นักวิเคราะห์

นักวิเคราะห์ คาดราคา XRP จะพุ่งทะลุ 0.50 ดอลลาร์ในไม่ช้า

นักวิเคราะห์ คาดราคา XRP จะพุ่งทะลุ 0.50 ดอลลาร์ในไม่ช้า

นักลงทุนใน XRP อย่าเพิ่งท้อเพราะตอนนี้ราคาเหรียญกำลังจะพุ่งสูงขึ้นแล้วเป้าหมายคือที่ระดับราคา 0.58 ดอลลาร์และจะเป็นไปได้หรือไม่นั้นก็ได้มีนักวิเคราะห์ออกมาให้ความเห็นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ตลาดคริปโตได้หยุดชะงักเล็กน้อยก่อนหน้านี้ทำให้ชุมชนคริปโตต่างก็ตั้งคำถามว่าราคามันจะพุ่งขึ้นหรือจะลดลงอีก โดยเฉพาะเหรียญ Altcoins ที่มีการขึ้นลงตามเหรียญ Bitcoin และ XRP ที่คาดเดาการเคลื่อนที่ของราคาได้ยากมาก

วิเคราะห์ราคาจากกราฟ

นักวิเคราะห์

เครื่องมือทางเทคนิคนำมาวิเคราะห์ราคา XRP จะเห็นว่ามันดีดตัวเล็กน้อยจากแนวรับซึ่งเราอาจเห็นราคามันสูงขึ้นไปอีกไปสู่แนวต้านที่ 0.46770 และถ้าหากว่ามันไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงราคา XRP อาจจะพุ่งขึ้นสู่ 0.46 ดอลลาร์และวิ่งผ่านแนวรับเหนือราคา 0.50 ดอลลาร์

เป้าหมายคือ 0.58 ดอลลาร์ภายใน 1 สัปดาห์

นักวิเคราะห์

หากดูจากกราฟข้างต้นจะเห็นว่าราคาของ XRP กำลังเกิดการ Golden Cross ซึ่งหมายความว่าราคา XRP จะพุ่งทะลุแนวต้านและไปแตะที่ราคา 0.58 – 0.60 ดอลลาร์ภายในหนึ่งสัปดาห์

ราคาวิ่งไปสู่ปลายยอดรูปสามเหลี่ยม

นักวิเคราะห์

ราคา XRP จากกราฟนี้ก็แสดงให้เห็นว่าราคามันกำลังพุ่งขึ้น เมื่อราคา XRP พุ่งแตะจุดสูงสุดในวันที่ 16 และต่อมาราคาก็วิ่งสร้างตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมซึ่งจะเกิดการ breakout เร็ว ๆ นี้

ราคาสร้างรูป ABCD

นักวิเคราะห์

นอกจากวิธีวิเคราะห์ราคา XRP ตามที่กล่าวไปข้างต้นแล้วยังมีนักวิเคราะห์อีกรายทำการวิเคราะห์ราคาจากรูป ABCD หาโอกาสที่เป็นไปได้ที่จะทำการขาย short ซึ่งราคาจะต้องสร้างรูปตัว D สมบูรณ์ก่อนถึงจะสร้างคำสั่งขายได้ เช่น ที่จุด -0.27 ฟีโบนัคชี ถ้าหากมันสร้างรูป ABCD สำเร็จ ราคา XRP จะพุ่งทะลุ 0.58 ดอลลาร์แน่นอน

บทสรุป
ไม่ว่าราคา XRP จะตกลงแค่ไหนแต่มันก็ดูเหมือนว่า XRP กำลังจะสร้างจุดสูงสุดใหม่เร็ว ๆ นี้ ซึ่งมันอาจจะทำให้ XRP พุ่งทะลุ 0.50 ดอลลาร์ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

Bitcoinไตรมาส

Bitcoinไตรมาส ที่สองของปี 2019 ได้หรือไม่

Bitcoinไตรมาส ที่สองของปี 2019 ได้หรือไม่

ราคาของ Bitcoin ได้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วง 30 วันที่ผ่านมา โดยได้เพิ่มขึ้นถึง 46% ซึ่งส่งผลทำให้ราคานั้นวิ่งแตะระดับ 7,804 ดอลลาร์เลยทีเดียว นอกจากนี้ BTC ยังสามารถพุ่งไปถึง 8,265 ดอลลาร์ได้ ก่อนที่จะชนกับเส้นแนวต้าน และก็ร่วงลงมาในภายหลัง

นอกจากนี้ Bitcoin ยังมีมูลค่าตลาดที่อยู่เหนือระดับ 1.38 แสนล้านดอลลาร์ไว้ได้ และยังมีการเพิ่มขึ้นของราคาที่สูง 112% หากนับจากในช่วงเวลา 90 วันที่ผ่านมา

ในครั้งนี้เราจะมาวิเคราะห์กันถึงโอกาสที่ราคาของ Bitcoin จะสามารถพุ่งไปถึงระดับ 10,000 ดอลลาร์ได้ ก่อนที่จะจบไตรมาสที่สองของปี 2019 ซึ่งตอนนี้เรามีเพียงแค่ 1 เดือนที่หลงเหลืออยู่ นั่นก็คือเดือนมิถุนายน และหากราคาของ BTC จะไปถึงจุดนั้นได้ มันจะต้องเพิ่มขึ้นให้ได้ถึง 27% จากระดับราคาในปัจจุบัน

หากพิจารณาดูแล้วจะพบว่าราคาของ Bitcoin นั้นได้เพิ่มขึ้นประมาณ 46% จากในช่วง 30 วันที่ผ่านมา และมันค่อนข้างที่จะมีแนวโน้มว่าราคาเหรียญดังกล่าวอาจเพิ่มไปแตะ 27% ในช่วงเวลาที่เหลือของไตรมาสที่สองนี้ แต่การที่มันจะเกิดขึ้นได้นั้น ราคาของ BTC จะต้องพุ่งขึ้นทะลุระดับแนวต้านสำคัญที่ 8,265 ดอลลาร์ และ 9,000 ดอลลาร์เสียก่อน

