ด้วยเหตุว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า

จีนเลื่อนการเปิดตัวเหรียญ​ Cryptocurrency ของตนเอง ด้วยเหตุว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า

ด้วยเหตุว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า

จากสถานะการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาอาจจะส่งผลให้รัฐบาลจีนเปิดตัวเงินหยวนดิจิทัล DC/EP ช้าลงกว่าเดิม

รายงานจาก globaltimes ได้เปิดเผยว่าเงินหยวนดิจิทัลจีนบางทีอาจถูกเลื่อนการเปิดตัวออกไปเนื่องจากว่าปัญหาของการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาที่ยังคงรุนแรงอยู่ขณะนี้ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้วางแผนเอาไว้ว่าจะเปิดตัว DC/EP มาในไตรมาสแรกของปีนี้

“การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้งานที่ค้างอยู่ต้องเลื่อนออกไปรวมถึงโปรเจ็ค DC/EP ด้วย” แหล่งที่มาให้ข้อมูลกับทาง globaltimes กล่าว

เหรียญ DC/EP ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเงินหยวนดิจิทัลของจีน ทุกๆ คนในประเทศจีนจะสามารถใช้งาน DC/EP รัฐบาลสามารถที่จะควบคุมด้านการเงินภายในประเทศได้ซึ่ง DC/EP นี้จะเอาเข้ามาแทนที่เงินกระดาษด้วยและนอกจากนี้ DC/EP ยังจะเอามาช่วยในเรื่องของการซื้อขายระหว่างประเทศด้วยทำให้จีนไม่ต้องพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐอีกต่อไป

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการเลื่อนเปิดตัวเหรียญ DC/EP ออกไปอีกซึ่งทีแรกคาดว่าจะเปิดตัวมาภายในไตรมาสแรกของปี แต่ทางรัฐบาลจีนก็ยังคงยืนกรานว่าจะเปิดตัว DC/EP มาภายในปีนี้

ด้านหัวหน้าสถาบันการวิจัยบล็อกเชนของมหาวิทยาลัย Tsinghua University ก็ได้กล่าวว่าด้วยว่าธนาคารกลางได้เตรียมการที่จะเปิดตัวเหรียญ DC/EP นี้นานมากๆ เตรียมทั้งทางด้านเทคนิคและทฤษฎีซึ่ง Roadmap ที่จะเปิดตัวนั้นก็ได้ถูกเผยแพร่ออกมาแล้วอีกด้วย

เมื่อเดือนที่แล้วก็มีรายงานจาก JRJ ว่ารัฐบาลจีนได้พัฒนา DC/EP เกือบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วซึ่งรายงานจากอีกแหล่งข่าวหนึ่ง Caijing ก็ได้เผยว่าจีนจะทดลองใช้เทคโนโลยีนี้ในเมืองเซินเจิ้น

ซีอีโอของบริษัท BankLedger ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดตัว DCEP ก็ได้กล่าวว่าในขณะเดียวกันแม้ไวรัสโคโนคานั้นจะทำให้เหรียญไม่สามารถเปิดตัวออกมาตามที่ตั้งใจไว้แต่มันก็ทำให้คนเริ่มเข้ามาสนใจ DCEP นี้มากขึ้นด้วยเช่นกัน…

พูดว่าเขาบางทีอาจสร้างเหรียญ

นักลงทุนในตำนาน Warren Buffet พูดว่าเขาบางทีอาจสร้างเหรียญ Cryptocurrency เป็นของตนเอง

พูดว่าเขาบางทีอาจสร้างเหรียญ Cryptocurrency เป็นของตนเอง

มหาเศรษฐีปู่ Warren Buffett ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับ CNBC ตระเตรียมสร้างเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีของตนเองแล้ว

อ้างอิงจากทวิตเตอร์ของ CNBC ได้ออกมาโพสต์การให้สัมภาษณ์กับ Warren Buffett ว่าอาจจะสร้างเหรียญคริปโตของตัวเองโดยจะมีเหรียญหมุนเวียน 21 ล้านเหรียญ

พูดว่าเขาบางทีอาจสร้างเหรียญ

เป็นที่น่าแปลกใจที่นาย Buffett ออกมาให้สัมภาษณ์เช่นนี้เพราะก่อนหน้านี้เขาค่อนข้างที่จะไม่ได้มองบวกกับเทคโนโลยี ซึ่งเขาก็ได้ออกมาเน้นย้ำว่าที่เขาเปลี่ยนใจเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพราะนาย Justin Sun หลังจากที่มีข่าวว่าเขาและนาย Sun จะไปร่วมรับประทานอาหารด้วยกันและอันที่จริงเขายังไม่ได้ถือ Bitcoin เลยด้วยซ้ำ (ทั้งที่นาย Justin Sun บอกว่าได้มีการให้ Bitcoin กับนาย Buffett) จากบทสัมภาษณ์เขาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนใจเรื่อง Bitcoin และไม่ได้คิดว่าจะลงทุนกับมัน

