ชาวเวเนซุเอลารายหนึ่งได้อธิบายว่า Bitcoin ช่วยชีวิตครอบครัวเขาได้อย่างไร

ชาวเวเนซุเอลารายหนึ่งได้อธิบายว่า Bitcoin สถานการณ์ในเวเนซุเอลาทวีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ใช้ Bitcoin ในประเทศกล่าวว่าพวกเขาใช้ Bitcoin เพื่อความอยู่รอด

ชาวเวเนซุเอลารายหนึ่งได้อธิบายว่า Bitcoin เขากล่าวว่าเขาเก็บเงินของพวกเขาไปอยู่ในรูปแบบ Bitcoin หมดแล้ว เขาจะเปลี่ยนเป็นสกุลเงิน Bolivars เมื่อจำเป็น

Bitcoin ไม่ใช่ Bolivar
นาย Carlos Hernández ชาวเวเนซุเอลาที่อาศัยอยู่ใน Ciudad Guayana ได้เล่าเรื่องราวของเขาใน The New York Times ในวันเสาร์ที่ผ่านมา ในเรื่องที่ว่า Bitcoin ช่วยชีวิตครอบครัวของพวกเขาตลอดช่วงวิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาได้อย่างไร โดยเขากล่าวว่า:

“ผมไม่ถือสกุลเงิน Bolivar เลยหรือสกุลเงินอย่างเป็นทางการของเวเนซุเอลา ผมเก็บเงินทั้งหมดของผมในรูปแบบของ Bitcoin การเก็บ Bolivar คือการฆ่าตัวตายทางการเงิน”

เขาอธิบายว่าเขาไม่มีบัญชีธนาคารในต่างประเทศและ “ด้วยการควบคุมสกุลเงินของเวเนซุเอลาไม่มีวิธีที่ง่ายสำหรับผมที่จะใช้สกุลเงินต่างประเทศทั่วไปเช่นสกุลเงินดอลลาร์”

นาย Hernández เปิดเผยว่าสกุลเงินดิจิทัลช่วยให้เขาสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของเขาด้วยตัวเอง เขากล่าวว่าพ่อของเขาเป็นพนักงานของรัฐได้รับเงิน 6 ดอลลาร์ต่อเดือน และแม่ของเขาก็ไม่มีรายได้

เขากล่าวว่าพี่ชายของเขายังคงต้องใช้สกุลเงินดิจิทัล นาย Juan อายุ 28 ปี จากทนายความต้องกลายมาเป็นนักแปลอิสระ เพราะภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ต่างคนต่างยากจนเรื่อย ๆ รวมไปถึงลูกค้าของทนายความด้วยเช่นกัน

เขาเสริมว่าพี่ชายของเขาต้องรับเงินด้วยคริปโต เขาไม่สามารถใช้ Paypal ได้เนื่องจากเวเนซุเอลาไม่รับสกุลเงินอื่นนอกจากสกุลเงินท้องถิ่นเท่านั้น โดยสุดท้ายเขาสรุปว่า:

“คุณสามารถกล่าวได้ว่าคริปโตสามารถช่วยชีวิตครอบครัวคุณได้”

เปลี่ยนคริปโตเป็น Bolivar

ชาวเวเนซุเอลารายหนึ่งได้อธิบายว่า Bitcoin
เขากล่าวว่าเขาต้องเปลี่ยนคริปโตเป็น Bolivar ที่ LocalBitcoins และมันสามารถโอนเงินผ่านธนาคารได้ทันที เขากล่าวว่า:

“ผมไม่สามารถเปลี่ยน Bitcoin จำนวนมากได้ภายในหนึ่งครั้ง รัฐบาลยังไม่ได้ตรวจสอบมากเท่าไรในตอนนี้ถ้ามีการโอนมากกว่า 50 ดอลลาร์ บัญชีคุณจะถูกแข่แข็ง ทางธนาคารจะถามคุณว่าเงินที่ได้มานั้นมาจากไหน”

LocalBitcoins เป็นอะไรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับชาวเวเนซุเอลา ปริมาณการเทรดอยู่ที่ 2,487 BTC เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่อาทิตย์ที่ผ่านมาจะเหลือ 1,939 BTC

เมื่อเร็ว ๆ นี้รัฐบาลของนาย Maduro ได้ออกพระราชกฤษฎีกาควบคุมกิจกรรมด้านคริปโตในเวเนซุเอลารวมถึงการส่งภาษี

บริจาคด้วย Bitcoin

ชาวเวเนซุเอลารายหนึ่งได้อธิบายว่า Bitcoin
สำหรับวันเด็กสากลของเวเนซุเอลาเมื่อปีที่แล้วโครงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ไม่แสวงหากำไร ได้รวบรวมเงินบริจาคด้วย Bitcoin จาก Paxful และอื่น ๆ จากนั้นก็ให้อาหารกว่า 1,500 คนต่อวัน และแจกจ่ายอาหารหลายร้อยมื้อให้กับผู้คนบนถนน

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา องค์กร Eatbch หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรของเวเนซุเอลาที่รับบริจาคด้วย BCH เพิ่งฉลองครบหนึ่งปี และเพียงไม่กี่เดือนในการเปิดตัวองค์กรนี้สามารถ “ให้อาหารหลายพันมื้อในแต่ละสัปดาห์ใน 23 แห่งใน 6 รัฐของประเทศ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในลิกเตนสไตน์ เปิดตัวแพลทฟอร์มซื้อขาย Bitcoin แล้ว

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในลิกเตนสไตน์ กลุ่มธนาคาร Bank Frick สาขาต่างๆในหมู่บ้าน Balzers ประเทศลิกเตนสไตน์ได้ริเริ่มสร้างแพลทฟอร์มการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโต

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในลิกเตนสไตน์ ได้จัดทำบริการดังกล่าวดดยอาศัยระบบย่อยของตลาดเครือข่ายข้อมูลแบบกระจายตัวโดยอิสระ หรือ DLT Markets AG

กลุ่มผู้ลงทุนเริ่มสามารถที่จะเข้าถึงตลาดสกุลเงินคริปโตได้หลากหลายมากขึ้น
อ้างอิงจากประกาศของธนาคารดังกล่าวซึ่งออกในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยได้กล่าวว่า ลูกค้าทั้งหลายของธนาคารนั้น จะสามารถใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานบนตลาดของระบบ DLT ในการซื้อและขายสินทรัพย์ดิจิทัลต่างๆกับตลาดการแลกเปลี่ยนทั้งหลาย ทั้งยังได้เน้นย้ำอีกว่าการซื้อขายแลกเปลี่ยนเหรียญดิจิทัลดังกล่าวที่เกิดขึ้นโดยอาศัยระบบ DLT ของธนาคาร จะเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนภายใต้การควบคุมเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับการแลกเปลี่ยนตราสารอื่นๆในปัจจุบัน

