ได้เป็นผู้ตรวจสอบการแฮ็คเหรียญ

บริษัท Chainalysis ได้เป็นผู้ตรวจสอบการแฮ็คเหรียญ XRP บนเว็บเทรดกว่า 70 แห่ง

ได้เป็นผู้ตรวจสอบการแฮ็คเหรียญ XRP

หนึ่งในบริษัทด้านการตรวจสอบและสืบสวนธุรกรรมบน Blockchain ที่มีชื่อเสียงที่สุด Chainalysis ได้มีการออกมาทวิตบน Twitter ของพวกเขาเพื่อเกี่ยวกับการเป็นผู้ตรวจสอบเหรียญ XRP ที่ถูกแฮ็คและฉ้อโกงจากบนเว็บเทรดแล้ว โดยคาดว่ามีเว็บกระดานซื้อขายเหรียญ Cryptocurrency กว่า 70 แห่งที่เป็นเหยื่อการแฮคดังกล่าว

ได้เป็นผู้ตรวจสอบการแฮ็คเหรียญ

โดยบริษัท Chainalysis ได้มีการออกมาพวกเขากำลังทำงานร่วมกันกับอีกกว่า 70 เว็บเทรดชื่อดังเพื่อให้การสนับสนุนการซื้อขาย XRP และยังทำหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมทั้งระบุว่ามีการหลอกหลวงหรือ Hack ใด ๆ เกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับ XRP หรือไม่

ทั้งนี้บริษัทสัญญาว่าจะเปิดเผยข้อมูลที่พวกเขารู้ภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าโปรดให้พวกเราเตรียมใจกันไว้ได้เลยว่าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง

“ประกาศ : Chainalysis ตอนนี้สนับสนุน XRP พวกเราได้เริ่มต้นการตรวจสอบบนกว่า 70 เว็บเทรดที่มี XRP และมีแผนว่าจะเปิดเผยแผนการหลอกหลวงและการโกงทั้งหลายในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า”

โดยก่อนหน้านี้ทางด้านข้าง U.Today ได้มีการรายงานว่าหน่วยงานจัดอันดับทางการเงินอย่าง Weiss Ratings ได้วิพาก์วิจารณ์ บริษัท Chainalysis สำหรับการสอดแนมผู้คนผ่านทางบล็อกสาธารณะและได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯสำหรับเรื่องนั้นด้วยเช่นกัน

โดยจากการอ้างอิงของ Weiss Ratings ดูเหมือนว่าในช่วง 5 ปีให้หลังมานี้บริษัท Chainalysis จะได้รับเงินก้อนโตมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์ในการทำงานของพวกเขา และมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตพวกเขากำลังจะได้รับงบประมาณเพิ่มเติมสูงกว่าเก่าถึง 14 ล้านดอลลาร์เพื่อใช้ในการตรวจสอบและดำเนินการเป็นนักสืบคริปโตเคอเรนซี่ต่อไปอีกด้วยในอนาคต

สำหรับ XRP ในช่วงที่ผ่านมานั้นมีการปรับตัวขึ้นมาในระดับที่น่าพึ่งพอใจจากการที่ตลาดคริปโตเคอเรนซี่โดยรวมปรับตัวขึ้นมาและตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพักตัวเพื่อเตรียมขึ้นไปต่อหากโมเมนตั้มยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ 0.31 ดอลลาร์จากจุดต่ำสุดของวันที่ 0.30 ดอลลาร์…

เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงหรือไม่

ค่าธรรมเนียมอันสูงลิบของ Bitcoin เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงหรือไม่

เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงหรือไม่

ถึงแม้ว่าการได้รับการยอมรับโดยคนส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความต้องการ Bitcoin เพิ่มขึ้นในตลาด แต่ดูเหมือนว่าค่าธรรมเนียมอันสูงลิบของมันนั้นอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาของมันเพิ่มขึ้นด้วยก็ได้หากอ้างอิงจากทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์

ราคา Bitcoin ทะยานรับปี 2020
2020 นั้นเป็นหนึ่งในปีที่น่ายินดีสำหรับนักลงทุนคริปโต และเป็นหนึ่งในปีที่เริ่มต้นได้ดีที่สุดในรอบ 7 ปีได้ อ้างอิงจาก CoinMarketcap ในขณะที่รายงานอยู่นี้ Bitcoin มีราคาที่ประมาณ 10,300 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่ระดับ 7,200 ดอลลาร์

ราคาของทั้ง Bitcoin เองและคริปโตอื่น ๆ นั้นก็มีผลมาจากหลายปัจจัย เช่นการปรับตัวก่อนที่เหตุการณ์สำคัญอย่างการ Halving จะเกิดขึ้น และความต้องการของสถาบันการเงินใหญ่ ๆ ที่มากขึ้นด้วย