ก่อนหน้านี้คนสนิท Warren Buffett เปิดตัวเว็บเทรด Bitcoin ใหม่ เล็งขึ้นที่หนึ่งในอินเดีย นาย Rahul Pagidipati เพื่อนของเขากำลังกู้ เว็บเทรด Bitcoin Zebpay กลับมาหลังจากที่กระดานเทรดดังกล่าวได้ปิดตัวลงในปี 2018 ซึ่ง Zebpay นั้นเป็นแพลตฟอร์มเว็บเทรด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย นาย Pagidipati ก็พยายามโน้มน้าวให้ Warren Buffett มาลงทุนกับ Bitcoin, Ethereum

ทวิตเตอร์ของนาย Pagidipati ก็ได้ออกมาโพสต์ว่าเขาจะโน้มน้าวให้ Warren Buffet ลองถือ Bitcoin, Ethereum ดู

“ในฐานะที่เป็นซีอีโอของ Zebpay ผมจะลองพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้เพื่อนที่แสนดี Warren Buffett ลองถือ Bitcoin และ Ethereum ดู เขาชอบลงทุนในหุ้นของ Apple หรือสายการบิน จนตอนนี้ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไปแล้ว”

นอกจากนี้นาย Yoni Assia หรือ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งแพลทฟอร์มเทรด Forex ชื่อดัง eToro ได้เข้าร่วมกินข้าวกับนาย Warren Buffett ด้วยและยังมีนาย Justin Sun ผู้ก่อตั้ง Tron ไปเข้าร่วมดินเนอร์ดังกล่าวด้วย

นาย Yoni ได้ออกมาเผยถึงเนื้อหาที่สำคัญหลังจากคุยกับปู่ Buffett ผ่านบล็อกของ dailyhodl เอาไว้คือ

“ดินเนอร์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่เปลี่ยนชีวิตผมเลย มันถือเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้พบกับหนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จมากที่สุด และก็ถือเป็นฮีโร่ส่วนตัวสำหรับผมด้วย ผมชื่นชมเขาอย่างห่าง ๆ มาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้ว นาย Warren นั้นเชื่อในธุรกิจที่สร้างมูลค่า ซึ่ง Bitcoin นั้นไม่มีตัวบ่งบอกเหล่านี้ ดังนั้นเขาจึงมองไม่เห็นมูลค่าใด ๆ ใน Bitcoin

อย่างไรก็ตามการที่ Warren Buffett ออกมาให้ข่าวว่าเขาอาจสร้างคริปโตของตัวเองนั้นก็ค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องน่าเซอร์ไพรส์มากๆ ทีเดียวเพราะอย่างที่เราทราบกันว่าเขาไม่ได้ปิดกันเทคโนโลยี Blockchain แต่เขาก็ยังตั้งแง่กับบรรดาคริปโตเคอร์เรนซีโดยเฉพาะ Bitcoin เนื่องจากมันยังไม่มีมูลค่าพื้นฐานใดๆ มาอ้างอิง

พูดว่าเขาบางทีอาจสร้างเหรียญ…

เศรษฐีกาตาร์ตระเตรียมฟ้อง

เศรษฐีกาตาร์ตระเตรียมฟ้อง Facebook หลังถูกนำรูปไปใช้แอบอ้างโครงการคดโกงคริปโตบน Platform

เศรษฐีกาตาร์ตระเตรียมฟ้อง Facebook 

เมื่อเร็วๆนี้นาย Wissam Al Mana ได้จัดการตามกฎหมายกับ Facebook หลังจากที่เขาเข้าไปมีความเกี่ยวข้องสำหรับในการคดโกงคริปโตเคอเรนซี่ของผู้คน

นาย Wissam Al Mana นักธุรกิจชาวกาตาร์ได้ดำเนินคดีฟ้องร้องกับ Facebook ในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากที่เขาล้มเหลวในการปราบปรามธุรกิจหลอกลวงคริปโตเคอเรนซี่ ซึ่งใช้ภาพถ่ายของเขาเพื่อเป็นจุดประสงค์หลักในการโฆษณา

ประวัติของนาย Wissam Al Mana
นาย Wissam Al Mana เป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตะวันออกกลาง เขามีสินทรัพย์อยู่ในการถือครองเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาจากผู้ก่อตั้งบริษัท Al Mana Group ในกาตาร์ ผู้เป็นพ่อของเขา

แม้ว่าเขาจะเป็นเคยเป็นอดีตสามีของดาราสุดป๊อปอย่างนาง Janet Jackson แต่ถึงกระนั้นนาย Al Mana กลับมีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างลึกลับ ซึ่งนักธุรกิจหนุ่มคนนี้ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อใด ๆ และไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัว

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาตกเป็นเหยื่อของเหล่านักต้มตุ๋นคริปโตเคอเรนซี่ เนื่องจากเขาไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่บ่งบอกว่าเขาคือผู้ใช้ Facebook หรือ Twitter ตัวจริงที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับธุรกิจใด ๆ ของการหลอกหลวงคริปโตเคอเรนซี่

การฟ้องร้องคดีกับ Facebook
นาย Al Mana ไม่ใช่มหาเศรษฐีคนแรกที่ได้นำ Facebook ขึ้นไปฟ้องร้องต่อศาลสำหรับคดีการโฆษณาธุรกิจคริปโตเคอเรนซี่ที่หลอกหลวง โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่านาย John de Mol เจ้าพ่อสื่อทีวีชาวดัตช์สามารถเอาชนะคดีกับ facebook และทำให้บริษัทได้รับเงินไปกว่า 600 ล้านดอลลาร์