ลองดูกราฟ BTC/USD ด้านล่างจาก TradingView จะเห็นได้ว่ามีเส้นแนวต้านเป็นจำนวนมากที่ขวางราคาในการที่จะไปถึงระดับ 10,000 ดอลลาร์

ระยะกลาง กราฟรายวัน

เกิดอะไรขึ้น?
หากดูที่กราฟ BTC/USD ด้านบนนั้นเราจะได้เห็นว่าราคา Bitcoin ได้เพิ่มขึ้นมาอย่างมาก ตั้งแต่ตอนที่มันทะลุเส้น EMA 100 วันขึ้นมาในช่วงต้นเดือนเมษายน 2019 โดยภายหลังจากนั้นในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2019 ราคาของ Bitcoin ก็เริ่มพุ่งถึง 56% แตะแนวต้านที่จุดสูงสุดในรอบเดือนที่ 8,265 ดอลลาร์ ซึ่งอยู่ ณ จุด 1.618 Fibonacci Extension (เส้นสีม่วง) พอดี

ทว่าภายหลังจากที่ขึ้นมาถึงแนวต้านแล้ว กราฟ BTC/USD ก็ร่วงลงมาแตะแนวรับที่ระดับ 7,300 ดอลลาร์ และก็เด้งขึ้นไปใหม่ ทว่าอย่างไรก็ตามกราฟ BTC/USD นั้นก็ยังไม่สามารถทำจุดสูงสุดทะลุแนวต้านที่ 8,265 ดอลลาร์ได้

เทรนด์ในตอนนี้เป็นอย่างไร
เทรนด์ในระยะกลางยังคงดูเป็นขาขึ้นอยู่ หลังจากที่ราคานั้นได้เพิ่มขึ้นมาถึง 112% จากในช่วง 90 วันที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม เราจะต้องรอดูจนกว่าราคาของ BTC สามารถพุ่งทะลุระดับ 8,265 ดอลลาร์ได้ หากยังไม่ได้ เทรนด์ระยะสั้นก็ยังคงดูไม่หวือหวาอะไรมากนัก

มีแนวต้านที่ใดบ้าง
หากตลาดขาขึ้นสามารถผลักให้ราคาทำจุดสูงสุดกว่าของครั้งก่อนได้อีกครั้ง เราก็จะได้เห็นแนวต้านที่ระดับ 8,000 ดอลลาร์ และ 8,265 ดอลลาร์ โดยหากมันสามารถผลักให้ราคาพุ่งทะลุระดับแนวต้านนี้ได้ เราก็จะได้เห็นแนวต้านใหม่ที่ 8,490 และ 8,600 ดอลลาร์

หากว่ามีผู้ซื้อผลักให้ราคาพุ่งทะลุ 8,600 ดอลลาร์ได้อีก เราก็จะได้เห็นแนวต้านใหม่ที่ 8,888 และ 9,000 ดอลลาร์ และหากไปสูงกว่านั้น เราก็จะได้เห็นแนวต้านที่แข็งแกร่งที่จุด fibonacci ที่ 1.272 และ 1.414 (เส้นน้ำเงิน) ซึ่งอยู่ที่ระดับราคา 9,326 และ 9,810 ดอลลาร์

และหาก BTC สามารถทะลวงแนวต้านสุดท้ายที่ระดับราคา 9,810 ดอลลาร์ได้ เท่านี้เราก็จะได้เห็นระดับราคาที่ 10,000 ดอลลาร์แล้ว ซึ่งถือเป็นจุดตัวเลข 5 หลักที่หลาย ๆ คนรอคอยมานานนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 โดยหากสูงขึ้นไปกว่านั้นก็จะเป็นระดับ 10,505 ดอลลาร์ของเส้น 1.618 Fibonacci Extension (สีน้ำเงิน)

ถ้าหากว่ามีแรงขายมากกว่าล่ะ
ในมุมมองกลับกัน ถ้าหากว่ามีกลุ่มนักลงทุนสายหมี ที่รวมตัวกันเทขายเพื่อผลักดันให้ราคาร่วงต่ำลงไปอีกครั้ง เราจะได้เห็นแนวรับที่ระดับราคา 7,600, 7,383, และ 7,000 ดอลลาร์ และหลังจากระดับนี้ ก็ยังมีแนวรับที่ระดับ 6,790, 6,515, 6,290, และ 6,000 ดอลลาร์

ตัว Indicator ส่งสัญญาณอะไรบ้าง
เครื่องมือ Relative Strength Index (RSI) เผยให้เห็นว่าเส้นนั้นกำลังร่วงไปที่ระดับ 50 ซึ่งเผยให้เห็นว่าแรงซื้อของที่ผ่านมานั้นเริ่มจะหายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หากเส้น RSI ยังคงอยู่ที่ระดับ 50 ได้ ก็ถือเป็นการเผยให้เห็นว่าตลาดขาขึ้นยังคงแข็งแรงอยู่

นอกจากนี้ เส้น Stochastic RSI ยังได้ขึ้นไปอยู่ในโซน overbought หรือถูกซื้อมากจนเกินไปแล้ว ซึ่งคาดว่าราคาอาจมีการถูกผลักให้เพิ่มขึ้นอีกในเร็ว ๆ นี้

สรุป
ราคาของ Bitcoin อาจจะพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 10,000 ดอลลาร์ได้อย่างง่ายดายในช่วงปลายไตรมาสที่สองของปี 2019 นี้ แต่ก็จะต้องทะลุจุดแนวต้านที่สำคัญตรงระดับ 8,265 ให้ได้ก่อน โดยเครื่องมือ indicator เริ่มที่จะเผยแล้วว่าผู้ซื้อนั้นอาจจะพยายามผลักดันให้ราคาในตลาดสูงขึ้นไปอีก และอาจส่งผลทำให้มันขึ้นไปอยู่เหนือระดับ 8,265 ดอลลาร์ เพื่อไปต่อที่ 10,000 ดอลลาร์ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

Bitfinexเปิดขาย

Bitfinexเปิดขาย ให้เทรดเหรียญประจำเว็บ LEO ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้