ล่าสุด นาย Mati Greenspan นักวิเคราะห์ชื่อดัง ได้ชี้ว่า นโยบายด้านการเงินทั่วโลกในตอนนี้เป็นส่วนที่ทำให้ตลาดคริปโตกำลังเกิดฟองสบู่ด้วย

แน่นอนว่า การได้รับการยอมรับโดยคนส่วนมากหรือ Mass Adoption นั้นอาจจะไม่ค่อยส่งผลต่อราคามันมากเท่าไรนัก ถ้าเราวัดการได้รับการยอมรับจากจำนวนธุรกรรมของเครือข่าย Bitcoin ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้จาก Blockchain.com จะมีข้อมูลเผยว่าในปี 2020 นี้ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก

ทฤษฎีของ Fisher
ในปี 1911 นาย Irving Fisher นักเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Yale University ได้กล่าวไว้ว่า:‘ถ้าสิ่งอื่นไม่มีการเปลี่ยนแปลง และจำนวนเงินทั้งหมดในระบบเพิ่มขึ้น ระดับราคาก็จะเพิ่มขึ้นด้วยในอัตราส่วนโดยตรง และมูลค่าของเงินก็ลดลง ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามได้เช่นกัน“

เขาได้สร้างสมการอันเลื่องชื่ออย่าง MV = PT ที่ M เท่ากับจำนวนเงินในระบบ, V = ความคล่องตัวของเงิน, P คือระดับราคาของสินค้าและบริการ และ T คือจำนวนของสินค้าและบริการ

จากสมการของ Fisher นั้น จำนวนเงินในระบบได้โชว์ให้เห็นว่า จำนวนเงินระบบคูณกับความถี่ที่เงินเจ้าของจะเท่ากับรมูลค่าของสินค้าและบริการคูณด้วยจำนวนของสินค้าและบริการนั้น

หากนำทฤษฎีดังกล่าวมาใช้กับโลกคริปโต นาย Joseph C Wang ได้สร้างโมเดลราคาสำหรับ Bitcoin ขึ้นมาด้วยทฤษฎีของ Fiasher ซึ่งจะออกมาได้เป็น MV = PQ แทน

มีการปรับเปลี่ยนสมการเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับคริปโตมากขึ้น ซึ่งค่าอื่น ๆ เหมือนเดิมหมดยกเว้น T ที่เปลี่ยนเป็น Q ที่เป็นตัวแทนของ มูลค่าของการทำธุรกรรมแต่ละครั้งในเครือข่าย แทน

สำหรับ Bitcoin นั้น M คือจำนวน Bitcoin ทั้งหมดในระบบตอนนี้, V คือมูลค่าตลาดของมัน

จากทฤษฎีของ Fisher แล้ว เมื่อใดก็ตามที่เงินเปลี่ยนมือบ่อย เมื่อนั้นเงินสกุลนั้นก็จะมีมูลค่าน้อยลง ซึ่งสำหรับคริปโตแล้ว แปลว่าการที่โทเคนนั้นถูกโอนมากเท่าไร มันก็จะมีมูลค่าน้อยลงเท่านั้นนั่นเอง

นาย Wang ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าราคาของ Bitcoin นั้นมีคงามเกี่ยวโยงกับมูลค่าของมัน:

“ราคาของ Bitcoin นั้นมีผลกระทบอย่างชัดเจนจากการที่ผู้ถือ Bitcoin จะเก็บมันไว้ และไม่นำมันไปใช้งาน โมเดลนี้ได้ทำนายว่า ถึงแม้ Bitcoin ถูกใช้งานมากขึ้น แต่มันจะไม่ได้ส่งผลให้มูลค่าของมันเพิ่มขึ้นตาม”

ทฤษฎีของ Fisher ทำให้เกิดข้อโต้แย้งในมูลค่าของ Ripple
ในปี 2019 นาย Brad Garlinghouse CEO ของ Ripple ได้กล่าวในงาน World Economic Forum ที่ Davos ว่า:

“มูลค่าในระยะยาวของสินทรัพย์ดิจิทัลใดก็ตามนั้นจะเกิดมาจากประโยชน์ที่มันสามารถทำได้”

คำกล่าวของนาย Garlinghouse นั้นตั้งใจที่จะเล็งเป้าไปยัง Bitcoin เนื่องจาก XRP นั้นเป็นคริปโตที่ Scale ได้ดีกว่า, โอนไวกว่า และมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า แต่ผู้สนับสนุน Bitcoin ก็ยังแย้งในข้อนี้อยู่ดีว่า ประโยชน์ของ Bitcoin จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปนั่นเองจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัท Square ของนาย Jack Dorsey ผู้สร้าง Twitter เองก็จะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการพัฒนาครั้งนี้ของ Bitcoin ในฐานะเงินออนไลน์เนื่องจากบริษัทเพิ่งจะจดสิทธิบัตรการเป็นเทคโนโลยีทำธุรกรรมแบบ Second Layer ด้วยคริปโตไป

ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าค่าธรรมเนียมของการทำธุรกรรม Bitcoin นั้นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามราคาของมัน และค่าธรรมเนียมอันสูงนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการทำธุรกรรมในเครือข่ายน้อยลง ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามแนวคิดของ Fisher แล้วล่ะก็ ราคาของ Bitcoin ต้องเพิ่มขึ้น

ที่น่าสนใจคือในช่วงปลายปี 2017 ที่ Bitcoin ไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับเกือบ 20,000 ดอลลาร์ ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม Bitcoin ในช่วงนั้นก็แพงมากเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่ตอนนั้นยังมีแค่เงิน Fiat เท่านั้น ไม่แน่ว่าการมาถึงของคริปโตอาจทำให้เห็นอะไรที่แตกต่างก็ได้ เพราะสกุลเงิน Fiat นั้นไม่ได้มีระบบแปลก ๆ เช่นการ Halving อย่างที่ Bitcoin มี รวมทั้งยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่าทฤษฎีนี้แม่นยำขนาดไหน

เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาพุ่งอย่างรุนแรงหรือไม่…

ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินเตรียมรับโทษจำคุกถึง

CEO บริษัทกระเป๋าเก็บ Bitcoin ชื่อดัง Dropbit ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินเตรียมรับโทษจำคุกถึง 30 ปี

ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินเตรียมรับโทษจำคุกถึง 30 ปี

CEO ของบริษัทผู้พัฒนากระเป๋า Wallet เก็บ Bitcoin ชื่อดังนามว่า Dropbit นั้นกำลังถูกตั้งข้อหาฟอกเงิน และดูเหมือนว่าเขากำลังจะถูกจำคุกเป็นเวลานานถึง 30 ปี โดยสาเหตุหลัก ๆ นั้นเป็นเพราะเขาให้บริการด้าน Coin Mixing สำหรับเว็บผิดกฎหมายอย่าง darknet นั่นเอง

คดีดังกล่าวนั้นได้เริ่มมีการตั้งข้อกล่าวหาขึ้นในช่วงกลางปี 2019 โดยมีนาย Larry Harmon ผู้บริหารของบริษัท Dropbit นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกาได้เริ่มดำเนินการตั้งข้อหาจากการให้บริการ Coin Mixing หรือบริการที่ช่วงเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับการดำเนินธุรกรรมผ่านสกุลเงินคริปโต โดยลบร่องรอยของการดำเนินธุรกรรมก่อนๆนั่นเอง

สำหรับบริษัท Dropbit นั้นให้บริการแอพลิเคชั่นเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโตทางด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ Wallet การให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวงการคริปโตอย่าง Coin Ninja ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกปิดตัวลงไปแล้ว รวมถึงการให้บริการ Coin Mixing ในชื่อ Helix Service

การดำเนินการของทางบริษัทยังได้เปิดทางให้มีการพัฒนา Search Engine หรือเครื่องมือในการค้นหาบนอินเทอร์เน็ตเช่นเดียวกับ Google สำหรับบริการและสินค้าในตลาดมืดออนไลน์หรือที่เรียกกันว่า Darknet โดยเครื่องมือดังกล่าวมีชื่อว่า Gram Search Engine และได้กลายมาเป็นหนึ่งในที่มาของข้อหาดังกล่าว อีกทั้ง Helix Service นั้นยังได้ให้บริการแก่เว็บตลาดมืดอย่าง Alpha Bay มาตั้งแต่ในช่วงปี 2016 แล้วอีกด้วย

ทั้งนี้การดำเนินการของทางบริษัทนั้นแม้ว่าจะได้มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความนิยมในการใช้งานสกุลเงินคริปโตในวงกว้าง แต่ด้วยบริการ Helix Service ซึ่งถูกจับตามองว่าเป็นการดำเนินการที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมนอกกฎหมาย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้นเจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่าจำเป็นที่จะต้องขอรับใบอนุญาตในการดำเนินการโอนเงินจากรัฐก่อนนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลนั้นเข้าดำเนินคดีแก่นาย Larry Harmon

หนึ่งในหลักฐานสำคัญสำหรับการดำเนินการตามข้อกล่าวหาคือการที่ทางบริการ Helix Service นั้นได้มีการโฆษณาอย่างต่อเนื่องถึงประโยชน์ในการใช้งานบริการดังกล่าวในการหลบเลี่ยงการถูกตรวจสอบการดำเนินการที่เกี่ยวของกับเว็บตลาดมือโดยการผสมเหรียญที่อาจถูกติดตามไปจนถึงต้นทางเข้ากับเหรียญอื่นๆให้ออกมากลายเป็นเหรียญกลุ่มใหม่ที่ปราศจากหลักฐานการดำเนินการ