อีกทั้งยังมีนาย Martin Lewis แห่ง MoneySavingExpert.com ที่เคยได้ปะทะกับ Facebook ด้วยเช่นกัน หลังจากที่ชื่อของเขาถูกนำไปใช้โดยเหล่านักต้มตุ๋นในโพสต์ของสื่อโซเซียลมีเดีย…

แบงค์ระดับโลก

แบงค์ระดับโลก J.P. Morgan เปิดเผย ยุคแห่งเงินดิจิทัลนั้นได้มาถึงแล้ว

แบงค์ระดับโลก

JP Morgan เป็นหนึ่งในธนาคารเพื่อการลงทุนที่ได้รับการยินยอมรับเยอะที่สุดในโลก ซึ่งล่าสุดพวกเขาได้มีการเผยแพร่รายงานที่ยันยืนแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงของสกุลเงินดิจิทัลกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ การเปิดตัวของเหรียญ JPM Coin ได้เกิดขึ้นท่ามกลางความประหลาดใจของชุมชนคริปโต เพราะว่ากรรมการผู้จัดการของบริษัทเอาแต่ได้มีการกล่าวถึง Bitcoin ในด้านลบอยู่เป็นประจำ แต่ว่าอย่างไรก็ดีดูราวกับว่า JP Morgan จะทิ้งแนวความคิดเดิมๆไปบ้างแล้วในขณะนี้ อ้างอิงรายงานจาก Bloomberg ที่เผยแพร่ช่วงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2020

Blockchain และสกุลเงินดิจิทัล
รายงานใหม่ของ JP Morgan ได้มีการพูดถึงเทคโนโลยี blockchain และ สกุลเงินดิจิทัล ซึ่งสิ่งนี่น่าจะทำให้เกิดแรงกระตุ้นที่ดีภายในชุมชนคริปโต เนื่องจากทาง JP Morgan ได้สนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและสกุลเงินดิจิทัลที่มีการควบคุม แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็แนะนับให้ผู้ใช้อยู่ห่างจาก Bitcoin และคริปโตเคอเรนซี่ตัวอื่น ๆ

ตามรายงานระบุว่า บริษัทเชื่อว่าปี 2020 จะเป็นปีที่สำคัญสำหรับสกุลเงินดิจิทัลโดยรวม แต่อย่างไรก็ตามความล้มเหลวอื่น ๆ ในปี 2019 อย่างเช่นโปรเจค Libra ของ Facebook ก็ต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน ปัจจุบันหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต่างก็ยังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับเทคโนโลยี blockchain และสกุลเงินดิจิทัล แต่อย่างน้อยพวกเขาได้หันมาสนใจพวกมันบ้างแล้วในปีนี้

ในช่วงเวลาที่ธนาคารระมัดระวังและพิจารณาสกุลเงินดิจิทัลอย่างรอบคอบ พวกเขาก็ได้เปิดตัวเหรียญคริปโตของตัวเองที่มีเงินดอลลาร์มาค้ำเพื่อการชำระที่ง่ายขึ้นสำหรับธนาคาร , ลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของพวกเขา Quorum นอกจากนี้แล้ว JP Morgan ยังได้เปิด Blockchain ตัวใหม่พวกเขาอีกด้วย ในชื่อ Kadena

นอกจากนี้บริษัทยังเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมการเงินและเป็นผู้นำสำหรับธนาคารอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมนำเทคโนโลยี blockchain มาใช้ รวมถึงการวิจัยสกุลเงินดิจิทัลอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้ทาง JP Morgan ได้ประกาศว่าพวกเขากำลังจะเปิดตัวเครือข่าย Blockchain ในญี่ปุ่นช่วงต้นปี 2020 นี้ ซึ่งออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้กันภายในธนาคารในชื่อว่า “Quorum” ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายข้อมูลใช้กันระหว่างธนาคาร (IIN) ที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการประมวลผลธุรกรรม รวมทั้งการแก้ปัญหาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคารได้อีกด้วย…

จะกลับมาเป็นขาขึ้นมากอีกครั้ง

เหตุผลที่ราคา Bitcoin จะกลับมาเป็นขาขึ้นมากอีกครั้ง หลังราคาร่วงต่ำกว่า $10,000

จะกลับมาเป็นขาขึ้นมากอีกครั้ง

ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ราคาของ Bitcoin ( BTC ) ได้แตะหล่นระดับที่ $ 9,260 แล้วก็ระดับ $9,350 บนเว็ปเทรด BitMEX นักวิเคราะห์บอกว่าการตกลดน้อยลงของราคาทั้งคู่คราวนี้ เกิดขึ้นเนื่องด้วยการเติมสภาพคล่องไปสู่ตลาด ซึ่งมีลัษณะทิศทางที่จะรักษาองค์ประกอบของช่วงขาขึ้นเอาไว้

Bitcoin จะกลับมาเป็นขาขึ้นมากอีกครั้ง หลังราคาร่วงต่ำกว่า $10,000

นักวิเคราะห์ด้านเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคริปโตได้ชี้ให้เห็นถึงจุดตัด Golden Cross บนกราฟ Bitcoin ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งรายสัปดาห์ที่ระดับ $ 9,500 โดยการเติมสภาพคล่อง , Bitcoin Halving , กิจกรรมบนเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยหลักทั้ง 5 ประการที่จะมาสนับสนุนการพุ่งขึ้นของราคา Bitcoin ในช่วงหลายเดือนข้างหน้านี้

