมของ MakerDAO ตกลงที่จะเพิ่มค่าธรรมเนียมในการรักษาความเสถียรจาก 0.5 เปอร์เซ็นต์เป็น 1 เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะลดความผันผวนของราคา DAI ทียึดติดกับ USD ลง

จากข้อมูลของ Uniswap โปรโตคอลการแลกเปลี่ยน Ethereum ที่เพิ่งจะแซงหน้าเว็บเทรด Ethfinex เร็ว ๆ นี้เพราะมีรายได้จากการเทรดคู่ MKR/ETH เป็นอันดับ 1 คือมากกว่า $329,000 ตามมูลค่าเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ฯ ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ซึ่งทางเว็บเทรดดังกล่าวได้ลดราคาของ MKR ลงเพื่อทำกำไรสำหรับสองตลาดคือ Ethfinex และ Uniswap ในขณะที่เว็บเทรดอื่น ๆ ได้ลิสต์ MKR ให้เป็นสินค่าพรีเมียม ท้ายที่สุดแล้วช่องว่างเหล่านี้จะลดลงหากผู้คนมาซื้อ MKR จาก Uniswap แล้วนำไปขายที่ Ethfinex ซึงจะทำให้ราคา MKR ของเว็บเทรดทั้งสองมาบรรจบกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

ราคา Bitcoin แตะ 1.5 ล้านดอลลาร์ถ้าแทนที่เงินและทองคำที่มีในระบบตอนนี้

ราคา Bitcoin ถูกสร้างขึ้นเป็นเงินทางเลือกนอกจากสกุลเงินปกติ (เงิน Fiat) แม้จะไม่ได้มีการบอกกล่าวจาก Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin อย่างชัดเจน

ราคา Bitcoin ทุกคนก็เข้าใจข้อเท็จจริงข้อนี้ได้เอง เห็นได้จากการที่อดีตผู้จัดการด้านผลิตภัณฑ์ของ Blockchain.com นาย Dan Held เคยออกมาโพสต์ทวิตเตอร์ว่าสิ่งที่ Satoshi สร้างคือความพยายามที่จะสร้างสิ่งใหม่ที่เป็น “กระดูกสันหลัง” ให้กับระบบการเงินมากกว่าการสร้างระบบการเงินดิจิทัลแบบ peer-to-peer เสียอีก

แม้ว่าเจตนาที่แท้จริงของการสร้าง Bitcoin ตามที่ Satoshi ตั้งใจไว้ยังไม่บรรลุผลแต่ก็มีบางคนเห็นว่ามันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นi99bet  สักวัน Bitcoin จะก้าวมาสู่ Wall Street และกลายมาเป็นอีกสกุลเงินทางเลือกอีกสกุลหนึ่งนนอกจากสกุลเงิน Fiat

Bitcoin เป็นเงินที่ตายยากมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
นาย Travis Kling หัวหน้าแผนกการลงทุนของ Ikigai ได้โพสต์ทวิตเตอร์เกี่ยวกับสิ่งที่ได้เห็นจากตลาดหมีโดยกล่าวว่าหากจะมองในแง่ดีของตลาดหมีแม้ราคาของ Bitcoin จะอยู่ในสภาวะที่กลับตัวลำบากแต่ BTC เป็นเหรียญที่ตายยากมากที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาในประวัติศาสตร์มนุษยชน

ราคา Bitcoin

Travis Kling
@Travis_Kling
Bear market reminders- BTC is the hardest money we’ve ever had in the history of humanity. Print this out and put it next to your computer.

h/t @crypto_voices

ในทวิตเตอร์ของนาย Kling อดีตผู้จัดการพอร์ตของ Point72 ได้โพสต์รูป infographic จากนักวิเคราะห์ของ Crypto Voices ที่เปรียบเทียบ Bitcoin กับสกุลเงิน Fiat ต่าง ๆ