ดังนั้นแล้วการดำเนินการทั้งหมดของบริการ Helix Service นั้นได้ปรากฎว่ามีการฟอกเหรียญ Bitcoin ไปทั้งหมดแล้วกว่า 354,468 เหรียญซึ่งสามารถคิดเป็นมูลค่าได้มากถึง 354 ล้านดอลลาร์เมื่ออ้างอิงจากอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน

เราต่างสามารถเห็นได้ว่าในช่วงหลายปีให้หลังนี้ฝั่งรัฐบาลจากทั่วทุกมุมโลกต่างให้ความสำคัญกับกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการฟอกเงินและการกำกับดูแลตลาดสกุลเงินคริปโตมากขึ้น ส่งผลให้รายการธุรกรรมต่างๆบนแพลตฟอร์ม Exchange รวมถึงบน Chain เองนั้นอาจต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจการตรวจสอบจากรัฐบาล อีกทั้งความเป็นส่วนตัวนั้นได้รับการจำกัดอย่างมากจากการที่ผู้ใช้งานทุกคนต้องทำการระบุตัวตน (KYC) ในการใช้บริการนั่นเอง

ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินเตรียมรับโทษจำคุกถึง

ทั้งนี้คดีดังกล่าวก็ได้มีประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจอยู่อีกหนึ่งประเด็นคือการที่ทางรัฐบาลของสหรัฐอเมริกานั้นได้มีการตีความการดำเนินการฟอกเหรียญผ่านบริการ Helix Service นั้นว่าเป็นเสมือนการฟอกเงินซึ่งเป็นเงินสกุลธรรมดา ดังนั้นแล้วจึงอาจพิจารณาได้ว่าได้มีการพัฒนาในวงการกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับสกุลเงินคริปโตเหล่านี้ ซึ่งสำหรับโทษจำคุกที่นาย Harmon จะได้รับอาจสูงถึง 30 ปีเลยทีเดียว

ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินเตรียมรับโทษจำคุกถึง 30 ปี…

อาชญากรใส่ระเบิดในจดหมาย

อาชญากรใส่ระเบิดในจดหมาย ไร้ผู้บาดเจ็บ เรียกร้อง Bitcoin เพื่อให้หยุดวางระเบิด

อาชญากรใส่ระเบิดในจดหมาย

เกิดเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เผยว่ามีอาชญากรก่อเหตุวางระเบิดและเรียกให้จ่าย Bitcoin มาเพื่อไม่ให้เขาไปก่อเหตุระเบิดที่อื่นต่อ

รายงานจาก telegraaf ได้เปิดเผยว่ามีการก่อเหตุระเบิดขึ้นที่ที่ทำการไปรษณีย์ใน ABN Amro bank เมืองอัมสเตอร์ดัมเมื่อช่วงเช้าวันพุธตามมาด้วยระเบิดลูกที่สองในระยะเวลาใกล้เคียงกันโดยระเบิดลูกนี้ถูกใส่เข้ามาในจดหมายจากนั้นก็เกิดระเบิดส่งเสียงอึกทึก ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุได้ให้ข้อมูลว่า “เพื่อนที่กำลังจัดเรียงจดหมายอยู่ได้ยินเสียงระเบิดก็รีบทิ้งจดหมายออกมาเลย”

อาชญากรใส่ระเบิดในจดหมาย

อย่างไรก็ตามไม่มีผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในครั้งนี้ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้กล่าวว่าได้รับจดหมายและเรียกให้จ่ายเงินเป็น Bitcoin เพื่อไม่ให้ระเบิดต่อ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ตัวผู้ก่อเหตุและกำลังทำการสืบค้น

การก่ออาชญากรรมเพื่อเรียกร้องให้จ่าย Bitcoin นั้นเกิดขึ้นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานออกมาว่าจำนวนการก่ออาชญากรรมโดยใช้คริปโตเป็นเครื่องมือเพิ่มขึ้นกว่า 160% กลายเป็น $4.52 พันล้านในปี 2019 (จาก 1.74 พันล้านดอลลลาร์ในปี 2018) ถือเป็นการเพิ่มขึ้นจำนวนมากเพียงแค่ระยะเวลาปีเดียวเท่านั้น ในขณะที่ราคา Bitcoin เริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในตอนนี้ Bitcoin มีราคาอยู่ที่ $10,366.06 อ้างอิงจาก Coinmarketcap

ผู้ลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ผู้ลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สนับสนุน Bitcoin ประกาศถอนตัวแล้ว