1. Golden Cross
ก่อนหน้านี้ทางสยามบล็อกเชนได้มีการรายงานไปแล้วว่า สัญญาณด้านบวกของกราฟ Bit coin นั้นได้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งมันก็คือ Golden Cross ที่หลาย ๆ คนกำลังเฝ้ารอจับตาดูอยู่ โดยมันได้เกิดขึ้นหลังจากที่ราคาของ Bitcoin นั้นได้ร่วงลงจากระดับราคา 10,500 ดอลลาร์ ลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 9,800 ดอลลาร์ โดยก่อนหน้านี้เหตุการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และหลังจากนั้นราคาของ BTC ก็ได้ทะยานขึ้นอย่างรุนแรง

หากให้อธิบายง่าย ๆ Golden Cross คือสัญญาณด้านบวกที่ปรากฎบนกราฟระดับ 1D ของ Bitcoin ที่เส้น MA 50 วันวิ่งตัดขึ้นกับเส้น MA 200 วัน โดยก่อนหน้านี้มันเคยเกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว ซึ่งนั้นก็คือวันที่ 22 เมษายนปี 2019 ที่ผ่านมา

จะกลับมาเป็นขาขึ้นมากอีกครั้ง

ตามที่เห็นบนกราฟด้านบนนั้น ภายหลังจากที่ Golden Cross เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ราคานั้นได้พุ่งขึ้นไปแตะ 14,000 ดอลลาร์ในอีกสองเดือนให้หลัง ซึ่งเฉลี่ยแล้วก็คือประมาณ 60 วันหลังจากนั้น ซึ่งราคานั้นได้เพิ่มขึ้ถึง 165% เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงแค่การวิเคราะห์ราคาเชิงเทคนิคเป็นสัญญาณเดียวเท่านั้น ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ดังนั้นเราก็ควรจะดูสัญญาณเชิงเทคนิคอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

2. แนวรับรายที่แข็งแกร่งที่ระดับ $ 9,688
เมื่อเร็ว ๆ นี้นักวิเคราะห์ราคาด้านเทคนิคชื่อดัง @CryptoCred ที่มีผู้ติดตามบนทวีตเตอร์กว่า 149,000 คน ได้ออกมากล่าวว่า :

“หากราคาสามารถเบรคทะลุผ่านระดับราคาที่ $ 9800 – $ 9900 ไปได้ ผมคาดหวังว่าผู้ขายที่มีนิสัยก้าวร้าวก็จะเริ่มอ้วกและราคาก็จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณเริ่มต้นของช่วงขาขึ้นรายสัปดาห์”

จะกลับมาเป็นขาขึ้นมากอีกครั้ง

เช่นเดียวกันนาย @Josh_Rager นักเทรดคริปโตที่เรารู้จักกันดีที่ได้มีการทวีตในช่วงเมื่อวานนี้ว่า

“หากราคาสามารถเบรคทะลุขึ้นไปและยืนเหนือระดับ $ 9800 บนกรอบ time frame ที่สูงขึ้นได้ ผมจะเปลี่ยนกลับมา Bullish ในระยะสั้นอีกครั้ง แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้นเจ้ามือก็จะเล่นกับอารมณ์ของคุณไปเรื่อย ๆ”

จะกลับมาเป็นขาขึ้นมากอีกครั้ง

3. Bitcoin Halving
การ Halving นั้นเป็นระบบการปรับลดการออกเหรียญภายในระบบเครือข่าย Blockchain ของ Bitcoin ลงครึ่งหนึ่งตามแผนการรักษาปริมาณเหรียญโดยรวมซึ่งมีจำนวนจำกัดตามที่ผู้สร้างเหรียญอย่าง Satoshi Nakamoto ได้วางโปรแกรมไว้ตั้งแต่แรกนั่นเอง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนั้นได้ส่งผลต่อระดับราคาของเหรียญอย่างที่เคยได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วในการ Halving ครั้งแรกและครั้งที่สองนั่นเอง

ในทุก ๆ 10 นาที จะมี Block ของ Bitcoin ถูกขุด
ในทุก ๆ Block จะมีรางวัลเป็น Bitcoin ให้นักขุด ซึ่งเมื่อการ Halving เกิดขึ้น จำนวนรางวัลที่นักขุดได้นั้นจะลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มี Bitcoin ถูกสร้างเข้าไปในระบบน้อยลง
การ Halving นั้นถูกออกแบบมาให้เกิดขึ้นทุก ๆ 210,000 Blocks หรือคิดเป็นเวลาประมาณ 4 ปี โดยมันจะเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่า Bitcoin จะถูกขุดหมดที่ 21 ล้าน BTC
โดยอ้างอิงจากการ Halving ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2010 ราคา Bitcoin ได้มีการขึ้นจาก 2.01 ดอลลาร์ไปจนถึงจุดสูงสุด 270.94 ดอลลาร์ มากถึง 13,000 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ในครั้งที่ 2 ที่เกิดการ Halving กรกฎาคม 2016 เราจะเห็นได้ว่าราคา Bitcoin ได้พุ่งขึ้นอีกครั้งจากระดับ 164.01 ดอลลาร์ไปจนถึงจุดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 20,074 ดอลลาร์หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นมาถึง 12,000 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นเมื่อคำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงอดีตที่ผ่านมา สิ่งทำนองเดียวกันนี้ก็อาจจะเกิดการ Halving ครั้งที่ 3 ในเดือนพฤษภาคม 2020 อีกครั้ง ซึ่งเราก็พอจะคาดเดาได้ว่า Bitcoin นั้นอาจจะมีมูลค่าพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 400,000 ดอลลาร์เลยเป็นได้