Bitfinexเปิดขาย ให้เทรดเหรียญประจำเว็บ LEO ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้

เว็บกระดานซื้อขายเหรียญ cryptocurrency ที่เก่าแก่ที่สุด Bitfinex ออกมาประกาศว่าพวกเขาจะทำการลิสต์เหรียญโทเค็น LEO ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ อ้างอิงจากบล็อกของพวกเขา โดยก่อนหน้านี้ทาง Bitfinex ได้เข้าไปพัวพันกับคดีอื้อฉาวที่ถูกขุดขึ้นมาโดยอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ แต่ก็ยังสามารถขายเหรียญของตัวเองผ่านรอบ private sale ได้สำเร็จ

เม็ดเงินถึง 1 พันล้านดอลลาร์
นักลงทุนของ Bitfinex สามารถที่จะเทรดเหรียญ LEO ต่อสกุลเหรียญ Bitcoin, Ethereum, EOS, USDT และเงินดอลลาร์ นอกจากนี้รายงานยังเผยว่า

Bitfinexเปิดขาย ให้เทรดเหรียญประจำเว็บ LEO ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้

“เรายังคงรู้สึกดีกับการสนับสนุนของผู้ใช้งาน, บุคลากรและผู้รับผลประโยชน์ของเราและยินดีต้อนรับทุกคนสู่ยุคของ UNUS SED LEO”

ก่อนหน้านี้ทาง Bitfinex ได้รับเงินลงทุนถึง 1 พันล้านดอลลาร์ผ่านการขายเหรียญ USDT ผ่านรอบ private sale ของเหรียญโทเค็นของพวกเขา และพวกเขาก็ไม่ได้เปิดเผยว่าใครเป็นนักลงทุนที่เข้ามาซื้อเหรียญในรอบการลงทุนของพวกเขาบ้าง

ถูกอัยการสูงสุดกล่าวหา
ที่น่าสนใจคือทาง Bitfinex นั้นได้ออกมาประกาศขายเหรียญ LEO ผ่านการระดมทุนแบบ IEO ทันทีหลังจากที่พวกเขาถูกทางอัยการสูงสุดของสหรัฐฯค้นพบว่าทางบริษัทสูญเงินไปกว่า 850 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะนำเอาเหรียญ​ Tether หรือ USDT ที่เสกขึ้นมา โปะมันในภายหลัง

ชึ่งเป้าหมายหลักของการออกเหรียญ LEO ออกมานั้นก็เพื่อลบล้างความผิดพลาดของพวกเขาที่ทำเงินจำนวนดังกล่าวสูญหายไป และก็ต้องดูกันต่อไปว่าเหรียญดังกล่าวนั้นจะถูกนำไปใช้คืนทุนให้กับนักลงทุนที่เข้ามาลงได้ไหม และพวกเขาจะจบคดีนี้ลงอย่างสวยงามกับทางสำนักงานอัยการสูงสุดของนิวยอร์คได้หรือไม่

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

แอพเทรดBitcoin

แอพเทรดBitcoin ชื่อดัง Coinbase ขึ้นแท่นยอดนิยมบน iOS หลังจากราคาคริปโตพุ่งขึ้น

แอพเทรดBitcoin ชื่อดัง Coinbase ขึ้นแท่นยอดนิยมบน iOS หลังจากราคาคริปโตพุ่งขึ้น

ในช่วงนี้ดูเหมือนว่า Bitcoin และเหรียญ Altcoins กำลังขึ้นอย่างมาก จนทำให้แอป ฯ iOS ของ Coinbase ปรากฏอยู่บนลิสต์ที่ได้รับความนิยมมากสุดใน App Store

แอพเทรดBitcoin

เมื่อราคาเหรียญคริปโตพุ่งสูงขึ้นมันจึงไม่แปลกเลยที่นักลงทุนจากทั่วโลกจะจับตามองคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2017

ก็มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น และในปีถัดมา 2018 ที่เป็นช่วงตลาดหมีก็ทำให้หลายกิจการที่ทำเกี่ยวกับคริปโตหรือการขุดต้องปิดตัวลง

ทำให้นาย Erik Voorhees ประธานบริษัทของ ShapeShift ตั้งข้อสังเกตว่า Bitcoin และตลาดคริปโตมีความเคลื่อนไหวเป็นไปตามวงจรของมัน

ตลอดในช่วงนี้ตลาด Bitcoin และ Altcoins พุ่งสูงขึ้นมากเป็นการสร้างจุด High ใหม่ของปี ถึงขนาดที่นาย Tom Lee กล่าวว่าราคาของ Bitcoin

จะพุ่งไปแตะที่ 14,800 ดอลลาร์และได้กล่าวว่าตลาดคริปโตช่วงขาลงนั้นจบลงแล้วเลยทีเดียว

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

ปิดการเทรด

ปิดการเทรด และฝากเงิน คาดเสร็จภายใน 6-8 ชั่วโมง ราคา BNB พุ่ง

ปิดการเทรด และฝากเงิน คาดเสร็จภายใน 6-8 ชั่วโมง ราคา BNB พุ่ง

หลังจากที่เว็บกระดานซื้อขายอันดับหนึ่งของโลก Binance ถูกแฮ็ค ขโมย Bitcoin มูลค่ากว่า 1.3 ล้านบาทไป จนเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องประกาศสั่งห้ามไม่ให้นักลงทุนถอนเงินออกจากระบบ โดยอ้างว่าจะทำการตรวจสอบและแก้ไขระบบความปลอดภัย ล่าสุดนั้น พวกเขาได้เริ่มปิดระบบการเทรดและการฝากเงิน เพื่อทำการอัพเกรดระบบแล้ว

โดยอ้างอิงจาก blog ของทาง Binance ที่เผยแพร่ไปเมื่อช่วงเมื่อวานนี้ เผยว่าพวกเขาจะทำการปิดระบบการเทรดและฝากเงินในช่วงวันนี้ เวลา 10 โมงเช้าประเทศไทย โดยในระหว่างนั้นนักลงทุนจะไม่สามารถทำกิจกรรมการเทรดหรือฝากเงินใด ๆ ได้เลย และคาดว่าจะใช้เวลาในการอัพเกรดถึง 6-8 ชั่วโมง

