หัวหน้า Messager ของ Facebook ประกาศว่าไม่มีการวางแผนใด ๆ เกี่ยวกับคริปโต

หัวหน้า Messager ของ Facebook กล่าวว่ามันคงใช้เวลาอีกนานกว่าทาง Messenger จะหันมาสนใจในคริปโตเคอร์เรนซี

หัวหน้า Messager ของ Facebook ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของ CNBC กับนาย David Marcus หัวหน้าฝ่าย Messenger ของ Facebook และคณะกรรมการของ Coinbase กล่าวว่ามันคงใช้เวลาอีกนานกว่าทาง Messenger จะหันมาสนใจในคริปโตเคอร์เรนซี

ทั้งนี้เขากล่าวต่อไปว่า:

“การชำระเงินด้วยคริปโตตอนนี้ยังคงมีราคาที่สูงและช้า เนื่องจากบางกรณีเราใช้ Blockchain กันคนละตัวและใช้สินทรัพย์คนละอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าเราเพิกเฉย ในอนาคตเราอาจจะให้บริการชำระเงินด้วยคริปโตก็ได้ ”

นอกจากนี้นาย Marcus ยังกล่าวอธิบายถึงการที่ Facebook ตัดสินใจแบนโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคริปโตว่า:

“พวกเราต้องการที่จะปกป้องชุมชนซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเรา i99bet คนที่ทำการอย่างถูกต้องตามกฎหมายในเรื่องของคริปโตที่ผมได้เข้าไปพูดคุยด้วยอย่างน้อยพวกเขาก็ขอบคุณผมที่ทางเราได้ออกมาเคลื่อนไหวเช่นนั้น เพราะว่าการโฆษณาส่วนใหญ่มันเป็นการหลอกลวงซึ่งเราก็ไม่สามารถจะอนุญาตให้การหลอกลวงฉ้อฉลเช่นนั้นปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มของเราต่อไปได้ ”

อย่างไรก็ตามเขากล่าวต่อไปว่า “นโยบายของทางเราอาจปรับเปลี่ยนหากอุตสาหกรรมด้านคริปโตมันถูกกฎหมายแล้วและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องการโฆษณาบนแพลตฟอร์มของเรามันไม่ได้ผิดกฎหมายแล้วเราอาจจะอนุญาตให้ทำการโฆษณาได้ ”

เดือนพฤษภาคม: Facebook สร้างทีมงาน Blockchain ข่าวลือว่า Facebook จะเปิดตัวเหรียญคริปโตของตัวเองมีออกมาให้เห็นเรื่อย ๆ
ในวันที่ 8 เดือนพฤษภาคม Facebook เผยเตรียมแผนการณ์เกี่ยวกับ Blockchain โดยนาย David Marcus ประกาศว่าเขาจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นภายในบริษัทเพื่อทำเกี่ยวกับ Blockchain นี้เอง

“ผมจัดตั้งกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้นเพื่อศึกษาว่าเทคโนโลยี Blockchain จะนำมาใช้กับ Facebook ได้อย่างไรบ้าง” นาย Marcus กล่าวในเพจส่วนตัวของเขา

หัวหน้า Messager ของ Facebook 

ไม่กี่วันให้หลัง วันที่ 11 พฤษภาคม อ้างอิงจากสื่อข่าว Cheddar รายงานว่าทาง Facebook กำลังดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อเปิดตัวเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีของตัวเองเพื่อให้ผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านคนได้เห็น

“ก็เหมือนกับบริษัทอื่น ๆ คือทาง Facebook กำลังทำการสำรวจแนวทางที่จะนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ ซึ่งเราก็กำลังสำรวจในหลาย ๆ แง่จึงไม่สามารถที่จะออกมากล่าวอะไรได้มากไปกว่านี้ ”