4. การเติมสภาพคล่องของ Bitcoin
นาย Nik Yaremchuk นักวิเคราะห์ออนไลน์ของ Adaptive Fund ได้กล่าวว่าราคาของ Bitcoin อาจร่วงลดลงถึงระดับต่ำสุดที่ 9,300 ดอลลาร์เพื่อเติมสภาพคล่อง ในช่วงเวลานั้นราคา Bitcoin ได้อยู่ที่ประมาณ $ 10,300 :

“เราพบกับจุดการปรับฐานราคาเล็ก ๆ ตาม Volume Heatmap ตอนนี้เราติดอยู่ในลูปของสถานที่ที่มีวอลุ่มเป็นจำนวนมาก ดังนั้นผมคาดว่าราคาจะมีการปรับฐานลงไปอยู่ที่ $ 9,500 – $ 9,300 ซึ่งแถว ๆ นั้นมันมีแนวรับสนับสนุนที่ดีกว่า”

จะกลับมาเป็นขาขึ้นมากอีกครั้ง

5. กิจกรรมบนเครือข่าย
อ้างอิงจากคำพูดของนาย Willy Woo ซึ่งเป็นหุ้นส่วนทั่วไปของ Adaptive Fund ที่ชี้ให้เห็นว่าการเบรคทะลุราคาเหนือระดับ 10,000 ดอลลาร์นั้นเป็น “ของจริง” เพราะมันได้รับการยืนยันด้วยกิจกรรมของนักลงทุนบนเครือข่าย

จะกลับมาเป็นขาขึ้นมากอีกครั้ง

เช่นเดียวกันนาย Brian Kelly ของ CNBC และนาย Thomas Lee ผู้ก่อตั้ง Fundstrat ที่ได้ใช้ปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ ในการวิเคราะห์ราคา Bitcoin ของพวกเขา เช่น การเพิ่มขึ้นของกระเป๋าเงินและการใช้งานบล็อกเชน รวมถึงกิจกรรมของนักลงทุนบนเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นทำให้นักวิเคราะห์ชื่อดังอย่างนาย Willy Woo เชื่อว่าที่ระดับ $ 10,000 นั้นไม่ใช่จุดสูงสุดของราคา Bitcoin

ได้ถูกต้องแม่นยำเปิดเผย

นักวิเคราะห์ทำนายการหล่นของราคา Bitcoin ได้ถูกต้องแม่นยำเปิดเผย Ethereum กำลังดูเหมือนจะพุ่งแต่ว่าของ XRP เตรียมหล่น

ได้ถูกต้องแม่นยำเปิดเผย Ethereum

นาย Peter Brandt นั้นเป็นที่รู้จักจากการคาดการณ์ครั้งสำคัญของเขาถึงการหล่นของราคา Bitcoin หลังจากขาขึ้นครั้งใหญ่ในปี 2017 ซึ่งล่าสุดในช่วงวันที่ผ่านมานี้ตัวเขาได้ทำการโพสผ่านบัญชีทวิตเตอร์ของเขาอีกทีถึงการวิเคราะห์แบบการเปลี่ยนแปลงในตลาดของเหรียญซึ่งสำคัญไม่แพ้ Bitcoin อย่าง Ethereum แล้วก็ XRP

ได้ถูกต้องแม่นยำเปิดเผย

สำหรับ Ethereum นั้นตัวเขายังคงมั่นใจถึงการเติบโตของตลาดที่จะยังอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อไปอีก แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์การปรับตัวลงของตลาดเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งรูปแบบของกราฟ Ethereum นั้นยังไม่ปรากฎสัญญาณที่น่ากังวลใจมากเท่ากับที่เกิดขึ้นกับเหรียญ XRP

กราฟรายวันซึ่งตัวเขาได้แนบมาในโพสดังกล่าวนั้นได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบสำคัญของการเปลี่ยนแปลงช่วงราคาของเหรียญ XRP โดยได้ปรากฎรูปแบบกราฟแท่งเทียนแบบหัว-ไหล่ หรือ Head-and-Shoulder pattern ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบท่ีพบเห็นได้ยากและมีนัยะสำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงราคาในช่วงต่อไป

รูปแบบกราฟแท่งเทียนดังกล่าวนั้นเป็นสัญญาณถึงการกลับตัวของตลาด ซึ่งไม่เพียงแต่กลับตัวเพียงแค่ราคาเท่านั้น แต่หมายถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตลาดนั้นเปลี่ยนไปสู่ขาลงอีกด้วย