ระบบดังกล่าวยังสามารถที่จะจัดการข้อมูลต่างๆรวมถึงการจัดการกระบวนการจัดลำดับและบริหารความเสี่ยงของสินทรัพย์เพื่อที่จะดำเนินธุรกรรมจนเสร็จสิ้นอย่างปลอดภัย และในขณะเดียวกันธนาคาร Bank Frick จะเป็นผู้สนับสนุนและดำเนินการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายให้แก่กลุ่มผู้ลงทุนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะและเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการฟอกเงิน

หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในลิกเตนสไตน์
นาย Roger Wurzel

Roger Wurze ในฐานะที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของตลาดระบบ DLT ซึ่งได้มีประสบการณ์อย่างโชกโชนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนตราสารทุนและอนุพันธุ์จากการทำงานที่ธนาคาร Deutsche Bank ได้กล่าวว่า

“เรากำลังสร้างตลาดที่มีรูปแบบเฉพาะในตัวเองซึ่งสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มนักลงทุนสำหรับหลักทรัพย์ในตระกูลเหรียญดิจิทัล โดยอาศัยการควบคุมอย่างเต็มรูปแบบซึ่งทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิทัลอย่าง เหรียญ (tokens) หรือเงินสกุลคริปโตนั้นมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น”

ธนาคารใน Liechtenstein เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีในพัฒนาโดยการพลักดันและนำสกุลเงินคริปโตและเทคโนโลยีBlockchain เข้ามามีส่วนร่วมในวงการธุรกรรมของพวกเขา ประกอบกับกฎหมายที่เอื้อให้แก่การดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโตที่เป็นข้อดีของเมือง Liechtenstein ซึ่งแข่งขันกับเมืองอื่นๆในด้านเดียวกับนี้อยู่เช่นเมือง Gibraltar หรือ เมือง Malta นอกจากนี้ธนาคารกลางของเมือง Liechtenstein ยังได้ออกประกาศถึงแผนการการออกเหรียญในฐานะหลักทรัพย์อีกด้วย

การขยายตัวของเครือข่ายธนาคาร Bank Frick
กลุ่มธนาคาร Bank Frick ได้ก่อตั้ง Distributed Ventures AG ในเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายรองในการส่งเสริมและสนับสนุนทุนให้แก่บริษัทตั้งใหม่ในการดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินและเทคโนโลยี blockchain โดยEdi Wögerer ผู้บริหารได้กล่าวว่า “การเปิดตัวตลาดระบบ DLT นั้นได้แสดงถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของ Bank Frick ในการพัฒนาระบบธุรกรรมแห่งอนาคต ซึ่งได้ทำการผสมผสานหลักทรัพย์ที่มีการควบคุมเข้ากับประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain”

และเขาได้อธิบายเสริมอีกว่า “ผลงานที่เป็นประจักษ์ของเรานั้นจะสามารถแสดงให้กลุ่มลูกค้าเห็นถึงการผสมผสานที่มีลักษณะเฉพาะในตัวเองระหว่างเทคโนโลยีการทำธุรกรรมและการธนาคารซึ่งถูกกำกับควบคุมโดยสหภาพยุโรป การซื้อขายแลกเปลี่ยนและการเก็บรักษาหลักทรัพย์ดิจิทัลนั้นจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในธุรกิจหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม ”

เนื้อหาเสริม : กลุ่มธนาคาร Bank Frick นั้นเป็นธุรกิจธนาคารในลิกเตนสไตน์ ซึ่งบริหารกิจการภายในครอบครัว โดยมีสำนักงานใหญ่ที่เมือง Balzers และมีพนักงานกว่า 120 คน ธนาคารดังกล่าวถูกตั้งขึ้นในปี1998 โดย Kuno Frick Sr อีกทั้งผู้ลงทุนส่วนใหญ่ได้ตกอยู่ในการควบคุมโดยมูลนิธิ Kuno Frick Family ส่วนทุนที่เหลืออีก 35 เปอร์เซ็นนั้นถูกถือโดยบริษัท Net 1 UEPS Technologies, Inc. (Net1) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินที่อยู่ในรายชื่อบริษัทในตลาดหุ้น Nasdaq ในนิวยอร์ก

ธนาคารดังกล่าวยังได้มีการสนับสนุน การเปิดเสนอขายเหรียญครั้งแรกหรือ ICO ต่างๆ ทั้งด้านบริการทางกฎหมายและด้านบริการเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโตหลักๆเช่น Bitcoin ด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

เหรียญ Maker มีมูลค่าสูงขึ้นโดยมีผลกำไรกว่า 37 เปอร์เซ็นต์ในเดือนกุมภาพันธ์นี้

เหรียญ Maker ที่สร้างจาก smart contract ของ Ethereum มีราคาที่สุดขึ้นในตลาด

เหรียญ Maker เป็นเหรียญคริปโตที่มี Market Cap เป็นลำดับที่ 16 อ้างอิงจาก CoinMarketCap โดย 1 MKR มีค่าเท่ากับ 4.6 ETH (พิจารณาจากวันที่ 14 กุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดนับแต่วันที่ 8 ตุลาคมปีที่ผ่านมาและมีมูลค่าสุดท้ายอยู่ที่ 4.37 ETH ดูเหมือนว่ามูลค่าที่ตกลงจะสัมพันธ์กับการขายทำกำไรเมื่อราคาอยู่ที่จุดสูงสุดมา 129 วัน

ทั้งนี้เหรียญ MakerDAO เป็นแพลตฟอร์ม smart contract ของบล็อกเชน Ethereum ซึ่งเป็นตัวหนุนมูลค่าของเหรียญ DAI (เหรียญ stablecoin ดั้งเดิมที่ยึดค่าเหรียญ ETH กับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ฯ) จากระบบค้ำประกันหนี้หรือ Collateralized Debt Positions (CDP) การชำระเงินกู้จะนำเหรียญ ETH มาเป็นสิ่งค้ำประกัน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการกำกับเหรียญ DAI ทั่วทั้งระบบนิเวศของ Maker

ในตอนนี้ MRK มีมูลค่าลดลง 5.39 เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุด แต่ MRK ก็ยังคงมีมูลค่าสูงกว่าจุดสูงสุดในเดือนก่อน ๆ เป็นสัญญานว่าตลาดหมีกำลังจะจบลง

เหรียญ Maker จะถูกสร้างขึ้นหรือทำลายลงนั้นขึ้นอยู่กับความผันผวนของ DAI ณ ราคาปัจจุบัน เพื่อที่จะทำให้มูลค่าของมันเทียบเท่ากับ 1 USD ให้มากที่สุดเท่าที่ i99bet จะเป็นไปได้ ซึ่งแพลตฟอร์ม Maker นี้ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแม้ตลาดคริปโตจะอยู่ในช่วงสภาวะตลาดหมีก็ตาม เหรียญ Ethereum ทั้งหมดประมาณ 2% ในตอนนี้ถูกนำมาล็อคกับเงินกู้ของ MakerDAO