เดือนมิถุนายน: Facebook เลิกแบนโฆษณาเกี่ยวกับคริปโต
ในวันที่ 26 มิถุนายน Facebook เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อคริปโตโดยได้ปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ซึ่งอนุญาตให้มีการโฆษณาเกี่ยวกับคริปโตบนแพลตฟอร์มของ Facebook ได้ แต่ยังคงแบนโฆษณาเกี่ยวกับ ICOs อยู่

ในคำแถลงการณ์ Facebook กล่าวว่าตอนนี้ทาง Facebook กำลังพิจารณาเกี่ยวกับโฆษณาคริปโตซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปและจะอนุญาตให้โฆษณาที่มีความปลอดภัยเท่านั้นที่จะสามารถโฆษณาบนแพลตฟอร์มของ Facebook ได้

Facebook ได้ทำการพิจารณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกห้ามและนโยบายการให้บริการใหม่ โดยกล่าวว่า:

“ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนเป็นต้นไป เราจะอนุญาตให้บางโฆษณาสามารถทำการโฆษณาเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีได้แต่เรายังคงห้ามทำการโฆษณาเกี่ยวกับ ICOs อยู่”

นโยบายใหม่นี้ ผู้ทำการโฆษณาจะต้องยื่นคำร้องขอต่อทาง Facebook เพื่อพิจารณาก่อนที่จะทำการโฆษณา ผู้ทำการโฆษณาจะต้องแนบใบอนุญาตที่ตนได้รับมาด้วยว่าได้รับอนุญาตให้ทำการเทรดใน public stock exchange หรือไม่รวมถึงประวัติการทำธุรกิจอื่น ๆ ทั้งนี้ Facebook ได้เน้นย้ำว่าไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ทุกคนทำการโฆษณาตามอำเภอใจได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

เรื่องราวระหว่างคนยุค Gen Y และคริปโตเคอเรนซี่ เขาจะเอาคืนธนาคารอย่างไร?

เรื่องราวระหว่างคนยุค Gen Y และคริปโตเคอเรนซี่ คนหนุ่มสาวชาวอเมริกันไม่ถูกกับธนาคารมาเป็นเวลานานแล้วเนื่องจากพฤติกรรมของธนาคารชอบเอาเปรียบลูกค้าเหมือนกับว่าตนเองเป็นผู้ล่า

เรื่องราวระหว่างคนยุค Gen Y และคริปโตเคอเรนซี่ ลูกค้าของธนาคารก็จำต้องยอมทนกับระบบแบบนี้เรื่อยมา แต่สำหรับคน Gen Y (ผู้คนที่เกิดตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1981-2000) ที่ได้รับสมญานามว่าล้มมาแล้วทุกอุตสาหกรรมก็ได้ประกาศถึงความไม่ยอมจำนนกับธนาคารอีกต่อไปแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าคน Gen Y กำลังพยายามหาวิธีการทำเงินใหม่ ๆ อยู่

เลิกกับธนาคารแล้ว
ในช่วงวิกฤติทางการเงินปี 2551 ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่ำลงไปจนถึง 0 เปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คน Gen Y จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย (โดยมีหนี้ที่เป็นเงินกู้เพื่อการศึกษาติดตัวอยู่) และกำลังจะก่อร่างสร้างตัว ทั้งนี้คน Gen Y แทบจะไม่ได้ดอกเบี้ยจาการฝากเงินในธนาคารเลย ในขณะที่ธนาคารเองก็นำเงินฝากเหล่านี้มาคิดเป็นดอกเบี้ย 25 เปอร์เซ็นต์กับลูกค้าที่ i99bet ใช้บัตรเครดิต และเก็บ 90 เปอร์เซ็นต์ไว้ที่ตัวเอง ส่งผลให้ผู้บริหารธนาคารหลายรายมีบันทึกออกมาว่าได้รับเงินเดือนและโบนัสที่สูงในปี 2552 ในขณะที่ชาวอเมริกันต้องพยายามชักหน้าให้ถึงหลังในแต่ละเดือน