ได้ถูกต้องแม่นยำเปิดเผย

เราจะแน่ใจว่ากราฟดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นแล้วแน่นอนก็ต่อเมื่อปรากฎกราฟแท่งเทียนแตะจุดสูงสุดในช่วงกลางและลดลงมาเท่ากับหรือน้อยกว่าฐานของช่วงราคาก่อนหน้า และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเริ่มขึ้นเมื่อราคาร่วงทะลุแนวรับแล้วนั่นเอง

ดังนั้นแล้วหากราคาของเหรียญ XRP นั้นปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับเส้นแนวรับตามรูปแบบของกราฟแบบหัว-ไหล่แล้ว เราอาจจะต้องเตรียมรับมือกับการปรับตัวลงของราคาอย่างมากลงไปสู่ระดับที่ 0.2071 ดอลลาร์ต่อไป ซึ่งตัวนาย Peter Brandt ได้กล่าวไว้ในโพสจของเขาว่าการวิเคระาห์นี้ไม่ใช่การคาดการณ์แต่เป็นการกล่าวถึงความเป็นไปได้จากการวิเคราะห์นั่นเอง…

เล็งให้คนทั่วทั้งโลกใช้บัตร

เว็บไซต์เทรด Bitcoin อันดับที่หนึ่งสหรัฐอเมริกา Coinbase ประกาศจับมือ Visa เล็งให้คนทั่วทั้งโลกใช้บัตร Debit คริปโตได้

Visa เล็งให้คนทั่วทั้งโลกใช้บัตร Debit คริปโตได้

เมื่อเร็วๆนี้ทาง Coinbase ประกาศว่าในตอนนี้พวกเขาเป็นสมาชิกหลักของ Visa แล้ว ซึ่ง Coinbase นับได้ว่าเป็นบริษัทคริปโตรายแรกที่ได้รับการตอบกลับในฐานะสมาชิกของ Visa การร่วมมือกันในคราวนี้จะช่วยทำให้ทาง Coinbase สามารถเสนอบริการเสริมเติมให้แก่ลูกค้าของ Coinbase Card รวมทั้งการแพร่กระจายการให้บริการไปยังหลายๆประเทศ

อ้างอิงจากบล็อกโพสต์ของ Coinbase ที่ได้มีการเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ 19 ก.พ.ว่า “พวกเราได้กลายเป็นสมาชิกหลักของ Visa เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเป็นสมาชิกในครั้งนี้จะช่วยให้เราสามารถนำเสนอคุณสมบัติเพิ่มเติมสำหรับลูกค้า Coinbase Card เพื่อรองรับตลาดให้เพิ่มมากขึ้น องค์ประกอบทั้งหมดนี้จะเข้ามาช่วยในเรื่องการพัฒนาและเสริมสร้างประสบการณ์การชำระเงินด้วย cryptocurrency”

บัตรเดบิตคริปโต Coinbase Card
เว็บเทรด Coinbase ได้เปิดตัวบัตรเดบิตคริปโต Visa ครั้งแรกไปเมื่อเดือนเมษายน 2019 แต่เฉพาะผู้ใช้งานที่อยู่ในสหรัฐ ฯ เท่านั้นถึงจะสามารถเปิดใช้งานได้

บัตรดังกล่าวจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้จ่ายเหรียญคริปโตของพวกเขาในบัญชี Coinbase ผ่านบัตรเดบิตคริปโตที่ว่านี้ ราวกับใช้จ่ายเงินในบัญชีธนาคาร โดยในขณะนั้นทาง Coinbase ได้มีการประกาศว่า

“นี่เป็นบัตรเดบิตตัวแรกของเราที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเว็บเทรดของเรา ทำให้ผู้คนสามารถใช้จ่ายเหรียญคริปโตของพวกเขาจากบัญชีของ Coinbase ได้โดยตรง”

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทาง Coinbase ก็ได้มีการเพิ่ม cryptocurrencies อีกหลายรายการ รวมถึง XRP, BTC และ LTC ลงในบัตร นอกจากนี้ Coinbase ยังได้ขยายขอบเขตการให้บริการที่ครอบคลุมถึงพื้นที่ยุโรปส่วนใหญ่เพิ่มเติมอีกกว่า 29 ประเทศในปัจจุบัน

Coinbase อ้างว่าการเป็นบริษัทคริปโตรายแรกในสมาชิกหลักของ Visa นั้นหมายความว่า พวกเขาเป็นสมาชิกคนแรกที่มุ่งเน้นในด้าน cryptocurrency ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากบริษัทด้านคริปโตรายอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม Coinbase ไม่ใช่บริษัทเพียงรายเดียวที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับบัตรเดบิตคริปโต โดยบริษัทอื่น ๆ อาทิเช่น Crypto.com , BitPay, Wirex, TenX และ 2gether ก็ได้มีการยื่นเสนอ Visa เพื่อออกบัตรเดบิตคริปโตด้วยเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกัน Bitwala และ Nexo ได้เลือกที่จะจับมือกับ Mastercard ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของ Visa และยังมีบริษัทอีกนับไม่ถ้วนที่ได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับบัตรเดบิตคริปโต

แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าตอนนี้ทาง Coinbase จะมีข้อได้เปรียบในเรื่องของการแข่งขัน เนื่องจากเว็ปเทรด Coinbase ได้รับความนิยมจากผู้คนในชุมชนคริปโตอย่างมาก ซึ่งนั้นทำให้ผู้คนไว้วางใจและเลือกที่จะหันมาใช้บริการบัตรเดบิตคริปโตของพวกเขามากกว่าเจ้าอื่น ๆ