รายงานยังกล่าวต่อว่า

“เมื่อการอัพเกรดนั้นเสร็จสมบูรณ์ ทางเราจะทำการประกาศเพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้งานด้วยหน้าต่างพิเศษ ที่ผู้ใช้งานจะสามารถยกเลิกคำสั่งซื้อขายภายในระยะเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเปิดให้เทรดต่อได้ โดยภายหลังจากที่อัพเกรดเสร็ตแล้ว ผู้ใช้งานจะสามารถฝาก, ถอน และใช้งานฟังค์ชันอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับบัญชีผู้ใช้งานได้”

ซึ่งนั่นหมายความว่าเราอาจจะสามารถถอนเหรียญออกมาจาก Binance ได้ในช่วงเวลาประมาณ 4-6 โมงเย็นของวันนี้ และอาจจะได้เห็นจำนวนการทำธุรกรรมอย่างมหาศาลเกิดขึ้นหลังจากที่ Binance เปิดให้ถอนแล้ว จนอาจส่งผลทำให้เครือข่ายของ Bitcoin ติดขัดได้

แต่กระนั้น ทาง Binance ก็กล่าวทิ้งท้ายว่าตัวเลข 6-8 ชั่วโมงนั้นถือเป็นการประเมิณแบบคร่าว ๆ เท่านั้น หมายความว่ามันอาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้ก็ได้

ราคา BNB พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทาง Binance เริ่มทำการอัพเกรดระบบนั้น ดูเหมือนว่าราคาของเหรียญ Binance Coin (BNB) หรือเหรียญประจำเว็บเทรดดังกล่าวก็พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงภายในระยะเวลาช่วงเดียวกันกับที่เริ่มปิดระบบอัพเกรด

โดยราคานั้นได้พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ ที่ 25.70 ดอลลาร์ในวันนี้ตอนเวลา 9:49 นาฬิกา และคงตัวอยู่ที่ 25.26 ดอลลาร์ในขณะนี้

ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าภายหลังจากที่ทาง Binance อัพเกรดระบบแล้วจะเกิดอะไรขึ้น โดยทางเราขอแนะนำให้ผู้อ่านที่ใช้งานเว็บ Binance ติดตามข่าวการประกาศจากทีมงานอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

Bitcoinปรับฐาน

Bitcoinปรับ ฐานเล็กน้อย ระดับ 7,000 ดอลลาร์

Bitcoinปรับฐาน เล็กน้อย ระดับ 7,000 ดอลลาร์

ราคาของเหรียญ Bitcoin กำลังเกิดการปรับฐาน (correction) เล็กน้อย หลังจากที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 7,400 ดอลลาร์เมื่อช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ โดยภายหลังจากนั้น ราคาก็ได้ร่วงลงมาแตะระดับ 6,800 ดอลลาร์ ก่อนที่จะกลับขึ้นมาระดับ 7,000 ดอลลาร์ในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้

ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นเฉพาะกับเหรียญเจ้าตลาดที่เปรียบเสมือนหัวเรืออย่าง Bitcoin เมื่อมันร่วงลง ราคาเหรียญ altcoin อื่น ๆ ในตลาดก็ดูเหมือนว่าจะร่วงลงตาม BTC โดยเฉพาะ Ethereum, XRP, Bitcoin Cash และอื่น ๆ ตามกราฟจากเว็บ coin360 ด้านบน

นาย Messari Ryan Selkis หรือ CEO ของบริษัทด้านการวิเคราะห์ราคาเหรียญ cryptocurrency ชื่อดังเคยออกมาทำนายว่าอัลกอริทึ่ม Proof of stake ของ Ethereum เวอร์ชัน 2.0 นั้นจะไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งปี 2021

ในขณะเดียวกัน ราคาของเหรียญ XRP นั้นก็ร่วงลงเล็กน้อยจากในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยกำลังถูกซื้อขายที่ราคา 0.315 ดอลลาร์ในขณะนี้

ท่ามกลางเหรียญคริปโต 20 อันดับแรกนั้น ดูเหมือนว่าจะมีเพียงไม่กี่เหรียญอย่างเช่น Bitcoin cash (BCH), Binance Coin ( BNB) และ DASH ที่เพิ่มขึ้น 2-8%

โดนในขณะที่รายงานข่าวอยู่นี้ มูลค่าตลาดรวมของตลาดคริปโตอยู่ที่ 212 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นกว่า 17% จากสัปดาห์ที่แล้ว

เมื่อวานนี้ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วว่านักลงทุนคริปโตพันล้านและ CEO ของบริษัท Galaxy Digital นาย Michael Novogratz ออกมากล่าวว่า Bitcoin นั้นจะไม่เปลี่ยนโลกนี้มากนัก เนื่องจากว่ามันเป็นตัวเก็บมูลค่าธรรมดา แต่ว่าเว็บ 3.0 แบบ decentralized นั้นจะเปลี่ยนโลกได้

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

ราคาเหรียญ​Altcoin ในตลาดพุ่งตามเหรียญราชา Bitcoin หลังจากที่ทะลุราคา 7,000 ดอลลาร์แล้ว

ราคาเหรียญ​Altcoin ในตลาดพุ่งตามเหรียญราชา Bitcoin หลังจากที่ทะลุราคา 7,000 ดอลลาร์แล้ว

Altcoin ทั้งหมดในกระดานรวมถึง Ethereum, Bitcoin Cash, Litecoin, EOS และ Binance Coin กำลังมีมูลค่าที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจาก Bitcoin พุ่งขึ้นสูงไปถึงราคา 7000 ดอลลาร์