จากที่กล่าวมาอาจสรุปได้ว่าสิ่งนี้เป็นความสัมพันธ์แบบด้านเดียว กล่าวคือ คน Gen Y ให้ ส่วนธนาคารก็รับ แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ที่ดีนั้นจะอยู่พื้นฐานของความเชื่อใจเสมอ แต่คน Gen Y ก็ไม่ได้เชื่อใจธนาคาร และจากการศึกษาของ Edelman ในปี 2561 เผยว่า 77 เปอร์เซนต์ของคน Gen Yที่ร่ำรวยนั้นรู้สึกว่าระบบการเงินการธนาคารถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรวยและมีอำนาจ และ 75 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y กังวลว่าระบบธนาคารของโลกจะถูกแฮ็ค ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขานั้นหายไป นอกจากนี้อีก 77 เปอร์เซนต์ยังคิดว่าพฤติกรรมแย่ ๆ ที่ธนาคารทำอยู่ตอนนี้จะนำไปสู่วิกฤติการณ์ทางการเงินอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องราวระหว่างคนยุค Gen Y และคริปโตเคอเรนซี่

เพราะฉะนั้นการมีธนาคารถือเป็นข่าวร้ายสำหรับคน Gen Y และจากการสำรวจพบว่า 70 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y ที่ร่ำรวยรู้สึกว่าธนาคารสร้างระบบการซื้อขายที่ยุ่งยากโดยไม่จำเป็น และอีก 71 เปอร์เซนต์กล่าวว่าธนาคารมีความไม่แน่นนอนอยู่ในตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์เชิงเอาเปรียบและไม่มั่นคงสำหรับลูกค้า แต่โชคดีที่ตอนนี้คน Gen Y รับรู้และกำลังจะถอนตัวออกจากธนาคารเหล่านี้แล้ว

มีดัชนีเกี่ยวกับคน Gen Y กล่าวว่าธุรกิจการธนาคารเป็นสิ่งทีก่อความรำคาญให้กับคน Gen Y มากที่สุด และ 71 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y ยังกล่าวเสริมอีกว่า อยากไปหาหมอฟันมากกว่าฟังสิ่งที่ธนาคารพูด นอกจากนี้ยังมีดัชนีที่เผยว่าในบรรดาสินค้า 10 ยี่ห้อที่คน Gen Y ไม่ชอบยังมีชื่อของธนาคารชั้นนำ 4 แห่งอยู่ในนั้นด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการพิสูจน์ไปอีกว่า ธนาคารเป็นสถาบันที่เป็นเสมือนคนแก่ที่แบ่งชนชั้นและเหยียดเชื้อชาติลูกค้าเมื่อมาทำธุรกรรมการกู้ยืม และไม่ให้บริการกับประชาชนที่ยากจนรวมทั้งคิดอัตราดอกเบี้ยแพง ๆ กับประชาชนที่ต้องการนำเงินมาใช้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แสดงถึงคู่รักที่กำลังทะเลาะกันอีกแล้ว แต่มันคือการเลิกกัน

การหลงรักคริปโตเคอเรนซี
คริปโตเคอเรนซีเป็นเหมือนไหล่ที่ให้คน Gen Y ซบในเวลาที่เสียใจและเสียเงิน ซึ่งตอนนี้ 17.2 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y มีคริปโตแล้ว และจากการศึกษาของ Edelman เผยว่า 25 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y ที่ร่ำรวยและมีคริปโตนี้ มี 31 เปอร์เซ็นต์ที่สนใจเกี่ยวกับคริปโต และมี 74 เปอร์เซ็นต์ที่เชื่อว่าบล็อกเชนจะทำให้ระบบการเงินของโลกนั้นปลอดภัยยิ่งขึ้น

เรื่องราวระหว่างคนยุค Gen Y และคริปโตเคอเรนซี่

นอกจากนี้จากการศึกษาของ Sustany Capital เผยว่า 88 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y ต้องการใช้คริปโตเคอเรนซีในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการลงทุน ในขณะที่อีก 42 เปอร์เซนต์ต้องการใช้คริปโตเคอเรนซีในฐานะที่เป็นเงินเก็บ