ผู้ลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นาย Andrew Yang ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ชูโรงนโยบาย Bitcoin ได้ถอนตัวออกจากการแข่งขันแล้วซึ่งเขาก็ได้ออกมาโพสต์ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนเขาและเขาก็ภูมิใจกับแคมเปญของเขามากๆ

การถอนตัวออกจากการแข่งขันเช่นนี้ค่อนข้างเป็นที่น่าตกใจเพราะแคมเปญของนาย Yang นั้นจะเน้นไปในเรื่องของปัญหาการว่างงานและผลกระทบจากเทคโนโลยี ซึ่งก็เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นมากในสังคม ทำให้หลายๆ คนก็สนับสนุนเขาเพราะเห็นว่านโยบายนี้น่าสนใจ

นอกจากนี้นาย Yang ยังเป็นผู้สนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซีด้วย ก่อนหน้านี้นาย Andrew Yang ได้เสนอนโยบายนำเอา Bitcoin มาสร้าง “เงินปันผลอิสระ” (Freedom Dividend) โดยนำมันมาจ่ายให้กับประชาชนแบบฟรี ๆ ทุกเดือนซึ่งนโยบายนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันอัตราการว่างงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากถูกระบบและเทคโนโลยีอัตโนมัติที่จะมาแทนที่ผู้คน

นาย Yang ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับรายการ Off The Pill Podcastโดยเขากล่าวว่าจะนำเอา Bitcoin มาใช้เป็นตัวกลางในการจ่ายเงินสำหรับนโยบายดังกล่าว

อย่างไรก็ตามนโยบายของเขาอาจจะไม่ได้รับกระแสตอบรับดีเท่าที่ควรจึงทำให้เขาถอนตัวออกจากการลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีไปซึ่งก็น่าเสียดายเพราะไม่ค่อยได้เห็นนักการเมืองยกนโยบายด้านเทคโนโลยีขึ้นมามากนัก

ล่าสุดนาย Yang ก็ได้ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์เคลื่อนไหวว่า “ผมขอพูดกับทุกคนว่าแม้เราจะไม่ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่มันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น”

ผู้ลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สื่อหลักในไทยเริ่มรายงานเกี่ยวกับ

สื่อหลักในไทยเริ่มรายงานเกี่ยวกับ Bitcoin แล้วหรือกระแสจะเริ่มกลับมาแล้ว?

สื่อหลักในไทยเริ่มรายงานเกี่ยวกับ Bitcoin

รายงานจาก Bangkok Post ได้มีการสัมภาษณ์ซีอีโอบริษัทสตาร์ทอัพด้านคริปโตถึงสองคนเกี่ยวกับ Bitcoin ล่าสุดโดยบางกอกโพสต์นั้นถือเป็นสื่อกระแสหลักที่ได้รับความน่าเชื่อถือและมีฐานผู้อ่านที่ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งการที่พวกเขาได้ออกมารายงานข่าวที่มีความเกี่ยวข้องกับ Bitcoin นั้นอาจทำให้เราตั้งคำถามได้ว่าหรือกระแสของ Bitcoin กำลังจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง?

การ Halving ที่จะเกิดในเดือนพฤษภาคม

ด้านบางกอกโพสต์ก็ได้สัมภาษณ์ไปยังคุณท็อป จิรายุศ ทรัพย์ศรีโสภาซีอีโอของ Bitkub Capital Group Holdings Co Ltd. และคุณภาวัต เลิศอริยศักดิ์ชัย ซีอีโอแห่งบริษัท Skuberg เกี่ยวกับการลงทุน Bitcoin และเหตุการณ์สำคัญอย่างการ Halving ที่จะเกิดขึ้นของ Bitcoin ด้วย

การ Halving เป็นที่คาดกันว่ามันจะมีส่วนที่ทำให้ราคา Bitcoin เพิ่มสูงขึ้นตามหลักของกลไกตลาด จากประวัติที่ผ่านมาก่อนหน้านี้การ Halving ของ Bitcoin ก็มักตามมาด้วยราคาที่เพิ่มสูงขึ้นเสมอ

“เมื่อ Supply มันต่ำลงและ Demand สูงขึ้นเป็นกลไกตลาดที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น” คุณท็อปกล่าว

การนำมาใช้ในชีวิตประจำวันยังค่อนข้างห่างไกล

นายภาวัต เลิศอริยศักดิ์ชัย

นอกจากนี้บทสัมภาษณ์มีการถกประเด็นเรื่องของราคาที่ผันผวนของ Bitcoin การลงทุนและการเก็งกำไร รวมถึงการทำธุรกรรมด้วย Bitcoin โดยส่วนใหญ่แล้วผู้คนจะลงทุนใน Bitcoin เพื่ออะไรและมีการนำ Bitcoin ไปใช้จริงๆ หรือไม่ ด้านของซีอีโอบริษัท Skuberg มองว่า Bitcoin สามารถนำมาใช้ชำระเงินได้จริงและเป็นที่นิยมในการนำมาใช้ชำระเงินในหมู่ของชาวต่างชาติที่เข้ามาไทยด้วย