Altcoin อาจปรับตัวลดลงเล็กน้อยเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคา Bitcoin
ในตอนนี้ Altcoin กำลังได้รับอานิสงค์จากการที่ Bitcoin กำลังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงจากราคา 5,687 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมไปจนถึงราคา 6,343 ดอลลาร์ในวันที่ 11 พฤษภาคม โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์กว่า 11.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากวัดความสัมพันธ์ระหว่างมูลค่าตลาดโดยรวมที่ไม่นับมูลค่าของ Bitcoin ลงไปด้วยนั้นจะเห็นได้ว่า มูลค่าตลาดโดยรวมไม่รวม bitcoin ตั้งแต่ 7 พฤษภาคม ถึง 10 พฤษภาคม มีการปรับตัวลดลงถึง 9.4% จากจุดสูงสุดสู่ระดับต่ำสุดในตลาด นี้แปลว่าจริง ๆ แล้ว Altcoin ทั้งหลายกำลังขาดทุนนั้นเอง

ในขณะเดียวกันตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน Bitcoin มีการเติบโตแบบ parabolic growth จากราคา 5131 ดอลลาร์ถึงราคาเกินกว่า 7100 ดอลลาร์ในปัจจุบัน

ผลปรากฏจากราคา Bitcoin ที่มาขึ้นทำให้เงินจาก Altcoin กำลังถูกทยอยเอาไปเข้าซื้อ Bitcoin มากขึ้นทำให้ค่า Dominant Bitcoin สูงขึ้นเป็นอย่างมากจากและทำให้ราคา Altcoin ร่วงตำ่ลงจนหลาย ๆ คนเรียกมันว่าการสังหาร Altcoin หมู่นั้นเอง

ราคาเหรียญ​Altcoin ในตลาดพุ่งตามเหรียญราชา Bitcoin หลังจากที่ทะลุราคา 7,000 ดอลลาร์แล้ว

สำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับ Altcoin

ความสัมพันธ์ของ Bitcoin กับ Altcoin นั้นเป็นเหมือนวัฏจักรตามที่นาย Avi Felman เทรดเดอร์ท่ีใชเการนับคลื่น Wave Financial ได้กล่าวไว้

นาย Avi Felman ได้ชี้ให้เราเห็นโดยการย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ตลาดยังเป็นตลาดกระทิงอยู่เมื่อตอนปี 2016 – 2017 ซึ่งเขาได้สังเกตเห็นว่าหลังจากการขึ้นของ Bitcoin มักจะตามมาด้วยการขึ้นของ Altcoin ตัวสำคัญ ๆ อย่างเช่น litecoin, bitcoin cash, ethereum, ะ XRP ก่อนที่จะเป็น altcoins ตัวรองลงมาอื่น ๆ อย่างเช่น chainlink, decred, and neo เป็นต้น

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราสามารถสังเกตดูได้จากกราฟ bitcoin dominance เทียบกับ cryptocurrencies อื่น ๆ ในเดือนมกราคม 2016 นั้นมูลค่าตลาด cryptocurrencies รวมอยู่ที่ 615 ล้านดอลลาร์ และในปลายปี 2017 อยู่ที่ 373.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งการเพิ่มขนาดนี้เกิดขึ้นกับ Bitcoin ก่อนที่จะส่งไปถึง Altcoin ตามลำดับซึ่งสามารถดูได้จากในกราฟนี้
Bitcoin เริ่มมีอัตราที่การครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ก่อนที่จะสูญเสียมูลค่าตลาดให้กับ ethereum, XRP และ litecoin นอกจากนี้หากสังเกตุในกราฟเราจะเห็นว่ามีการแหลมของกราฟขึ้นมาในช่วงตลาดกระทิงซึ่งเป็น altcoin ตัวอื่น ๆ เข้ามาอีกด้วย

Bitcoin พุ่งขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 19,600 ดอลลาร์ในวันที่ 17 ธันวาคม ก่อนที่ในอีก 2 วันต่อมา Litecoin จะพึ่งไปแตะที่ 375 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ด้าน Bitcoin Cash เองก็เพิ่มขึ้นไปแตะ 4355 ดอลลาร์ในวันที่ 20 ธันวาคม XRP 3.81 ดอลลาร์ใวันที่ 4 มกราคม และ ETH 1427 ดอลลาร์ในวันที่ 13 มกราคมตามลำดับนั้นเอง

รูปแบบนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้ง ?
ในตอนนี้เราพอจะคาดการณ์ได้แล้วว่าเหตุการณ์ข้างต้นอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อในตอนนี้ Bitcoin กำลังครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงถึง 59 เปอร์เซ็นต์และยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องในรอบ 365 วันที่ผ่านมา

เท่าที่สังเกตุได้จากในอดีตจะเห็นว่าเมื่อ Bitcoin มีการเพิ่มขึ้น Altcoin จะเริ่มสูญเสียมูลค่าอย่างไรก็ตามเมื่อผู้คนเริ่มทำกำไรจาก Bitcoin ได้พวกเขาจะเริ่มเทเงินไปที่ Altcoin เรื่องจากราคา Bitcoin ได้มาถึง 7000 ดอลลาร์แล้ว

อย่างไรก็ตามตลาด crypto ยังคงเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ แม้ว่าข้อมูลในอดีตจะแสดงวัฏจักรเหล่านี้ แต่ก็ไม่มีอะไรที่แน่นอนและยืนยันได้ว่ามันจะเป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ตามตอนนี้เงินกำลังไหลเข้าสู่ Bitcoin ซึ่งอาจจะทำให้ Altcoin ทั้งหลายยังคงไม่เหมาะกับการเทรดเท่าไหร่นัก ซึ่งอาจจะรอกันหน่อยเพื่อให้ Altcoin มีการปรับราคาที่เพิ่มขึ้นหลังจากจบการขึ้นของ Bitcoin ตามที่นาย นาย Avi Felman แนะนำ

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

Bitcoinพุ่ง

Bitcoinพุ่ง 20,000 ดอลลาร์ภายในปี 2021

Bitcoinพุ่ง 20,000 ดอลลาร์ภายในปี 2021

หลังจากที่ Bitcoin เหรียญคริปโตอันดับ 1 สามารถเชยืนเหนือระดับ 6,000 ดอลลาร์ได้ ก็ทำให้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้งจนนักวิเคราะห์จำนวนมากออกมาชี้ว่า ราคาในตลาดขาขึ้นนั้นควรจะคาดหวังที่เท่าไร และล่าสุดบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านการเงินออกมาทำนายว่า Bitcoin อาจมีราคาแตะ 20,000 ดอลลาร์ได้ภายในปี 2021