ความน่าสนใจอยู่ที่ตรงที่ พวกเราแค่ต้องการเพื่อนที่ไว้ใจได้มาเล่นเกมจับคู่กัน โดยคน Gen Y ลังเลที่จะลงทุนในคริปโตเนื่องจากไม่มีความรู้ แต่อีก 97 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y และคน Gen X กล่าวว่า พวกเขาต้องศึกษาให้มากกว่านี้ และอีก 73 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y มีแนวโน้มที่จะลงทุนในคริปโตก็ต่อเมื่อได้รับคำปรึกษาจากที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งอาจสรุปได้ว่าจะต้องมีบุคคลที่มีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีมาอธิบายให้ผู้ที่จะมาลงทุนฟังว่าคริปโตมีประโยชน์ ปลอดภัยและเป็นธรรมอย่างไร

เรื่องราวโรแมนติกที่มีคุณค่าในตัวเอง
ผู้คนมากมายกล่าวว่าคริปโตเป็นเหมือนแฟชั่นที่กำลังจะผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาตลาดลดลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่สำนักข่าว Bloomberg เผยอีกนัยหนึ่งว่า ถึงแม้ราคา bitcoin จะลดลงไปถึง 80 เปอร์เซนต์ในช่วงปี 2561 แต่จำนวนการเปิดบัญชีเพิ่มสูงขึ้นป็นสองเท่าถึง 35 ล้านบัญชีในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความนิยมของคริปโตเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

ความสัมพันธ์ที่ผ่านความยากลำบากมาด้วยกันได้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดึงดูดซึ่งกันและกันหรือเรื่องราวความรักที่แต่งเป็นนวนิยายแล้ว แต่เป็นคุณค่าที่มีร่วมกันอย่างลึกซึ้ง สำหรับคน Gen Y แล้ว คริปโตเป็นเงินที่ใช้ได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าและสามารถโอนแก่กันได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลาง ส่วนบล็อกเชนก็เป็นระบบมีความมั่นคง ทำให้นายธนาคารต่าง ๆ ไม่สามารถขโมยเงินไปได้ ดังนั้นมันจึงไม่มีความแตกต่างระหว่างการกู้เงินสำหรับนักศึกษาหรือสำหรับสถานภาพทางสังคมอื่น ๆ อีกแล้ว อีกทั้งคริปโตยังเป็นสิ่งที่คน Gen Y ซื้อด้วยความรู้สึกนึกคิดของเขาเอง ไม่ใช่การถูกล่อซื้อโดยธุรกิจธนาคาร

คุณค่าเหล่านี้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองโดยไม่ต้องคำนึงถึงการขึ้นลงของราคาในตลาด ดังที่ Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง Cardano รีทวีตว่า พาดหัวข่าวเกี่ยวกับธนาคารตามสื่อต่าง ๆ และสภาพของ bitcoin ในปัจจุบันที่ขาดทุนนี้ ไม่ได้ทำให้พวกเขารับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของพวกเราบ้างเลย เงินจำนวน 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ถูกปลดแอกจากระบบการเงินการธนาคาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปลดแอกเศรษฐกิจจากระบบของธนาคาร

ในตอนนี้คน Gen Y กำลังมองหาการบริการใหม่ ๆ ที่ตรงกับความสนใจของคน Gen Y มากที่สุดและจะช่วยสนับสนุนสังคมในรูปแบบที่ไม่ใช่ธนาคาร คริปโตเป็นส่วนผสมที่เข้ากันระหว่างการใช้ได้จริงในทางปฏิบัติและความรักความชอบ ซึ่งคุ้มค่ากับการจ่ายเงินเพื่อให้ได้สิ่งนี้มา สำหรับคน Gen Y แล้วคริปโตเป็นเหมือนเงินที่เอากลับไปให้พ่อกับแม่ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอลลาร์ให้เวเนซุเอลาหรือ Bitcoin จะเป็นทางออก

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอล วิกฤติเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาเป็นสิ่งที่จะเพิกเฉยไม่ได้

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอล Nicolás Maduro ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาก็ถูกธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ หรือ Bank of England (BoE) ปฏิเสธการคืนทองมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.7 หมื่นล้านบาท) หรืออีกนัยหนึ่งคือประเทศเวเนซุเอลาซึ่งเป็นรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าถึงทรัพย์สินของประเทศตนเองจากอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้ bitcoin ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้ อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การกักเก็บความมั่งคั่งในคริปโตเคอเรนซีนั้นจะเพิ่งสูงขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศเวเนซุเอลาบานปลายได้อย่างไร ?