“นักลงทุนรุ่นใหม่หลายๆ คนบอกกับผมว่าซื้อ Bitcoin ไว้ให้ลูกๆ ของพวกเขา ถ้า Bitcoin เป็นที่นิยมในอนาคตอย่างน้อยลูกๆ ก็จะได้ไม่ตกรถ” คุณภาวัต เลิศอริยศักดิ์ชัยกล่าว

แต่ในแง่ของการนำ Bitcoin มาใช้จ่ายอาจจะไม่เหมาะสมเท่าไรเพราะราคาที่ผันผวนของมัน

“อย่างไรก็ตามเหรียญที่เหมาะสมในการนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันนั้นจะเป็นเหรียญที่มีราคาค่อนข้างเสถียรอย่างเช่น Stablecoin และหนุนด้วยทรัพย์สินจริง” เขากล่าวเสริม

การที่สื่อใหญ่ในประเทศได้เข้ามาให้ความสนใจและทำข่าวเกี่ยวกับ Bitcoin นั้นถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญเพราะมันแสดงให้เห็นว่าสื่อเริ่มสนใจ Bitcoin มากขึ้นและมันจะยิ่งทำให้คนเข้าถึง Bitcoin ได้มากขึ้นกว่าเดิม…

กลับมาติดเทรนด์ในจีนอีกครั้ง

Bitcoin กลับมาติดเทรนด์ในจีนอีกครั้ง หลังราคาพุ่งทะลุ 10,000 ดอลลาร์

Bitcoin กลับมาติดเทรนด์ในจีนอีกครั้ง

เมื่อราคา Bitcoin นั้นได้พุ่งทะลุระดับ 10,000 ดอลลาร์อีกครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้ ส่งผลทำให้ชาวจีนนั้นเริ่มที่จะกลับมาตื่นตัวกับเหรียญคริปโตดังกล่าวอีกครั้ง และได้กลายมาติดเทรนด์อันดับ 4 บนโซเชียลในจีนอย่าง Weibo ไปแล้ว

แม้ว่ารัฐบาลจีนนั้นจะไม่ชอบ Bitcoin แต่นั่นคือสิ่งตรงกันข้ามกับประชาชนจีนที่ตามติดข่าวของเหรียญอันดับหนึ่งของโลกอย่างจดจ่อ โดยบน Weibo ของจีนนั้นมีชาวจีนเป็นจำนวนมากที่เข้ามาแสดงความตื่นเต้นกับการพุ่งขึ้นมาของราคา Bitcoin ที่ผ่านระดับ 10,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ประเทศที่ไม่มีเว็บกระดานซื้อขายเพราะถูกรัฐบาลแบนไม่ให้มีนั้น ประชาชนก็ยังคงสามารถเข้าถึงข่าวสารและตื่นเต้นไปกับมันได้

ซึ่งก็ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าราคา Bitcoin นั้นจะคงตัวอยู่ในระดับนี้ได้นานขนาดไหน แต่ในขณะที่รายงานข่าวอยู่นี้ ราคา Bitcoin นั้นอยู่ที่ 10,045.52 ดอลลาร์

กลับมาติดเทรนด์ในจีนอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงก่อนปี 2017 ที่ผ่านมา ประเทศจีนนั้นถือเป็นประเทศที่มีกิจกรรมการซื้อขาย Bitcoin สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยทำผ่านเว็บอย่าง BTC China, Huobi, OKCoin แต่ทว่าภายหลังจากนั้น ก็ถูกรัฐบาลสั่งปิดจนหมด โดยให้เหตุผลว่ามีการฟอกเงินกันเกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งยังมีการนำเหรียญที่ได้ไปใช้ในด้านผิดกฎหมาย อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การแบนเว็บเทรด Bitcoin ในจีนนั้นไม่ได้หมายความว่าการถือเหรียญ Bitcoin หรือการขุด Bitcoin นั้นจะผิดกฎหมายตามไปด้วย โดยปัจจุบันชาวจีนบางส่วนนั้นยังสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยน Bitcoin ผ่านแพลทฟอร์มแบบ OTC ที่เป็นการจับคู่ซื้อขายกันเอง