อ้างอิงจากเอกสารที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา Canaccord Genuity บริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านการเงินเผยว่าราคา Bitcoin (BTC) อาจสูงถึง 20,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6 แสนสามหมื่นบาท) ได้ภายในปี 2021

Bitcoinพุ่ง 20,000 ดอลลาร์ภายในปี 2021

ทำไมราคาถึงมีโอกาสไปแตะ 20,000 ดอลลาร์ ?
การทำนายดังกล่าวนั้นไม่ได้ทำนายขึ้นมาลอย ๆ แต่อ้างอิงจาก Cycle ของ Bitcoin ที่มักจะใช้เวลา 4 ปีก่อนที่จะขึ้น Cycle ใหม่ โดยการชี้ให้เห็นว่าในปี 2011-2015 และปี 2015-2019 นั้นก็เป็นกราฟคล้าย ๆ กัน:

Canaccord Genuity ได้ชี้ว่า ผลตอบแทนจากการขุด Bitcoin จะลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ในทุก ๆ 4 ปีเนื่องจากการ Halving (ทุก ๆ 21,000,000 Blocks ที่ถูกขุด) และมันก็เข้ากับ Cycle ตลาด Bitcoin ทุก ๆ 4 ปีพอดีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ได้เตือนไว้เช่นกันว่า อย่าเชื่อถือการวิเคราะห์นี้มากเกินไป:

“เช่นเดียวกับทุกครั้ง เราทราบดีว่า การวิเคราะห์นี้สามารถเห็นได้ชัดอยู่แล้ว มันเป็นรูปแบบที่สามารถเห็น Pattern ง่าย ๆ และไม่ใช่การวิเคราะห์พื้นฐานที่เชื่อถือได้เท่าไรนัก”

นาย Michael Graham นักวิเคราะห์ของ Canaccord Genuity ได้แสดงความเห็นว่า ราคาของ Cryptocurrency ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นปี 2018 นั้นเกิดจากการที่กฎหมายต่าง ๆ บังคับใช้กับตลาด

เมื่อค้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นาย Michael Novogratz ผู้ก่อตั้งและ CEP ของ Galaxy Digital บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ได้ออกมาทำนายอีกครั้งว่า ภายในสิ้นปี 2020 ราคา Bitcoin จะไปแตะ 20,000 ดอลลาร์ แต่เขาไม่ได้ให้เหตุผลอะไรเป็นพิเศษในครั้งนี้ เพียงแต่ชี้ว่า Bitcoin นั้นกำลังอยู่ในตลาดกระทิงซึ่งทำผลงานได้ดีกว่าคริปโตสกุลอื่น ๆ ในแง่ของราคา

ในขณะที่รายงานอยู่นี้ อ้างอิงจาก CoinMarketCap ราคาของ Bitcoin นั้นมีมูลค่าที่ 6,404.55 ดอลลาร์ (202,075 บาท) เพิ่มขึ้นมา 4.89 เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และเหรียญ Altcoins ส่วนใหญ่ในตลาดก็ปรับตัวเป็นขาขึ้นเช่นกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

ราคาBitcoin

ราคาBitcoin จะสูงถึง 400,000 ดอลลาร์ กล่าวโดยผู้ก่อตั้ง Morgan Creek Capital

ราคาBitcoin จะสูงถึง 400,000 ดอลลาร์ กล่าวโดยผู้ก่อตั้ง Morgan Creek Capital

นาย Mark Yusko ผู้ก่อตั้ง Morgan Creek Capital ได้ให้สัมภาษณ์กับช่อง BloxliveTV โดยเขาคาดเดาว่าราคา Bitcoin จะไปแตะ 400,000 ดอลลาร์

400,000 ดอลลาร์

นาย Yusko อ้างว่า Bitcoin อาจกลายเป็นสิ่งทดแทนได้สำหรับทองคำ Bitcoin มักถูกเรียกว่าเป็นทองคำดิจิทัลเพราะมันมีความคล้ายคลึงกันมากและเป็นคริปโตที่เก่าแก่ที่สุด อย่างไรก็ตามในยุคดิจิทัลนี้ คุณแทบจะไม่เห็นรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ที่หลั่งไหลเข้ามาในทองคำเลย

“Bitcoin ง่ายต่อการขนส่งไปมา มันง่ายที่จะนำมาแบ่งกัน และมันยากที่จะแบ่งทองคำแท่งออกเป็นส่วน ๆ Bitcoin มีคุณสมบัติที่สำคัญเหล่านี้ทั้งหมดที่ผมคิดว่าดีกว่าทองคำ”

ดังนั้นคณิตศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการคาดการณ์ของเขานั้นค่อนข้างง่าย เพียงแค่ทำการแบ่งตลาดทองคำทั้งหมดด้วยปริมาณการหมุนเวียนของ Bitcoin เพื่อให้มันได้ราคา 400,000 ดอลลาร์

20,000 ดอลลาร์ในสองปี?
อ้างอิงจากนาย Yusko อาจใช้เวลา Bitcoin นานกว่าทศวรรษหรือมากกว่านั้นในการที่จะได้ราคา Bitcoin สูงขนาดนั้น ในขณะเดียวกันนาย Mike Novogratz ผู้จัดการกองทุนป้องกันความเสี่ยง Galaxy Digital เปิดเผยว่าราคา Bitcoin สามารถกลับมาแตะ ATH ที่ 20,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้งในปี 2021

ในขณะเดียวกัน Bitcoin ก็ได้ไต่ระดับมาที่ 6,200 ดอลลาร์แล้ว และเป็นการทำ ATH ในปี 2019 อีกด้วย Bitcoin dominance index (BDI) ยังคงสูงขึ้นอยู่เรื่อย ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