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอล
เหตุที่ BoE ตัดสินใจเช่นนั้นต้องพิจารณาถึงบทเรียนในครั้งก่อน คือ กรณีการล้มตัวทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาที่มีน้ำมันมากที่สุด ตั้งแต่ปี 2559 ความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศเวเนซุเอลาทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลทำให้เกิดการตัดการใช้พลังงานไฟฟ้า และการขาดแคลนอาหารและยา ซึ่งทองคำก็เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนสำคัญของประเทศเวเนซุเอลา

จุดขัดแย้งครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศเวเนซุเอลา คือ การที่นาย Nicolas Maduro ได้รับการเลือกเป็นประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2556 ภายหลังการอาสัญกรรมของ ประธานาธิบดี Hugo Chávez และในระหว่างนั้นเองเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2561 นาย Juan Guaidó ได้ประกาศว่าตนเองเป็นประธานาธิบดีทั้ง ๆ ที่นาย Maduro ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองไปแล้ว i99bet แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางพรรคฝ่ายค้านจะบอยคอตการเลือกตั้งดังกล่าวไปแล้วก็ตาม ที่น่าสนใจคือเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2562 นาย Jeremy Hunt เลขาธิการการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ทางสหราชอาณาจักรจะยอมรับ Guaidó ในฐานะประธานาธิบดีชั่วคราวของประเทศเวเนซุเอลา หากการเลือกตั้งที่ชอบธรรมนั้นไม่เกิดขึ้นภายใน 8 วัน

นาย Hunt รีทวีตว่า

Jeremy Hunt
@Jeremy_Hunt
1/2 After banning opposition candidates, ballot box stuffing and counting irregularities in a deeply flawed election it is clear Nicolas Maduro is not the legitimate leader of Venezuela

แปล: หลังจากที่แบนผู้สมัครฝ่ายค้านแล้ว กล่องลงคะแนนเสียงดูเหมือนจะไม่มีความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า Nicolás Maduro ไม่ใช่ประธานาธิบดีที่ชอบธรรมของประเทศเวเนซุเอลา

Jeremy Hunt
@Jeremy_Hunt
2/2 @jguaido is the right person to take Venezuela forward. If there are not fresh & fair elections announced within 8 days UK will recognise him as interim President to take forward the political process towards democracy. Time for a new start for the suffering ppl of Venezuela

แปล:Juan Guaidó เป็นบุคคลที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำที่จะขับเคลื่อนประเทศเวเนซุเอลา หากการเลือกตั้งที่ชอบธรรมไม่เกิดขึ้นภายใน 8 วันนี้ สหราชอาณาจักรจะยอมรับ Juan Guaidó ในฐานะประธานาธิบดีชั่วคราวผู้ขับเคลื่อนตามวิถีประชาธิปไตย

มีบทบาทสำคัญในวิกฤตินี้ และในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา นาย Maduro ได้ประกาศใช้ Petro ซึ่งเป็นคริปโตเคอเรนซีของรัฐ โดยกล่าวว่า ประเทศเวเนซุเอลาได้สร้างประวัติศาสตร์ โดย “ในวันนี้เป็นความก้าวหน้าของพวกเราในการใช้ petro ในฐานะสกุลเงินของประเทศและจะทำให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศนั้นกลับมา”