Visa เล็งให้คนทั่วทั้งโลกใช้บัตร Debit คริปโตได้…

หลังตกอย่างหนักก่อนหน้าที่ผ่านมา

ราคา Bitcoin กลับมาพุ่งทะลุ 10,100 ดอลลาร์อีกครั้ง หลังตกอย่างหนักก่อนหน้าที่ผ่านมา

หลังตกอย่างหนักก่อนหน้าที่ผ่านมา

ราคาของเหรียญ Bitcoin (BTC) นั้นได้กลับมาผันผวนโดยพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงอีกรอบหนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาหล่นลงไปต่ำกว่าระดับ 10,000 ดอลลาร์ แต่ว่าก็กลับขึ้นมาในระดับดังกล่าวอีกรอบ

กราฟจาก Bitfinex บน TradingView เผยให้เห็นถึงราคาของ Bitcoin ที่พุ่งไปแตะ 10,288 ดอลลาร์เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคานั้นได้ร่วงลงไปแตะ 9,467 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเด้งขึ้นอย่างรุนแรง และกลับเข้ามาในระดับตัวเลข 5 หลักอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ราคายังไม่สามารถที่จะทะลุแนวต้าน high เดิมที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ไว้ได้ ซึ่งก็คือที่ 10,500 ดอลลาร์ โดยหลังจากที่พุ่งขึ้นมาแล้วนั้น ดูเหมือนว่าตลาดจะต้องเจอแนวขายที่แข็งแกร่งที่มากดราคาในระดับที่ 10,288 ดอลลาร์ไว้ ซึ่งเราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ามันจะสามารถทำลายแนวต้านดังกล่าวในอนาคตได้หรือไม่

ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปเมื่อวานนี้ว่านักวิเคราะห์รายหนึ่งนั้นได้ออกมาเผยว่าเส้น MA 50 วัน กับเส้น MA 200 วันนั้นได้ขึ้นกลับมาตัดกันอีกครั้ง ซึ่งส่งสัญญาณที่เรียกว่า Golden Cross หรือสัญญาณขาขึ้นด้านบวกที่ก่อนหน้านี้เคยเกิดขึ้นไปแล้วเมื่อช่วงเดือนเมษายนปี 2019 โดยภายหลังจากนั้นราคาก็ได้พุ่งไปที่ 14,000 ดอลลาร์ในอีกสองเดือนถัดไป

ทว่าสำหรับครั้งนี้ Golden Cross ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว และเราก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าประวัติศาสตร์นั้นจะซ้ำรอยเหมือนกับของปีที่แล้วหรือไม่ แต่ที่เราทราบดีก็คือการ halving ที่กำลังจะมาถึงนั้นเกิดขึ้นที่ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้พอดี

โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ ราคาของ Bitcoin นั้นอยู่ที่ 10,161 ดอลลาร์ โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาอยู่ที่ 4.60% จากในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา…

ประกาศเตือนถูกชักชวนลงทุนเหรียญ

ประกาศเตือนถูกชักชวนลงทุนเหรียญ Cryptocurreny 7 เหรียญ “ อาจสร้างความเสียหายต่อประชาชน ”

ประกาศเตือนถูกชักชวนลงทุนเหรียญ Cryptocurreny

ประกาศล่าสุดจากทางสำนักงาน ก.ล.ต. เตือนนักลงทุนไม่ให้หลงเชื่อกลุ่มโปรเจ็คทั้ง 7 รายการที่หลอกลวงนักลงทุนให้เข้าไปลงทุน โดยกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล

อ้างอิงจากประกาศสำนักงาน ก.ล.ต. ได้รับแจ้งเบาะแสและตรวจพบว่ามีการชักชวนผ่านทางสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ Facebook และ YouTube ให้ลงทุนในคริปโตแต่โปรเจ็คเหล่านี้ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลแต่อย่างใด ซึ่งโปรเจ็คดังกล่าวคือ

(1) REALASSET (RACOIN)

(2) CTE Token โดย บริษัท ซีที ออนไลน์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด

(3) CXA โดย บริษัท คริปโตเวชั่น จำกัด

(4) EXW โดย EXW GLOBAL AG หรือ VIVAEXCHANGE OÜ

(5) AEC point, AECrichs, AEC saving, Bit Wazario (BWO) และ Bit Wazario Cash (BWC) โดย บริษัท วาซาริโอ้ เออีซีแอสเสท จำกัด

(6) Free Promotional Token (FPT) และ Orientum Plus (ORTP) โดย Cloud Horizon Limited

(7) Xenium (XENM) โดย Veritas Mining Company

หากมีผู้ใดได้รับคำชักชวนให้ไปลงทุนโปรเจ็คดังกล่าวข้างต้นขอให้อย่าหลงเชื่อ ไม่ได้อยู่ในรายชื่อสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต หรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และอาจสร้างความเสียหายได้ หากนักลงทุนต้องการตรวจสอบโปรเจ็คโทเค็นว่าได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่สามารถเข้าไปดูได้ที่แอปพลิเคชั่น “SEC Check First”