เหรียญ Maker

จากกราฟด้านบนจะเห็นว่าเหรียญ MKR มีความผันผวนสูงมากตั้งแต่ก่อนปีใหม่ แล้วค่อย ๆ มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 2019 กราฟเริ่มมีลักษณะกว้างขึ้นเพราะตลาดมีสภาพคล่องมากขึ้น

การนำเหรียญ ETH มารวมกัน

เหรียญ Maker
เนื่องจากผู้ใช้งานเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ดังนั้นผู้ใช้งานจะนำเหรียญ ether มารวมกันโดยอัตโนมัติจากนั้นก็จะได้รับ DAI

ในขณะนี้เหรียญ ETH ทั้งหมด 1,970,339.45 เหรียญถูกล็อคไว้กับ contract ของ Maker แสดงให้เห็นว่าประมาณ 1.87 ของเหรียญ 104,862,328 ETH นั้นหวุนเวียนอยู่ในระบบและได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญอีก 1 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน

จากรายงานพบว่าแนวโน้มของ DAI ถูกค้ำประกันมากเกินไป กล่าวคือมากกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเมื่อเหรียญ DAI 1 เหรียญถูกสร้างขึ้นมันจะมีมูลค่าอย่างต่ำ $2 ถึง $3 ของ ETH ที่ถูกเก็บไว้ใน CDP ส่งผลให้เมื่อราคาของ ETH ตกลง เหรียญคริปโตเคอร์เรนซีจะถูกเก็บมากขึ้นเพื่อสำรองเหรียญ DAI ส่วนเหรียญ MKR จะนำมาใช้สำหรับการจ่ายค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมในระบบ Maker และให้สิทธิแก้ผู้ถือเหรียญในการมีสิทธิโหวต ตามระบบการลงคะแนนเสียงของ Maker

พัฒนาการของตลาด
เมื่อเร็ว ๆ นี้ในที่ประชุมของ MakerDAO ตกลงที่จะเพิ่มค่าธรรมเนียมในการรักษาความเสถียรจาก 0.5 เปอร์เซ็นต์เป็น 1 เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะลดความผันผวนของราคา DAI ทียึดติดกับ USD ลง

จากข้อมูลของ Uniswap โปรโตคอลการแลกเปลี่ยน Ethereum ที่เพิ่งจะแซงหน้าเว็บเทรด Ethfinex เร็ว ๆ นี้เพราะมีรายได้จากการเทรดคู่ MKR/ETH เป็นอันดับ 1 คือมากกว่า $329,000 ตามมูลค่าเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ฯ ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ซึ่งทางเว็บเทรดดังกล่าวได้ลดราคาของ MKR ลงเพื่อทำกำไรสำหรับสองตลาดคือ Ethfinex และ Uniswap ในขณะที่เว็บเทรดอื่น ๆ ได้ลิสต์ MKR ให้เป็นสินค่าพรีเมียม ท้ายที่สุดแล้วช่องว่างเหล่านี้จะลดลงหากผู้คนมาซื้อ MKR จาก Uniswap แล้วนำไปขายที่ Ethfinex ซึงจะทำให้ราคา MKR ของเว็บเทรดทั้งสองมาบรรจบกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

ราคา Bitcoin แตะ 1.5 ล้านดอลลาร์ถ้าแทนที่เงินและทองคำที่มีในระบบตอนนี้

ราคา Bitcoin ถูกสร้างขึ้นเป็นเงินทางเลือกนอกจากสกุลเงินปกติ (เงิน Fiat) แม้จะไม่ได้มีการบอกกล่าวจาก Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin อย่างชัดเจน

ราคา Bitcoin ทุกคนก็เข้าใจข้อเท็จจริงข้อนี้ได้เอง เห็นได้จากการที่อดีตผู้จัดการด้านผลิตภัณฑ์ของ Blockchain.com นาย Dan Held เคยออกมาโพสต์ทวิตเตอร์ว่าสิ่งที่ Satoshi สร้างคือความพยายามที่จะสร้างสิ่งใหม่ที่เป็น “กระดูกสันหลัง” ให้กับระบบการเงินมากกว่าการสร้างระบบการเงินดิจิทัลแบบ peer-to-peer เสียอีก

แม้ว่าเจตนาที่แท้จริงของการสร้าง Bitcoin ตามที่ Satoshi ตั้งใจไว้ยังไม่บรรลุผลแต่ก็มีบางคนเห็นว่ามันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นi99bet  สักวัน Bitcoin จะก้าวมาสู่ Wall Street และกลายมาเป็นอีกสกุลเงินทางเลือกอีกสกุลหนึ่งนนอกจากสกุลเงิน Fiat

Bitcoin เป็นเงินที่ตายยากมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
นาย Travis Kling หัวหน้าแผนกการลงทุนของ Ikigai ได้โพสต์ทวิตเตอร์เกี่ยวกับสิ่งที่ได้เห็นจากตลาดหมีโดยกล่าวว่าหากจะมองในแง่ดีของตลาดหมีแม้ราคาของ Bitcoin จะอยู่ในสภาวะที่กลับตัวลำบากแต่ BTC เป็นเหรียญที่ตายยากมากที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาในประวัติศาสตร์มนุษยชน

ราคา Bitcoin

Travis Kling
@Travis_Kling
Bear market reminders- BTC is the hardest money we’ve ever had in the history of humanity. Print this out and put it next to your computer.

h/t @crypto_voices

ในทวิตเตอร์ของนาย Kling อดีตผู้จัดการพอร์ตของ Point72 ได้โพสต์รูป infographic จากนักวิเคราะห์ของ Crypto Voices ที่เปรียบเทียบ Bitcoin กับสกุลเงิน Fiat ต่าง ๆ

จากข้อมูลของทีมงาน Crypto Voices เงิน Fiat ที่มีอยู่ในระบบตอนนี้หากนับเป็นเงิน U.S. dollar จะมีมูลค่าอยู่ที่ 19.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ส่วนทองคำที่อยู่ในระบบซึ่งมีความสำคัญกับเศรษฐกิจพอ ๆ กับเงิน Fiat เทียบเป็นสกุลเงิน U.S dollar แล้วมีมูลค่ากว่า 7.83 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ส่วน Bitcoin ณ เวลาที่ทางทีมงานได้ทำรีพอร์ต มีมูลค่าอยู่ที่ 60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ และอาจจะเป็นไปได้ที่คริปโตเคอร์เรนซีจะมีมูลค่าสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นถ้าหาก BTC ในทางทฤษฎีสามารถเทรดด้วยเงิน Fiat และทองคำทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ได้โดยไม่ทำให้ราคาตลาดผันผวนอาจจะทำให้มูลค่าของ BTC อยู่ที่ 1,571,316 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ต่อเหรียญ แม้มันจะเป็นทฤษฎีแต่มันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไร้ตรรกะหากเราจะคิดว่า Bitcoin จะเข้ามามีอำนาจเหนือเงิน Fiat ในอนาคตก็ได้