จากข้อมูลของทีมงาน Crypto Voices เงิน Fiat ที่มีอยู่ในระบบตอนนี้หากนับเป็นเงิน U.S. dollar จะมีมูลค่าอยู่ที่ 19.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ส่วนทองคำที่อยู่ในระบบซึ่งมีความสำคัญกับเศรษฐกิจพอ ๆ กับเงิน Fiat เทียบเป็นสกุลเงิน U.S dollar แล้วมีมูลค่ากว่า 7.83 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ส่วน Bitcoin ณ เวลาที่ทางทีมงานได้ทำรีพอร์ต มีมูลค่าอยู่ที่ 60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ และอาจจะเป็นไปได้ที่คริปโตเคอร์เรนซีจะมีมูลค่าสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นถ้าหาก BTC ในทางทฤษฎีสามารถเทรดด้วยเงิน Fiat และทองคำทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ได้โดยไม่ทำให้ราคาตลาดผันผวนอาจจะทำให้มูลค่าของ BTC อยู่ที่ 1,571,316 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ต่อเหรียญ แม้มันจะเป็นทฤษฎีแต่มันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไร้ตรรกะหากเราจะคิดว่า Bitcoin จะเข้ามามีอำนาจเหนือเงิน Fiat ในอนาคตก็ได้

ข้อโต้แย้งที่บอกว่าคริปโตจะเข้ามาแทนที่เงิน Fiat
นาย Max Keiser ได้เคยออกมากล่าวกับ Bitcoinist ว่า Bitcoin นั้นเหมือนเป็นหลุมดำทางการเงินที่จะค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลืนกินเงิน Fiat ทั้งหมดหากวิกฤติทางการเงินยังคงเป็นเช่นนี้อยู่

ด้านนาย Trace Mayer ก็เห็นด้วยกับความเห็นของนาย Keiser ซึ่งเขากล่าวว่านับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2008 จนถึงวันนี้ก็ 11 ปีแล้วแต่ดูเหมือนรัฐบาลและสังคมยังไม่ได้เรียนรู้ สร้างหนี้สินกว่า 87 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ เพราะความโลภของมนุษย์

นอกจากนี้เขายังกล่าวว่านวัตกรรม Lightning Network และโปรโตคอลอื่น ๆ ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่รวมถึงการเข้ามาสู่ตลาด Wall Street จะทำให้ Bitcoin กลายเป็นการลงทุนที่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ฉลาดไปโดยปริยาย การถือเหรียญ BTC จึงนับว่าเป็นการวางแผนทางการเงินในระยะยาวไปจนถึงหลังเกษียรอายุที่ดีที่สุดเพราะการลงทุนในปัจจุบันอาจจะกลายเป็นหนี้สินระดับชาติและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนัก แม้ว่าความคิดเห็นเหล่านี้จะออกนาในรูปแบบของการมองว่าระบบการเงินโลกกำลังจะอยู่ในช่วงล่มสลาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดไม่ได้เกินความจริงไปนัก

จากที่ประชุม World Government Summit ในประเทศดูไบนาง Christine Lagarde ได้ถูกยกย่องจาก Forbes ปี 20180 ว่าเป็นบุคคลที่ทรงพลังที่สุดอันดับที่ 22 ของโลก เขาได้กล่าวว่ามันมี “4 คลาวน์” ในสภาพแวดล้อมทางการเงินทั่วโลกรวมถึงระบบการเงินโลกอาจจะถูกพายุโหมเข้าใส่ เขาอธิบายว่าคลาวน์เหล่านี้รวมถึงสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน, การจำกัดสินค้าเชิงปริมาณ, Brexit และที่สำคัญที่สุดคือภาระหนี้สินที่รัฐบาล บุคคลและบริษัทได้ก่อขึ้น

ด้านนาย Ray Dalio ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน Bridgewater Associates ได้ออกมากล่าวถึงสภาพแวดล้อมในปัจจุบันกับสิ่งที่เขาเห็นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เขาได้กล่าวว่าช่วงปี 1929 ถีงปี 1932 นั้นมีการพิมพ์ธนบัตรออกมาจำนวนมากและการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินนั้นมีรูปแบบเหมือนเช่นในปัจจุบัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…