โปรเจ็คคริปโตเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในสังคมและมีการหลอกลวงสร้างความเสียหายเกิดขึ้นมากมาย อย่างกรณีล่าสุดก็คือเว็บกระดานเทรด Bitcoin Fcoin ก็ได้ปิดตัวลงและไม่สามารถจ่าย Bitcoin ประมาณ 13,000 BTC (ประมาณ 3,900 ล้านบาท) คืนให้กับผู้ใช้งานทั้งหมดได้ดังนั้นแล้วจึงสำคัญมากๆ ที่นักลงทุนจะต้องทำการตรวจสอบโปรเจ็คก่อนการลงทุน

ประกาศเตือนถูกชักชวนลงทุนเหรียญ Cryptocurreny 7 เหรียญ…

ระยะยาวที่บรรลุเป้าหมายจะต้องมี

สิ่งที่นักถือ Bitcoin ระยะยาวที่บรรลุเป้าหมายจะต้องมี

ระยะยาวที่บรรลุเป้าหมายจะต้องมี

บล็อกเกอร์ด้าน Bitcoin ชื่อดัง Sylvain Saurel ได้ออกมาโพสต์บน medium เอ๋ยถึง 3 คุณลักษณะที่จะควรจะมีสำหรับคนที่ต้องการจะถือ Bitcoin ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากๆเมื่อจะลงทุนกับมัน

ลำดับแรกเขาโพสต์ว่าจำเป็นต้องรู้เรื่องเทคโนโลยีซะก่อนเพราะเหตุว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนจะสลับซับซ้อนซึ่งถ้าไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีมันจะมีผลให้กำเนิดการเสี่ยงหลายๆอย่าง เป็นต้นว่า ไม่สามารถที่จะเข้าวอลเล็ทของตัวเองได้ การตั้งค่าวอลเล็ทหรือแนวทางการทำธุรกรรมส่งเงินก็จึงควรทราบว่ามันดำเนินงานเช่นไรมิเช่นนั้นก็จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ได้

ก่อนที่จะลงทุนใน Bitcoin ควรที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีบล็อกเชนเสียก่อน ทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของ Bitcoin ในปีที่ผ่านๆ มา หาข้อมูลเกี่ยวกับเว็บเทรด วอลเล็ทหรือวิธีการเก็บเหรียญไว้อย่างปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ใช้งานที่ไม่ทำการศึกษาเรื่องทางเทคนิคเหล่านี้ก็มักจะมีเหตุการณ์ เช่น ทำเหรียญหายเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ หรือแม้กระทั่งทำคีย์ของตัวเองหาย เพราะฉะนั้นหากไม่อยากให้เกิดความเสียหายเหล่านี้คุณก็ควรที่จะทำการศึกษาข้อมูลก่อนเป็นอันดับแรก

อันดับต่อมาคือตั้งข้อสงสัยและตื่นตัวอยู่เสมอ การลงทุนอะไรที่บอกว่าได้ค่าตอบแทนหรือผลกำไรสูงนี้เป็นสิ่งที่ควรจะระมัดระวังเพราะส่วนใหญ่การโฆษณาพวกนี้มักจะเป็นการหลอกลวงให้ลงทุน เพราะฉะนั้นการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเว็บเทรดและวอลเล็ทที่เราจะใช้จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

อีกทั้งยังจะต้องมีวิธีการลงทุนที่ดีด้วย หลีกเลี่ยงแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงสูงๆ เก็บคีย์ของตัวเองไว้ในที่ที่ปลอดภัย ค่อยๆ ซื้อเก็บสะสมคริปโตไปก็ถือเป็นอีกวิธีการที่ดีและทำผลกำไรได้มากทีเดียว

ข้อสุดท้ายคือต้องอัพเดทข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โลกของบล็อกเชนเป็นโลกที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี กฎหมายและสังคมเพราะฉะนั้นผู้ที่จะทำการถือเหรียญคริปโตจะต้องอัพเดทข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอไปจนกระทั่งถึงการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม อัพเดทวอลเล็ท ซึ่งต้องติดตามการอัพเดทนี้อยู่ตลอดเวลา

รวมถึงจะต้องรู้ด้วยว่าภาคกฎหมายเป็นอย่างไรบ้างเพราะว่ารัฐบาลเริ่มที่จะเข้ามาให้ความสนใจเกี่ยวกับสินทรัพย์บล็อกเชนมากขึ้น คริปโตบางประการจะต้องทำการรายงานด้านภาษีหรือบางรัฐบาลก็เริ่มที่จะรับรองเทคโนโลยี บล็อกเชน ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ที่จะลงทุนใน Bitcoin จะต้องรู้

ดังนั้นแล้วการที่จะลงทุนคริปโตได้อย่างปลอดภัยนักลงทุนจะต้องเข้าใจเทคโนโลยี หาข้อมูลเกี่ยวกับเว็บเทรดหรือวอลเล็ท หลีกเลี่ยงการลงทุนที่มีการโฆษณาว่าให้ผลตอบแทนสูงเพราะส่วนใหญ่แล้วพวกนี้จะเข้ามาหลอกนักลงทุนด้วยคำโฆษณาเหล่านั้นและมีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอๆ จะได้หลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวงที่เกิดขึ้นมากในโลกไซเบอร์…