เหรียญBitcoin

Binance ถูกแฮ็ก สูญ 1.2 พันล้านบาท สั่งห้ามถอน 1 สัปดาห์

เหรียญBitcoin และ Cryptucurrency

เหรียญBitcoin Binance ถูกแฮ็ก สูญ 1.2 พันล้านบาท สั่งห้ามถอน 1 สัปดาห์ แล้วเราควรทำอย่างไรต่อไป

สุภาษิตที่มีมานาน และคอยใช้พร่ำสอนเตือนสติตอนเรายังเป็นเด็กว่า “ผู้ที่มีความปราดเปรื่องหรือเก่งกาจสามารถ ก็ยังมีผิดพลาดได้ ไม่ใช่ว่าจะทำการใดๆได้สำเร็จลุล่วงทุกครั้งเสมอไป”

บางทีสุภาษิตที่ว่านี้อาจเป็นตัวอย่างให้เราต้องนำมันปัดฝุ่นใหม่ในตอนโตเสียแล้ว โดยเฉพาะช่วงที่พวกเราต้องมีความรับผิดชอบมากมาย และรวมถึงด้านการเงิน ที่ต้องนำไปฝากไว้กับเว็บกระดานซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลนี้ด้วย

Binance เว็บผู้ให้บริการด้านกระดานเทรดเหรียญ Bitcoin และ Cryptucurrency อันดับหนึ่งของโลก ที่มีอายุเพียงแค่ไม่ถึง 3 ปี ออกมาประกาศว่า hot wallet ของพวกเขาถูกเจาะ ส่งผลทำให้ต้องสูญเสีย Bitcoin ไปเป็นมูลค่ากว่า 7,000 BTC หรือคิดเป็นเงินมูลค่าประมาณ 1.2 พันล้านบาทในขณะนี้

ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นจากอะไร?​
ทำไมเว็บไซต์ที่ได้รับฉายาจาก meme ว่า ‘funds are safu’ หรือ “ที่แปลว่าเงินของคุณปลอดภัยดี” โดยมีการล้อเลียนสำเนียงจีนของนาย Changpeng Zhao (CZ) หรือผู้ก่อตั้งวัยหนุ่มที่ฉายแววดีมาตั้งแต่ต้น ถึงกลับมาพลาดพลั้งให้กับเรื่องง่าย ๆ แบบนี้?

นาย CZ นั้นออกมากล่าวว่านักแฮ็คนั้นใช้แทคติกในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในส่วนของการทำ phising และการใช้ไวรัส “เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวโค้ด 2FA เป็นจำนวนมาก และรวมถึง API key” อีกด้วย

สิ่งเหล่านี้สื่อถึงอะไร?

มันบ่งบอกว่าต่อให้เว็บกระดานซื้อขายจะใช้ไวรัลการตลาดกล่อมคุณว่าเว็บของพวกเขาปลอดภัยมากขนาดไหน แต่สักวัน มันก็จะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นจนได้ ตามกฎแห่งสถิติว่ามันไม่มี success rate ไหนที่มีตัวเลขเป็น 100% ตลอดไป มันจะต้องมีเพียงแค่ 99.99% เท่านั้น และนั่นก็อธิบายให้เราเห็นเป็นอย่างดีว่าทำไม Binance ที่ก่อนหน้านี้พวกเขาดูเหมือนว่าจะจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองหมด แต่พวกเขาก็ยังมีข้อบกพร่อง และพวกเราก็ไม่ควรล้อเล่นกับข้อบกพร่องของพวกเขา เพราะปัญหาและผลกระทบที่ตามมา มันส่งผลเป็นวงกว้างต่อเหรียญในบัญชีของคุณ

ผลกระทบใหญ่ขนาดไหน?
แม้ว่าทาง Binance จะออกมาประกาศว่า “บัญชีของผู้ใช้งานนั้นปลอดภัยดี ไม่มีใครได้รับผลกระทบ” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ก็ไม่มีวันทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ดั่งเช่นแก้วที่ร้าว ก็ไม่มีวันทำให้มันกลับมาประติดประต่อเหมือนเดิมได้

มีผู้คนที่ได้รับข่าวร้ายในช่วงเช้านี้เป็นจำนวนมาก และพวกเขาก็พยายามถอนเหรียญของพวกเขาออกไป ทว่าทาง Binance กลับประกาศว่า “จะทำการรีวิวระบบความปลอดภัยใหม่ และจะใช้คำสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใช้งานถอนเหรียญออกจากระบบเป็นเวลา 1 สัปดาห์”

นี่คือหนึ่งในผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ใช้งานทั่วไป เพราะก่อนหน้านี้เคยมีคำกล่าวที่ว่า

“ กุญแจของคุณเหรียญของคุณ ไม่ใช่กุญแจไม่ใช่เหรียญของคุณ” เหรียญBitcoin

หรือมีความหมายว่า private key กับเหรียญนั้นเป็นของคุณ แต่มันไม่ใช่ของ ๆ exchange ที่คุณนำไปฝากเหรียญของคุณไว้ อีกทั้งคุณยังไม่ได้ถือ private key ที่เปรียบเสมือนเป็นรหัส ATM ของคริปโตอีกด้วย

นี่จึงเป็นสิ่งที่อธิบายได้ดีว่าทำไมคุณถึงไม่ควรที่จะเก็บเหรียญของคุณทั้งหมด 100% ไว้บน exchange ไหนก็ตาม เพราะมันไม่มีที่ไหนปลอดภัยเท่ากับ wallet ของคุณอีกแล้ว

การสั่งห้ามถอน 1 สัปดาห์นั้น สำหรับผู้ที่รู้เรื่องของความสำคัญข้อนี้ดี คงจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเหรียญของพวกเขาเกือบทั้งหมด ตัวเขานั้นเป็นผู้ถือครองเอง แต่ทว่ามือใหม่ หรือคนหมู่มากที่ไม่ทราบในเรื่องนี้ หรือเห็นแก่ความสบายและความมักง่าย ก็จะต้องได้รับผลกระทบนั้นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สมมติว่าคุณเป็นหนึ่งในนักเทรดที่มีพฤติกรรมเก็บเหรียญไว้บนเว็บเทรด 100% และหากเทรดได้กำไรก็จะถอนมันออกมาใช้ต่อวัน, หรือต่อสัปดาห์ หากว่าวันที่ต้องถอนนั้นมันคือวันนี้ หรือพรุ่งนี้ หรือวันถัด ๆ ไป คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ได้แน่นอน และหากคุณได้อ่านบทความนี้อยู่ ทางเราหวังว่าคุณคงจะได้ตระหนักถึงปัญหานี้แล้ว และหวังว่าคุณจะฉุกคิดได้ว่าควรเปลี่ยนแปลงและแก้ไข