ข้อโต้แย้งที่บอกว่าคริปโตจะเข้ามาแทนที่เงิน Fiat
นาย Max Keiser ได้เคยออกมากล่าวกับ Bitcoinist ว่า Bitcoin นั้นเหมือนเป็นหลุมดำทางการเงินที่จะค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลืนกินเงิน Fiat ทั้งหมดหากวิกฤติทางการเงินยังคงเป็นเช่นนี้อยู่

ด้านนาย Trace Mayer ก็เห็นด้วยกับความเห็นของนาย Keiser ซึ่งเขากล่าวว่านับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2008 จนถึงวันนี้ก็ 11 ปีแล้วแต่ดูเหมือนรัฐบาลและสังคมยังไม่ได้เรียนรู้ สร้างหนี้สินกว่า 87 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ เพราะความโลภของมนุษย์

นอกจากนี้เขายังกล่าวว่านวัตกรรม Lightning Network และโปรโตคอลอื่น ๆ ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่รวมถึงการเข้ามาสู่ตลาด Wall Street จะทำให้ Bitcoin กลายเป็นการลงทุนที่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ฉลาดไปโดยปริยาย การถือเหรียญ BTC จึงนับว่าเป็นการวางแผนทางการเงินในระยะยาวไปจนถึงหลังเกษียรอายุที่ดีที่สุดเพราะการลงทุนในปัจจุบันอาจจะกลายเป็นหนี้สินระดับชาติและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนัก แม้ว่าความคิดเห็นเหล่านี้จะออกนาในรูปแบบของการมองว่าระบบการเงินโลกกำลังจะอยู่ในช่วงล่มสลาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดไม่ได้เกินความจริงไปนัก

จากที่ประชุม World Government Summit ในประเทศดูไบนาง Christine Lagarde ได้ถูกยกย่องจาก Forbes ปี 20180 ว่าเป็นบุคคลที่ทรงพลังที่สุดอันดับที่ 22 ของโลก เขาได้กล่าวว่ามันมี “4 คลาวน์” ในสภาพแวดล้อมทางการเงินทั่วโลกรวมถึงระบบการเงินโลกอาจจะถูกพายุโหมเข้าใส่ เขาอธิบายว่าคลาวน์เหล่านี้รวมถึงสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน, การจำกัดสินค้าเชิงปริมาณ, Brexit และที่สำคัญที่สุดคือภาระหนี้สินที่รัฐบาล บุคคลและบริษัทได้ก่อขึ้น

ด้านนาย Ray Dalio ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน Bridgewater Associates ได้ออกมากล่าวถึงสภาพแวดล้อมในปัจจุบันกับสิ่งที่เขาเห็นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เขาได้กล่าวว่าช่วงปี 1929 ถีงปี 1932 นั้นมีการพิมพ์ธนบัตรออกมาจำนวนมากและการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินนั้นมีรูปแบบเหมือนเช่นในปัจจุบัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

หัวหน้า Messager ของ Facebook ประกาศว่าไม่มีการวางแผนใด ๆ เกี่ยวกับคริปโต

หัวหน้า Messager ของ Facebook กล่าวว่ามันคงใช้เวลาอีกนานกว่าทาง Messenger จะหันมาสนใจในคริปโตเคอร์เรนซี

หัวหน้า Messager ของ Facebook ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของ CNBC กับนาย David Marcus หัวหน้าฝ่าย Messenger ของ Facebook และคณะกรรมการของ Coinbase กล่าวว่ามันคงใช้เวลาอีกนานกว่าทาง Messenger จะหันมาสนใจในคริปโตเคอร์เรนซี

ทั้งนี้เขากล่าวต่อไปว่า:

“การชำระเงินด้วยคริปโตตอนนี้ยังคงมีราคาที่สูงและช้า เนื่องจากบางกรณีเราใช้ Blockchain กันคนละตัวและใช้สินทรัพย์คนละอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าเราเพิกเฉย ในอนาคตเราอาจจะให้บริการชำระเงินด้วยคริปโตก็ได้ ”

นอกจากนี้นาย Marcus ยังกล่าวอธิบายถึงการที่ Facebook ตัดสินใจแบนโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคริปโตว่า:

“พวกเราต้องการที่จะปกป้องชุมชนซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเรา i99bet คนที่ทำการอย่างถูกต้องตามกฎหมายในเรื่องของคริปโตที่ผมได้เข้าไปพูดคุยด้วยอย่างน้อยพวกเขาก็ขอบคุณผมที่ทางเราได้ออกมาเคลื่อนไหวเช่นนั้น เพราะว่าการโฆษณาส่วนใหญ่มันเป็นการหลอกลวงซึ่งเราก็ไม่สามารถจะอนุญาตให้การหลอกลวงฉ้อฉลเช่นนั้นปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มของเราต่อไปได้ ”

อย่างไรก็ตามเขากล่าวต่อไปว่า “นโยบายของทางเราอาจปรับเปลี่ยนหากอุตสาหกรรมด้านคริปโตมันถูกกฎหมายแล้วและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องการโฆษณาบนแพลตฟอร์มของเรามันไม่ได้ผิดกฎหมายแล้วเราอาจจะอนุญาตให้ทำการโฆษณาได้ ”

เดือนพฤษภาคม: Facebook สร้างทีมงาน Blockchain ข่าวลือว่า Facebook จะเปิดตัวเหรียญคริปโตของตัวเองมีออกมาให้เห็นเรื่อย ๆ
ในวันที่ 8 เดือนพฤษภาคม Facebook เผยเตรียมแผนการณ์เกี่ยวกับ Blockchain โดยนาย David Marcus ประกาศว่าเขาจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นภายในบริษัทเพื่อทำเกี่ยวกับ Blockchain นี้เอง

“ผมจัดตั้งกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้นเพื่อศึกษาว่าเทคโนโลยี Blockchain จะนำมาใช้กับ Facebook ได้อย่างไรบ้าง” นาย Marcus กล่าวในเพจส่วนตัวของเขา

หัวหน้า Messager ของ Facebook 

ไม่กี่วันให้หลัง วันที่ 11 พฤษภาคม อ้างอิงจากสื่อข่าว Cheddar รายงานว่าทาง Facebook กำลังดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อเปิดตัวเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีของตัวเองเพื่อให้ผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านคนได้เห็น

“ก็เหมือนกับบริษัทอื่น ๆ คือทาง Facebook กำลังทำการสำรวจแนวทางที่จะนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ ซึ่งเราก็กำลังสำรวจในหลาย ๆ แง่จึงไม่สามารถที่จะออกมากล่าวอะไรได้มากไปกว่านี้ ”

เดือนมิถุนายน: Facebook เลิกแบนโฆษณาเกี่ยวกับคริปโต
ในวันที่ 26 มิถุนายน Facebook เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อคริปโตโดยได้ปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ซึ่งอนุญาตให้มีการโฆษณาเกี่ยวกับคริปโตบนแพลตฟอร์มของ Facebook ได้ แต่ยังคงแบนโฆษณาเกี่ยวกับ ICOs อยู่