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะไม่ค่อยชอบ bitcoin นั้น แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจชอบเทคโนโลยีที่หนุนหลังมันอยู่อย่าง Blockchain โดยก่อนหน้านี้ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคมปี 2019 ที่ผ่านมาว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ออกมาประกาศผลักดันให้ประเทศจีนเป็นผู้นำด้าน Blockchain โดยภายหลังจากการประกาศนั้น ชาวจีนก็ได้มีการตื่นตัวกับเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นอย่างมาก ซึ่งมหาวิทยาลัยก็เริ่มออกมาเปิดคอร์สสอน รวมถึงธนาคารกลางก็ได้มีการพัฒนาเหรียญคริปโตของรัฐบาลเองอย่างเช่น DCEP อีกด้วย…

ยังสามารถพุ่งไปได้ถึง

Tom Lee ยืนยันราคา Bitcoin ยังสามารถพุ่งไปได้ถึง 25,000 ดอลลาร์ในอีก 6 เดือนข้างหน้า

Bitcoin ยังสามารถพุ่งไปได้ถึง 25,000 ดอลลาร์

นาย Tom Lee หรือก็คือผู้ก่อตั้ง Fundstrat Global Advisors ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Yahoo ไว้ว่า Bitcoin ยังสามารถที่จะมีอัตราการเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าซึ่งจะมีการขึ้นครั้งใหญ่เกิดขึ้น และให้สังเกตว่าราคาของคริปโตเคอเรนซี่อย่าง Bitcoin ได้ทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 หรือ MA 200 ขึ้นไปยืนเหนือได้แล้วเป็นที่เรียบร้อย

“การที่ราคาของ Bitcoin สามารถขึ้นไปยืนเหนือเส้น MA 200 ได้นั้นเป็นเหมือนกับการบอกว่าเหรียญดังกล่าวได้กลับมาเป็นตลาดขาขึ้นหรือตลาดกระทิงอีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อมันสามารถ Break ขึ้นไปได้อีกคร้ังจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการเพิ่มมูลค่าอีกราว ๆ 197 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคาดว่าจะมีราคาที่ประมาณ 26,000 ดอลลาร์หากเป็นไปตามนี้ครับ”

สำหรับผู้ที่ไม่ทราบมาก่อนี่นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ หรือ MA200 มีความสำคัญเป็นอย่างมากกับตลาดค่าเงินทั้งหลายเพราะมันคือสิ่งที่นักลงทุนระยะยาวใช้ในการดูเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจว่าช่วงนี้ตลาดอยู่ในแนวโน้มแบบนั้น

หากราคายืนเหนือเส้น MA 200 ได้ก็มักจะนับเป็นตลาดกระทิง หรือแนวโน้มขาขึ้น แต่ถ้าตรงกันข้ามอยู่ต่ำกว่า MA 200 แล้วละก็มันก็หมายความว่ามีแนวโน้มที่จะลงต่อหรือเป็นตลาดหมีนั้นเอง

นอกจากเรื่องทางเชิงเทคนิคอลทั้งหลายเหล่านี้นาย Tom Lee ยังได้บอกอีกด้วยว่าปัจจัยพื้นฐานของปีนี้ก็ดูจะส่งผลไม่น้อยที่จะทำให้ Bitcoin มีการขึ้นไปยังราคาที่สูงกว่ายอดเดิมได้แบบไม่ยากเย็นนัก โดยนาย Tom Lee ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่าง Fast Money ของทางช่อง CNBC ที่น่าจะเป็นสื่อกระแสหลักเพียงเจ้าเดียวเท่านั้นที่มีพื้นที่ให้กับคริปโตเคอเรนซี่ ซึ่งเขาได้วิเคราะห์ไว้ในรายการดังกล่าวถึง 3 เหตุผลปัจจัยพื้นฐานที่จะส่งผลแน่นอนต่อ Bitcoin นั้นก็คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 ที่จะเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาซึ่งเขาอ้างว่าจะลดแรงกดดันด้านกฎระเบียบของ Bitcoin

นอกจากนี้ปัจจัยอื่น ๆ อย่างเช่นการ Halving ที่จะมีการลดขนาดของ Block Reward ลงอีก 50 เปอร์เซ็นต์นับเป็นปัจจัยที่สำคัญเป็นอย่างมากที่จะทำให้ราคาของ Bitcoin มีการปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในอิหร่านที่สร้างความไม่มั่นคงให้กับค่าเงินดอลลาร์และทำให้คนหันมาถือ Bitcoin แทน

เมื่อเช้านี้ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วว่าราคาของ Bitcoin นั้นได้พุ่งทะลุระดับ 10,000 ดอลลาร์ไปแล้วอย่างรุนแรง ซึ่งนั่นแปลว่าเรายังเหลืออีก 15,000 ดอลลาร์ที่เหลือ ถึงจะไปยังระดับที่นาย Tom Lee กล่าวไว้