BoE กับเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นในการปฏิเสธคืนทองคำ
BoE เป็นหนึ่งในผู้รับฝากทองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอน London Bullion Market Association (LBMA) เผยว่า ในเดือนมีนาคม 2560 มีทองอยู่ในลอนดอนประมาณ 7,500 ตัน เทียบเท่าทองแท่ง 596,000 แท่ง ซึ่งก่อนหน้านี้สาเหตุที่มีการปฏิเสธคืนทองคำเป็นเรื่องของการประกันภัย แต่ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจของ BoE นั้นมาจากเหตุผลในทางการเมือง และในเดือนพฤศจิกายน Reuter รายงานคำพูดจากเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่งว่า

“มีการเตรียมแผนนี้เกือบสองเดือนเนื่องจากปัญหาด้านการประกันภัยทางทะเลต่อการขนย้ายทองคำจำนวนมาก”

นาย Ricardo Hausmann ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Harvard และนักวิจารณ์ Maduro ให้สัมภาษณ์กับสื่อตะวันตก Bloomberg ว่าสหราชอาณาจักรมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่คืนทองคำ โดยอ้างว่ากฎข้อแรกของการทำธุรกิจ คือ รัฐบาลต้องหยุดใช้ทรัพย์สินของคนในประเทศมาชำระหนี้เสียก่อน

การส่งทองคำกลับคืนสู่ประเทศผู้เป็นเจ้าของ
การส่งทองคำกลับสู่ประเทศผู้เป็นเจ้าของนั้นเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลของแต่ละเทศต้องการนำทองคำมาเก็บไว้ที่ประเทศของตนเอง และการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นเรื่อยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยมีชนวนมาจากความกลัวว่าจะถูกยึดทองคำ

นอกจากประเทศเวเนซุเอลาที่ขอทองคำคืนจาก BoE แล้ว ธนาคารกลางของประเทศเยอรมันยังเรียกร้องขอทองคำคืนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และธนาคารกลางฝรั่งเศสอีกด้วย และเมื่อปีที่ผ่านมาประเทศตุรกีก็ร่วมกับประเทศเยอรมันและประเทศฮังการีในการเป็นประเทศล่าสุดที่เรียกทองคำคืนอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

STO คืออะไร

STO คืออะไร ต่างจาก ICO อย่างไร และทำไมถึงเป็นอีกตัวเลือกที่น่าจับตามอง

STO คืออะไร หลังจากที่เราได้ยินคำว่า Initial Coin Offerings (ICO) มาได้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

STO คืออะไร ล่าสุดนั้นดูเหมือนว่าจะมีศัพท์ใหม่ที่ผู้คนในวงการ cryptocurrency หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่คุ้นหู ซึ่งนั่นก็คือ security token offering (STO) ฟังดูอาจจะคล้าย ๆ กับพี่ใหญ่ของมันที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาในวงการนี้ได้ไม่กี่ปีมาแล้ว คำถามที่ตามมาคือ แล้วมันต่างกันอย่างไรล่ะ

STO นั้นถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทรงพลังของ private equity และการระดมทุนโดยบริษัทด้าน venture capital “จากทั่วโลก” ซึ่งมันทรงพลังถึงขั้นที่ Polymath นั้นประมาณการณ์เอาไว้ว่ามันจะเติบโตถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ในอีกสองปี

แล้วมันต่างจาก ICO ที่เรารู้จักกันดีอย่างไรล่ะ? อย่างแรกเลยคือ ICO นั้นถูกเปิดขายโดยบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนจากมวลมหาชน i99bet ซึ่งผู้ที่ซื้อไปนั้นสามารถนำไปแลกเป็นสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ อย่างเช่น Bitcoin หรือ ETH ได้ (ก่อนที่จะนำไปแลกคืนเป็นเงินสดได้) ซึ่งหากดู ๆ แล้วมันก็คงจะเหมือนการที่คุณซื้อหุ้นของบริษัทนั้น ๆ แต่ทว่า…