ในคำแถลงการณ์ Facebook กล่าวว่าตอนนี้ทาง Facebook กำลังพิจารณาเกี่ยวกับโฆษณาคริปโตซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปและจะอนุญาตให้โฆษณาที่มีความปลอดภัยเท่านั้นที่จะสามารถโฆษณาบนแพลตฟอร์มของ Facebook ได้

Facebook ได้ทำการพิจารณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ถูกห้ามและนโยบายการให้บริการใหม่ โดยกล่าวว่า:

“ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนเป็นต้นไป เราจะอนุญาตให้บางโฆษณาสามารถทำการโฆษณาเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีได้แต่เรายังคงห้ามทำการโฆษณาเกี่ยวกับ ICOs อยู่”

นโยบายใหม่นี้ ผู้ทำการโฆษณาจะต้องยื่นคำร้องขอต่อทาง Facebook เพื่อพิจารณาก่อนที่จะทำการโฆษณา ผู้ทำการโฆษณาจะต้องแนบใบอนุญาตที่ตนได้รับมาด้วยว่าได้รับอนุญาตให้ทำการเทรดใน public stock exchange หรือไม่รวมถึงประวัติการทำธุรกิจอื่น ๆ ทั้งนี้ Facebook ได้เน้นย้ำว่าไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ทุกคนทำการโฆษณาตามอำเภอใจได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

เรื่องราวระหว่างคนยุค Gen Y และคริปโตเคอเรนซี่ เขาจะเอาคืนธนาคารอย่างไร?

เรื่องราวระหว่างคนยุค Gen Y และคริปโตเคอเรนซี่ คนหนุ่มสาวชาวอเมริกันไม่ถูกกับธนาคารมาเป็นเวลานานแล้วเนื่องจากพฤติกรรมของธนาคารชอบเอาเปรียบลูกค้าเหมือนกับว่าตนเองเป็นผู้ล่า

เรื่องราวระหว่างคนยุค Gen Y และคริปโตเคอเรนซี่ ลูกค้าของธนาคารก็จำต้องยอมทนกับระบบแบบนี้เรื่อยมา แต่สำหรับคน Gen Y (ผู้คนที่เกิดตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1981-2000) ที่ได้รับสมญานามว่าล้มมาแล้วทุกอุตสาหกรรมก็ได้ประกาศถึงความไม่ยอมจำนนกับธนาคารอีกต่อไปแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าคน Gen Y กำลังพยายามหาวิธีการทำเงินใหม่ ๆ อยู่

เลิกกับธนาคารแล้ว
ในช่วงวิกฤติทางการเงินปี 2551 ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่ำลงไปจนถึง 0 เปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คน Gen Y จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย (โดยมีหนี้ที่เป็นเงินกู้เพื่อการศึกษาติดตัวอยู่) และกำลังจะก่อร่างสร้างตัว ทั้งนี้คน Gen Y แทบจะไม่ได้ดอกเบี้ยจาการฝากเงินในธนาคารเลย ในขณะที่ธนาคารเองก็นำเงินฝากเหล่านี้มาคิดเป็นดอกเบี้ย 25 เปอร์เซ็นต์กับลูกค้าที่ i99bet ใช้บัตรเครดิต และเก็บ 90 เปอร์เซ็นต์ไว้ที่ตัวเอง ส่งผลให้ผู้บริหารธนาคารหลายรายมีบันทึกออกมาว่าได้รับเงินเดือนและโบนัสที่สูงในปี 2552 ในขณะที่ชาวอเมริกันต้องพยายามชักหน้าให้ถึงหลังในแต่ละเดือน

จากที่กล่าวมาอาจสรุปได้ว่าสิ่งนี้เป็นความสัมพันธ์แบบด้านเดียว กล่าวคือ คน Gen Y ให้ ส่วนธนาคารก็รับ แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ที่ดีนั้นจะอยู่พื้นฐานของความเชื่อใจเสมอ แต่คน Gen Y ก็ไม่ได้เชื่อใจธนาคาร และจากการศึกษาของ Edelman ในปี 2561 เผยว่า 77 เปอร์เซนต์ของคน Gen Yที่ร่ำรวยนั้นรู้สึกว่าระบบการเงินการธนาคารถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรวยและมีอำนาจ และ 75 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y กังวลว่าระบบธนาคารของโลกจะถูกแฮ็ค ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขานั้นหายไป นอกจากนี้อีก 77 เปอร์เซนต์ยังคิดว่าพฤติกรรมแย่ ๆ ที่ธนาคารทำอยู่ตอนนี้จะนำไปสู่วิกฤติการณ์ทางการเงินอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องราวระหว่างคนยุค Gen Y และคริปโตเคอเรนซี่

เพราะฉะนั้นการมีธนาคารถือเป็นข่าวร้ายสำหรับคน Gen Y และจากการสำรวจพบว่า 70 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y ที่ร่ำรวยรู้สึกว่าธนาคารสร้างระบบการซื้อขายที่ยุ่งยากโดยไม่จำเป็น และอีก 71 เปอร์เซนต์กล่าวว่าธนาคารมีความไม่แน่นนอนอยู่ในตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์เชิงเอาเปรียบและไม่มั่นคงสำหรับลูกค้า แต่โชคดีที่ตอนนี้คน Gen Y รับรู้และกำลังจะถอนตัวออกจากธนาคารเหล่านี้แล้ว

มีดัชนีเกี่ยวกับคน Gen Y กล่าวว่าธุรกิจการธนาคารเป็นสิ่งทีก่อความรำคาญให้กับคน Gen Y มากที่สุด และ 71 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y ยังกล่าวเสริมอีกว่า อยากไปหาหมอฟันมากกว่าฟังสิ่งที่ธนาคารพูด นอกจากนี้ยังมีดัชนีที่เผยว่าในบรรดาสินค้า 10 ยี่ห้อที่คน Gen Y ไม่ชอบยังมีชื่อของธนาคารชั้นนำ 4 แห่งอยู่ในนั้นด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการพิสูจน์ไปอีกว่า ธนาคารเป็นสถาบันที่เป็นเสมือนคนแก่ที่แบ่งชนชั้นและเหยียดเชื้อชาติลูกค้าเมื่อมาทำธุรกรรมการกู้ยืม และไม่ให้บริการกับประชาชนที่ยากจนรวมทั้งคิดอัตราดอกเบี้ยแพง ๆ กับประชาชนที่ต้องการนำเงินมาใช้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แสดงถึงคู่รักที่กำลังทะเลาะกันอีกแล้ว แต่มันคือการเลิกกัน

การหลงรักคริปโตเคอเรนซี
คริปโตเคอเรนซีเป็นเหมือนไหล่ที่ให้คน Gen Y ซบในเวลาที่เสียใจและเสียเงิน ซึ่งตอนนี้ 17.2 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y มีคริปโตแล้ว และจากการศึกษาของ Edelman เผยว่า 25 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y ที่ร่ำรวยและมีคริปโตนี้ มี 31 เปอร์เซ็นต์ที่สนใจเกี่ยวกับคริปโต และมี 74 เปอร์เซ็นต์ที่เชื่อว่าบล็อกเชนจะทำให้ระบบการเงินของโลกนั้นปลอดภัยยิ่งขึ้น