แต่หากคุณเป็นกลุ่มคนที่ทราบถึงเรื่องการเก็บเหรียญของคุณเป็นอย่างดี เราก็ขอแสดงความยินดีด้วย ที่คุณไม่ได้รับผลกระทบจากมันมากนัก และขอให้ใช้เหรียญคริปโตอย่างมีความสุขต่อไป

แล้วฉันควรทำอย่างไรดีล่ะ?
สิ่งที่คุณควรที่จะทำเป็นอย่างแรกเลยคือ คุณควรศึกษาเรื่อง wallet เก็บเหรียญคริปโตให้เป็นอย่างดีเสียก่อน

อ่านเพิ่มเติม: Wallet หรือกระเป๋าเก็บคริปโตคืออะไร และมันทำงานอย่างไร? เหรียญBitcoin

ในโลกของคริปโตนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า Wallet หรือกระเป๋าเอาไว้ใช้เก็บเหรียญของคุณ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Ethereum, Dogecoin, XRP ล้วนแล้วแต่มี wallet เอาไว้ใช้เก็บเหรียญทั้งสิ้น

แม้หน้าตาของมันจะประกอบไปด้วยตัวเลข และตัวหนังสือที่ยุ่งเหยิงสลับกันไป แต่มันก็ไม่เหมือนกันทั้งหมดเสียทีเดียว สิ่งที่คุณควรจะทำคือการจำแนกประเภทของ wallet เสีย ซึ่งทางเราได้แนะนำให้คุณจำแนกไว้ดังนี้แล้ว

1. Hot wallet – ใช้สำหรับเป็นกระเป๋าเก็บเหรียญชนิด ‘บัญชีกระแสรายวัน’ กล่าวคือมันเป็น wallet ที่ควรถูกจำแนกไว้ใช้งานแบบเฉพาะกิจ อย่างเช่นเอาไว้ใช้ซื้อข้าว, อาหาร, เครื่องดื่ม, เครื่องขุด, จ่ายเงินเดือนพนักงาน หรือแม้แต่เป็นบัญชี portfolio สำหรับเทรดเหรียญคริปโต ดังนั้นมันจึงเป็นกระเป๋าที่คุณไม่ควรนำเอาเหรียญทั้งหมดมาเก็บไว้ในนี้ จงจำไว้ว่า hot wallet นั้นคุณสามารถเลือกที่จะถือ private key เป็นของตัวเอง หรือไม่ก็ได้ เนื่องจากว่าจุดประสงค์ของ hot wallet นั้นมีขึ้นก็เพื่อความรวดเร็วและสะดวกในการใช้งาน โดยตัวเลือกกระเป๋า wallet ที่คุณสามารถใช้ทำเป็น hot wallet ก็คือ
แอ็พ wallet บนโทรศัพท์มือถืออย่างเช่น Blockchain, Mycelium
Wallet บนเว็บเทรด

2. Cold storage หรือ Cold wallet – ใช้สำหรับเป็นกระเป๋าเก็บเหรียญชนิด ‘ฝากประจำ’ กล่าวคือมันจะเป็น wallet ที่คุณนำเอาเหรียญที่คุณเก็บรักษามันไว้เพื่อสร้างอนาคตของคุณเข้าไปฝากประจำข้างในนั้น ดังนั้นเหรียญประมาณ 90% ของคุณจะต้องถูกนำมาเก็บไว้ใน cold wallet และสามารถแบ่งออกไปเติม hot wallet ในยามที่คุณต้องการจะถอนมันออกมาใช้งาน นั่นหมายความว่ากระเป๋าประเภทนี้ คุณจะต้องเป็นฝ่ายถือ private key เองทั้งหมด ไม่ควรนำไปฝากไว้ให้กับคนที่คุณไม่ไว้วางใจเป็นอันขาด ซึ่งการเก็บเหรียญไว้ในกระเป๋าที่คุณเป็นผู้ถือ private key เองนั้น จะทำให้แน่ใจว่าเหรียญของคุณจะไม่มีวันถูกแฮ็คได้ (เว้นเสียแต่ว่าคุณจะทำ private key และ public key รั่วไหลไปให้คนอื่นรู้) และนี่คือตัวเลือกสำหรับ cold wallet
กระเป๋าเก็บเหรียญแบบ Hardware อย่างเช่น Trezor, Ledger
Wallet แบบเก็บไว้ในกระดาษ
Wallet แบบเป็นตัว client บนเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น Bitcoin Core
หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะเก็บเหรียญทั้งหมดไว้ใน Binance คุณก็คงต้องรออีกหนึ่งสัปดาห์ถึงจะสามารถถอนเหรียญของคุณออกมาได้ และในขณะที่กำลังรอนั้น ทางเราหวังว่าคุณจะใช้เวลาในช่วงนี้ลองนั่งคิดทบทวน และตระหนักถึงวิธีเก็บเหรียญของคุณที่ควรจะเปลี่ยนแปลงมันเสีย และจำไว้ว่า

“ไม่มีกระดานซื้อขายไหนที่สมบูรณ์แบบ”

หากทุกคนทราบและทำตามคำแนะนำดังกล่าวนี้ เราก็จะได้เห็นผู้คนออกมาโอดครวญกันน้อยลง และคำครหาจากผู้คนนอกวงการที่กล่าวอย่างไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า

“Bitcoin กับ Blockchain ถูกแฮ็คได้แล้ว!”

ก็คงจะมีให้เห็นน้อยลงด้วยเช่นกัน เพราะเรามีผู้คนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งเล็ก ๆ แต่มีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่นี้มากขึ้น

 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com