ยังสามารถพุ่งไปได้ถึง…

ชายชาวญี่ปุ่นถูกตัดสินข้อหาติดตั้งสคริปต์ขุดเหรียญ

ชายชาวญี่ปุ่นถูกตัดสินข้อหาติดตั้งสคริปต์ขุดเหรียญ Cryptocurrency บนเว็บไซต์ตัวเอง

ชายชาวญี่ปุ่นถูกตัดสินข้อหาติดตั้งสคริปต์ขุดเหรียญ

ชายชาวญี่ปุ่นวัย 32 ปีคนหนึ่งถูกจับกุมและตัดสินว่ามีความผิดโดยศาลสูงสุดของโตเกียว ในข้อหาว่าติดตั้งซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายที่เรียกกันว่า cryptojacking บนเว็บไซต์ของเขา อ้างอิงจาก The Mainichi reportsโดยเขานั้นได้สร้างเว็บไซต์ขึ้นมาและทำการฝังโค้ดขุดเหรียญ Monero (XMR) ของ Coinhiveเข้าไป ซึ่งเว็บดังกล่าวจะแอบนำเอาแรงประมวลผลของเครื่องเหยื่อมาใช้ขุดเหรียญ XMR ก่อนที่จะโอนไปยังบัญชีของชายคนดังกล่าว

ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคมปี 2019 ที่ผ่านมา เขาได้ถูกศาลชั้นตัดสินให้พ้นโทษ โดยศาลชี้ว่าซอฟต์แวร์ของเขานั้นไม่ได้สร้างความเสียหายใด ๆ ให้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของเหยื่อ อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นสูงนั้นปฏิเสธที่จะให้เขาพ้นโทษ เนื่องจากเว็บไซต์ของเขานั้นไม่มีการแจ้งเตือนผู้ใช้งานถึงการนำเอาสคริปต์ Coinhive เข้าไปฝังอยู่นั่นเอง

ธุรกิจแอบเอาเครื่องเหยื่อไปขุดเหรียญเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
การทำการ Cryptojacking นั้นยังคงเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่อาชญากรทางไซเบอร์ โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่ามีการฝังโค้ดแอบขุดเหรียญคริปโตเข้าไปในรูปของนักกีฬาบาสเก็ตบอลมืออาชีพที่เสียชีวิตจากเฮลิคอปเตอร์ตกนาย Kobe Bryant เพื่อที่จะหวังให้มีคนเป็นจำนวนมากเข้ามาดูรูปดังกล่าวเยอะ ๆ และจะได้แอบขุดเหรียญคริปโตบนเครื่องของเหยื่อได้

ภายหลังอาชญากรผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าวนั้นได้รับเหรียญคริปโตที่ได้จากการฉ้อโกงด้วยการใช้เครื่องของเหยื่อขุดมูลค่ากว่า 60 ล้านบาทไป ซึ่งเผยให้เห็นถึงความน่ากลัวของธุรกิจดังกล่าว…

กระเป๋าเก็บเหรียญ

กระเป๋าเก็บเหรียญ Cryptocurrency ของ Samsung Galaxy เพิ่มการรองรับแอพ Origin Marketplace แล้ว

กระเป๋าเก็บเหรียญ Cryptocurrency 

Origin Protocol (OGN) เป็นองค์กรทางเศรษฐกิจแบบแบ่งปันก่อตั้งเมื่อปี 2017 ในตอนนี้ได้ให้บริการบน Samsung Blockchain Wallet แล้วโดยผู้ใช้งาน Samsung สามารถทำธุรกรรมบน Origin Marketplace บนมือถือได้แล้ว

Origin ให้บริการบนมือถือซัมซุง
Origin Protocol เป็นตลาดที่ Decentralized ให้คนสามารถเข้ามาสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการทำคำสั่งซื้อได้ซึ่งในตอนนี้เปิดให้บริการบน Samsung blockchain wallet แล้ว

กระเป๋าเก็บเหรียญ

นอกจากนี้ทางทีมงานก็กำลังพัฒนา React Native สำหรับ Samsung Blockchain Keystore software development kit (SDK) ทั้งนี้ React Native นั้นเป็นแอปพลิเคชั่นบนมือถือที่พัฒนาโดย Facebook

ด้านทีมงาน Origin ก็มองว่าโค้ดที่จะสร้างขึ้นมาใหม่นั้นจะทำให้เกิด Mass Adoption อย่างแท้จริง นอกจากนี้ทาง Origin ก็เคยออกแอปพลิเคชั่นส่งข้อความที่สามารถส่งหากันได้แบบทันทีด้วย

ในเวลาที่รายงานอยู่นี้เหรียญ ONG นั้นอยู่ที่ $0.228645 (+67.85%), 0.00002340 BTC (+64.89%) และ 0.00105113 ETH (+57.91%) ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมานับว่าพุ่งทะยานอย่างรุนแรงมากๆ…