เรื่องราวระหว่างคนยุค Gen Y และคริปโตเคอเรนซี่

นอกจากนี้จากการศึกษาของ Sustany Capital เผยว่า 88 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y ต้องการใช้คริปโตเคอเรนซีในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการลงทุน ในขณะที่อีก 42 เปอร์เซนต์ต้องการใช้คริปโตเคอเรนซีในฐานะที่เป็นเงินเก็บ

ความน่าสนใจอยู่ที่ตรงที่ พวกเราแค่ต้องการเพื่อนที่ไว้ใจได้มาเล่นเกมจับคู่กัน โดยคน Gen Y ลังเลที่จะลงทุนในคริปโตเนื่องจากไม่มีความรู้ แต่อีก 97 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y และคน Gen X กล่าวว่า พวกเขาต้องศึกษาให้มากกว่านี้ และอีก 73 เปอร์เซนต์ของคน Gen Y มีแนวโน้มที่จะลงทุนในคริปโตก็ต่อเมื่อได้รับคำปรึกษาจากที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งอาจสรุปได้ว่าจะต้องมีบุคคลที่มีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีมาอธิบายให้ผู้ที่จะมาลงทุนฟังว่าคริปโตมีประโยชน์ ปลอดภัยและเป็นธรรมอย่างไร

เรื่องราวโรแมนติกที่มีคุณค่าในตัวเอง
ผู้คนมากมายกล่าวว่าคริปโตเป็นเหมือนแฟชั่นที่กำลังจะผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาตลาดลดลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่สำนักข่าว Bloomberg เผยอีกนัยหนึ่งว่า ถึงแม้ราคา bitcoin จะลดลงไปถึง 80 เปอร์เซนต์ในช่วงปี 2561 แต่จำนวนการเปิดบัญชีเพิ่มสูงขึ้นป็นสองเท่าถึง 35 ล้านบัญชีในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความนิยมของคริปโตเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

ความสัมพันธ์ที่ผ่านความยากลำบากมาด้วยกันได้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดึงดูดซึ่งกันและกันหรือเรื่องราวความรักที่แต่งเป็นนวนิยายแล้ว แต่เป็นคุณค่าที่มีร่วมกันอย่างลึกซึ้ง สำหรับคน Gen Y แล้ว คริปโตเป็นเงินที่ใช้ได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าและสามารถโอนแก่กันได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลาง ส่วนบล็อกเชนก็เป็นระบบมีความมั่นคง ทำให้นายธนาคารต่าง ๆ ไม่สามารถขโมยเงินไปได้ ดังนั้นมันจึงไม่มีความแตกต่างระหว่างการกู้เงินสำหรับนักศึกษาหรือสำหรับสถานภาพทางสังคมอื่น ๆ อีกแล้ว อีกทั้งคริปโตยังเป็นสิ่งที่คน Gen Y ซื้อด้วยความรู้สึกนึกคิดของเขาเอง ไม่ใช่การถูกล่อซื้อโดยธุรกิจธนาคาร

คุณค่าเหล่านี้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองโดยไม่ต้องคำนึงถึงการขึ้นลงของราคาในตลาด ดังที่ Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง Cardano รีทวีตว่า พาดหัวข่าวเกี่ยวกับธนาคารตามสื่อต่าง ๆ และสภาพของ bitcoin ในปัจจุบันที่ขาดทุนนี้ ไม่ได้ทำให้พวกเขารับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของพวกเราบ้างเลย เงินจำนวน 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ถูกปลดแอกจากระบบการเงินการธนาคาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปลดแอกเศรษฐกิจจากระบบของธนาคาร

ในตอนนี้คน Gen Y กำลังมองหาการบริการใหม่ ๆ ที่ตรงกับความสนใจของคน Gen Y มากที่สุดและจะช่วยสนับสนุนสังคมในรูปแบบที่ไม่ใช่ธนาคาร คริปโตเป็นส่วนผสมที่เข้ากันระหว่างการใช้ได้จริงในทางปฏิบัติและความรักความชอบ ซึ่งคุ้มค่ากับการจ่ายเงินเพื่อให้ได้สิ่งนี้มา สำหรับคน Gen Y แล้วคริปโตเป็นเหมือนเงินที่เอากลับไปให้พ่อกับแม่ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอลลาร์ให้เวเนซุเอลาหรือ Bitcoin จะเป็นทางออก

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอล วิกฤติเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาเป็นสิ่งที่จะเพิกเฉยไม่ได้

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอล Nicolás Maduro ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาก็ถูกธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ หรือ Bank of England (BoE) ปฏิเสธการคืนทองมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.7 หมื่นล้านบาท) หรืออีกนัยหนึ่งคือประเทศเวเนซุเอลาซึ่งเป็นรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าถึงทรัพย์สินของประเทศตนเองจากอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้ bitcoin ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้ อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การกักเก็บความมั่งคั่งในคริปโตเคอเรนซีนั้นจะเพิ่งสูงขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศเวเนซุเอลาบานปลายได้อย่างไร ?

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอล
เหตุที่ BoE ตัดสินใจเช่นนั้นต้องพิจารณาถึงบทเรียนในครั้งก่อน คือ กรณีการล้มตัวทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาที่มีน้ำมันมากที่สุด ตั้งแต่ปี 2559 ความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศเวเนซุเอลาทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลทำให้เกิดการตัดการใช้พลังงานไฟฟ้า และการขาดแคลนอาหารและยา ซึ่งทองคำก็เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนสำคัญของประเทศเวเนซุเอลา

จุดขัดแย้งครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศเวเนซุเอลา คือ การที่นาย Nicolas Maduro ได้รับการเลือกเป็นประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2556 ภายหลังการอาสัญกรรมของ ประธานาธิบดี Hugo Chávez และในระหว่างนั้นเองเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2561 นาย Juan Guaidó ได้ประกาศว่าตนเองเป็นประธานาธิบดีทั้ง ๆ ที่นาย Maduro ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองไปแล้ว i99bet แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางพรรคฝ่ายค้านจะบอยคอตการเลือกตั้งดังกล่าวไปแล้วก็ตาม ที่น่าสนใจคือเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2562 นาย Jeremy Hunt เลขาธิการการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ทางสหราชอาณาจักรจะยอมรับ Guaidó ในฐานะประธานาธิบดีชั่วคราวของประเทศเวเนซุเอลา หากการเลือกตั้งที่ชอบธรรมนั้นไม่เกิดขึ้นภายใน 8 วัน

นาย Hunt รีทวีตว่า

Jeremy Hunt
@Jeremy_Hunt
1/2 After banning opposition candidates, ballot box stuffing and counting irregularities in a deeply flawed election it is clear Nicolas Maduro is not the legitimate leader of Venezuela