คุณไม่ได้ซื้อหุ้นเลย

โดยปกติแล้ว ในทางกฎหมายนั้นถ้าหากว่าคุณซื้อหุ้นจากบริษัทแห่งหนึ่งไว้คุณจะได้สิทธิและพันธะในการเป็นผู้ถือหุ้น ยกตัวอย่างเช่นการออกเสียงในกลุ่มผู้ถือหุ้น และรวมถึงเงินปันผลอีกด้วย แต่เมื่อคุณซื้อเหรียญโทเค็นที่เป็น ICO คุณจะไม่ได้สิทธินั้น ๆ เลย แต่ทว่าในเหรียญ STO นั้น จะให้คุณได้ในทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น บวกกับความคล่องตัวของความเป็น Token ที่รันอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ของมัน

STO คืออะไร
ในการเข้าร่วมซื้อ Security Token Offering นั้นก็ไม่ต่างจากการเข้าซื้อ ICO เท่าไรนัก กล่าวคือคุณสามารถซื้อเหรียญ token ในช่วงที่มีการเปิดขาย และหลังจากนั้นคุณก็สามารถนำมันไปเทรดหรือถือไว้ได้ต่อ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ securities token นั้นถือเป็นหลักทรัพย์ด้านการเงินจริง ๆ ดังนั้นเหรียญของคุณจึงถูกหนุนหลังไว้ด้วยสิ่งที่ถูกจับต้องได้เช่น สินทรัพย์, ผลกำไร หรือผลประกอบการของบริษัทนั้น ๆ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ ควรออก STO หรือไม่
สำหรับบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนนั้น แม้ว่า ICO ในไทยเพิ่งจะได้รับการอนุมัติด้านกฎเกณฑ์จาก ก.ล.ต. แล้ว แต่การระดมทุนผ่านช่องทางดังกล่าวในปัจจุบันนั้นนับว่าไม่ง่ายเหมือนปีที่แล้ว ไม่ว่าจะทั้งในแง่กฎหมายและสภาพตลาดในตอนนี้ แต่สำหรับ STO ที่ถือเป็นของใหม่นั้น นาย Jaron Lukasiewicz หรือ CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท Influential Capital ได้ออกความเห็นว่าบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนผ่านช่องทางดังกล่าวควรที่จะคำนึงถึงปัจจัยหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

STO คืออะไร

บริษัทของคุณสามารถลงทุนใน STO ได้ก็ต่อเมื่อ:

ทำรายได้มากกว่า 329.7 ล้านบาทต่อปี
เป็นบริษัทที่มีอัตราเติบโตสูง
ประกอบธุรกิจทั่วโลก
ต้องการใช้ asset ที่สามารถส่งหากันได้
ให้ความสนใจในวิธีการระดมทุนที่สามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าของคุณได้
ต้องการให้สภาพคล่องที่สูงสำหรับผู้ถือหุ้น
ก่อนที่เราจะพูดถึงสาเหตุที่ทำไม STO ถึงจะมาเป็นสิ่งที่นิยมในหมู่นักลงทุนและบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนนั้น ลองมาสรุปกันอีกครั้งว่า STO คืออะไร และมันทำงานอย่างไร

หากจะให้สรุปง่าย ๆ นั้น Securities Token Offering ก็คือการเสนอขายหลักทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัลชนิดหนึ่งคล้ายกับ ICO ที่มีคุณสมบัติในการส่งให้ใครก็ได้ผ่านเทคโนโลยี Blockchain เพื่อระดมทุนหาเงินเข้าบริษัทจากมวลมหาชน ผู้ที่ซื้อนั้นสามารถนำไปเทรดซื้อขายเก็งกำไรได้ เพียงแต่ว่าผู้ที่ถือหลักทรัพย์ดิจิทัลอย่าง STO จะได้สิทธิในการเป็นผู้ร่วมถือหุ้นในบริษัทตามกฎหมายทุกอย่าง ซึ่งต่างจาก ICO ที่ผู้ถือเหรียญโทเค็นนั้นจะได้แต่ถือเหรียญอย่างเดียวเท่านั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…