แปล: หลังจากที่แบนผู้สมัครฝ่ายค้านแล้ว กล่องลงคะแนนเสียงดูเหมือนจะไม่มีความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า Nicolás Maduro ไม่ใช่ประธานาธิบดีที่ชอบธรรมของประเทศเวเนซุเอลา

Jeremy Hunt
@Jeremy_Hunt
2/2 @jguaido is the right person to take Venezuela forward. If there are not fresh & fair elections announced within 8 days UK will recognise him as interim President to take forward the political process towards democracy. Time for a new start for the suffering ppl of Venezuela

แปล:Juan Guaidó เป็นบุคคลที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำที่จะขับเคลื่อนประเทศเวเนซุเอลา หากการเลือกตั้งที่ชอบธรรมไม่เกิดขึ้นภายใน 8 วันนี้ สหราชอาณาจักรจะยอมรับ Juan Guaidó ในฐานะประธานาธิบดีชั่วคราวผู้ขับเคลื่อนตามวิถีประชาธิปไตย

มีบทบาทสำคัญในวิกฤตินี้ และในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา นาย Maduro ได้ประกาศใช้ Petro ซึ่งเป็นคริปโตเคอเรนซีของรัฐ โดยกล่าวว่า ประเทศเวเนซุเอลาได้สร้างประวัติศาสตร์ โดย “ในวันนี้เป็นความก้าวหน้าของพวกเราในการใช้ petro ในฐานะสกุลเงินของประเทศและจะทำให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศนั้นกลับมา”

BoE กับเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นในการปฏิเสธคืนทองคำ
BoE เป็นหนึ่งในผู้รับฝากทองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอน London Bullion Market Association (LBMA) เผยว่า ในเดือนมีนาคม 2560 มีทองอยู่ในลอนดอนประมาณ 7,500 ตัน เทียบเท่าทองแท่ง 596,000 แท่ง ซึ่งก่อนหน้านี้สาเหตุที่มีการปฏิเสธคืนทองคำเป็นเรื่องของการประกันภัย แต่ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจของ BoE นั้นมาจากเหตุผลในทางการเมือง และในเดือนพฤศจิกายน Reuter รายงานคำพูดจากเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่งว่า

“มีการเตรียมแผนนี้เกือบสองเดือนเนื่องจากปัญหาด้านการประกันภัยทางทะเลต่อการขนย้ายทองคำจำนวนมาก”

นาย Ricardo Hausmann ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Harvard และนักวิจารณ์ Maduro ให้สัมภาษณ์กับสื่อตะวันตก Bloomberg ว่าสหราชอาณาจักรมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่คืนทองคำ โดยอ้างว่ากฎข้อแรกของการทำธุรกิจ คือ รัฐบาลต้องหยุดใช้ทรัพย์สินของคนในประเทศมาชำระหนี้เสียก่อน

การส่งทองคำกลับคืนสู่ประเทศผู้เป็นเจ้าของ
การส่งทองคำกลับสู่ประเทศผู้เป็นเจ้าของนั้นเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลของแต่ละเทศต้องการนำทองคำมาเก็บไว้ที่ประเทศของตนเอง และการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นเรื่อยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยมีชนวนมาจากความกลัวว่าจะถูกยึดทองคำ

นอกจากประเทศเวเนซุเอลาที่ขอทองคำคืนจาก BoE แล้ว ธนาคารกลางของประเทศเยอรมันยังเรียกร้องขอทองคำคืนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และธนาคารกลางฝรั่งเศสอีกด้วย และเมื่อปีที่ผ่านมาประเทศตุรกีก็ร่วมกับประเทศเยอรมันและประเทศฮังการีในการเป็นประเทศล่าสุดที่เรียกทองคำคืนอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

STO คืออะไร

STO คืออะไร ต่างจาก ICO อย่างไร และทำไมถึงเป็นอีกตัวเลือกที่น่าจับตามอง

STO คืออะไร หลังจากที่เราได้ยินคำว่า Initial Coin Offerings (ICO) มาได้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

STO คืออะไร ล่าสุดนั้นดูเหมือนว่าจะมีศัพท์ใหม่ที่ผู้คนในวงการ cryptocurrency หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่คุ้นหู ซึ่งนั่นก็คือ security token offering (STO) ฟังดูอาจจะคล้าย ๆ กับพี่ใหญ่ของมันที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาในวงการนี้ได้ไม่กี่ปีมาแล้ว คำถามที่ตามมาคือ แล้วมันต่างกันอย่างไรล่ะ

STO นั้นถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทรงพลังของ private equity และการระดมทุนโดยบริษัทด้าน venture capital “จากทั่วโลก” ซึ่งมันทรงพลังถึงขั้นที่ Polymath นั้นประมาณการณ์เอาไว้ว่ามันจะเติบโตถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ในอีกสองปี

แล้วมันต่างจาก ICO ที่เรารู้จักกันดีอย่างไรล่ะ? อย่างแรกเลยคือ ICO นั้นถูกเปิดขายโดยบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนจากมวลมหาชน i99bet ซึ่งผู้ที่ซื้อไปนั้นสามารถนำไปแลกเป็นสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ อย่างเช่น Bitcoin หรือ ETH ได้ (ก่อนที่จะนำไปแลกคืนเป็นเงินสดได้) ซึ่งหากดู ๆ แล้วมันก็คงจะเหมือนการที่คุณซื้อหุ้นของบริษัทนั้น ๆ แต่ทว่า…

คุณไม่ได้ซื้อหุ้นเลย

โดยปกติแล้ว ในทางกฎหมายนั้นถ้าหากว่าคุณซื้อหุ้นจากบริษัทแห่งหนึ่งไว้คุณจะได้สิทธิและพันธะในการเป็นผู้ถือหุ้น ยกตัวอย่างเช่นการออกเสียงในกลุ่มผู้ถือหุ้น และรวมถึงเงินปันผลอีกด้วย แต่เมื่อคุณซื้อเหรียญโทเค็นที่เป็น ICO คุณจะไม่ได้สิทธินั้น ๆ เลย แต่ทว่าในเหรียญ STO นั้น จะให้คุณได้ในทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น บวกกับความคล่องตัวของความเป็น Token ที่รันอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ของมัน

STO คืออะไร
ในการเข้าร่วมซื้อ Security Token Offering นั้นก็ไม่ต่างจากการเข้าซื้อ ICO เท่าไรนัก กล่าวคือคุณสามารถซื้อเหรียญ token ในช่วงที่มีการเปิดขาย และหลังจากนั้นคุณก็สามารถนำมันไปเทรดหรือถือไว้ได้ต่อ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ securities token นั้นถือเป็นหลักทรัพย์ด้านการเงินจริง ๆ ดังนั้นเหรียญของคุณจึงถูกหนุนหลังไว้ด้วยสิ่งที่ถูกจับต้องได้เช่น สินทรัพย์, ผลกำไร หรือผลประกอบการของบริษัทนั้น ๆ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ ควรออก STO หรือไม่
สำหรับบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนนั้น แม้ว่า ICO ในไทยเพิ่งจะได้รับการอนุมัติด้านกฎเกณฑ์จาก ก.ล.ต. แล้ว แต่การระดมทุนผ่านช่องทางดังกล่าวในปัจจุบันนั้นนับว่าไม่ง่ายเหมือนปีที่แล้ว ไม่ว่าจะทั้งในแง่กฎหมายและสภาพตลาดในตอนนี้ แต่สำหรับ STO ที่ถือเป็นของใหม่นั้น นาย Jaron Lukasiewicz หรือ CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท Influential Capital ได้ออกความเห็นว่าบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนผ่านช่องทางดังกล่าวควรที่จะคำนึงถึงปัจจัยหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

STO คืออะไร

บริษัทของคุณสามารถลงทุนใน STO ได้ก็ต่อเมื่อ:

ทำรายได้มากกว่า 329.7 ล้านบาทต่อปี
เป็นบริษัทที่มีอัตราเติบโตสูง
ประกอบธุรกิจทั่วโลก
ต้องการใช้ asset ที่สามารถส่งหากันได้
ให้ความสนใจในวิธีการระดมทุนที่สามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าของคุณได้
ต้องการให้สภาพคล่องที่สูงสำหรับผู้ถือหุ้น
ก่อนที่เราจะพูดถึงสาเหตุที่ทำไม STO ถึงจะมาเป็นสิ่งที่นิยมในหมู่นักลงทุนและบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนนั้น ลองมาสรุปกันอีกครั้งว่า STO คืออะไร และมันทำงานอย่างไร

หากจะให้สรุปง่าย ๆ นั้น Securities Token Offering ก็คือการเสนอขายหลักทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัลชนิดหนึ่งคล้ายกับ ICO ที่มีคุณสมบัติในการส่งให้ใครก็ได้ผ่านเทคโนโลยี Blockchain เพื่อระดมทุนหาเงินเข้าบริษัทจากมวลมหาชน ผู้ที่ซื้อนั้นสามารถนำไปเทรดซื้อขายเก็งกำไรได้ เพียงแต่ว่าผู้ที่ถือหลักทรัพย์ดิจิทัลอย่าง STO จะได้สิทธิในการเป็นผู้ร่วมถือหุ้นในบริษัทตามกฎหมายทุกอย่าง ซึ่งต่างจาก ICO ที่ผู้ถือเหรียญโทเค็นนั้นจะได้แต่ถือเหรียญอย่างเดียวเท่านั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

นาย John

นาย John McAfee ฟันธงว่าราคาของ Bitcoin จะพุ่งไปแตะ 1 ล้านดอลลาร์

นาย John McAfee ฟันธงว่าราคาของ Bitcoin จะพุ่งไปแตะ 1 ล้านดอลลาร์ก่อนสิ้นปี 2020

นาย John McAfee ได้ออกมายืนยันด้วยสิ่งที่เขามีทั้งหมดว่าราคาของ Bitcoin นั้นจะเทียบเท่า 1 ล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2020 นี้ อ้างอิงจากการให้สัมภาษณ์ของเขากับสื่อคริปโตท้องถิ่น ที่สำคัญ เขายังคงยืนยันว่าจะกิน “น้องชาย” ของตัวเองออกอากาศหากราคานั้นไม่เป็นไปตามที่ทำนายไว้

นาย John

“ผู้คนกำลังตื่นขึ้นมา เนื่องด้วยราคาของ Bitcoin นั้นจะเป็น 1,000,000 ดอลลาร์ แต่คำถามที่ตามมาก็คือ เมื่อไร? สักวันหนึ่ง บางทีอาจจะ 5 ปี แต่หากในทศวรรษนี้ล่ะก็ ผมคือคน ๆ เดียวที่ยืนยันวันเวลาให้คุณได้ ซึ่งก็คือ 31 ธันวาคม 2020”

มันเป็นคำพูดที่ค่อนข้างจริงจัง สำหรับผู้ชายคนหนึ่งที่เอา “น้องชาย” ตรงหว่างขาของตัวเองเป็นเดิมพัน i99betนอกจากนี้เขายังเผยอีกว่าการพนันในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่เขาเดิมพันมากที่สุดในชีวิต ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อและความแน่วแน่ต่อ Bitcoin นาย McAfee กล่าวว่าเขานั้นไม่อยากจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่บอกว่าราคาของมันจะพุ่งขึ้นวันใดวันหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องทำตัวให้แตกต่างด้วยการกำหนดวันที่นั้นขึ้นมา

ก่อนหน้านี้นาย McAfee ได้ออกมากล่าวว่าถ้าหากเขาจะต้องแพ้พนันจริง ๆ นั้น เขาจะมา “ใช้โสเภณีในกรุงเทพ” ซึ่งการกล่าวของเขานั้นสร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยบางส่วนอย่างมาก

“ถ้าหากว่ามันถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดแล้ว และผมแพ้พนันราคา Bitcoin (โปรดจำไว้ว่าผมจะกินไอ้น้องชายของตัวเอง ไม่ได้บอกว่าจะตัด อันนั้นสื่อเป็นคนเพิ่มเข้ามา) ผมอาจจะไปมอบหมายงานให้กับทีมโสเภณีในกรุงเทพถ่ายทอดสด โดยมีคำแนะนำให้ปฏิบัติงานอย่างช้า ๆ จนกระทั่งผมเสร็จ”

นอกเหนือจากนาย McAfee นั้น ยังมีอีกหนึ่งผู้ที่เชื่อใน Bitcoin โดยมีแนวคิดว่าราคานั้นจะพุ่งขึ้นถึง 1 ล้านดอลลาร์เช่นเดียวกัน นั่นก็คือนาย Jesse Lund หรือรองประธานฝ่าย blockchain and digital currency ของบริษัท IBM โดยเขากล่าวว่า

“ผมมีคำทำนายของระยะยาว เราต้องย้อนกลับไปในการพูดคุยในส่วนของการนำไปใช้งานจริงที่สัมพันธ์กับราคา ผมเห็นมองไปข้างหน้าและคาดว่าราคาของ Bitcoin อาจไปถึงในระดับหลานล้านดอลลาร์ในวันหนึ่ง ผมชอบตัวเลขนี้ เพราะว่าถ้าหากว่าราคา Bitcoin แตะหนึ่งล้านดอลลาร์จริง นั่นหมายความว่ามันจะมีสภาพคล่องประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์ในเครือข่าย ลองคิดถึงตัวเลข 20 ล้านล้านในรูปแบบสภาพคล่อง และวิธีที่มันจะมาเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินในอุตสาหกรรมสิ”

ทว่าก่อนที่ราคาของมันจะไปถึง 1 ล้านดอลลาร์นั้น นาย Lund เชื่อว่ามันจะต้องไปอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์ก่อน ซึ่งเขาคาดว่ามันจะเกิดขึ้นภายในช่วงสิ้นปี 2019 นี้

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://siamblockchain.com…

นาย Mark

นาย Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook กำลังประเมินถึงข้อดีและข้อเสีย

นาย Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook กำลังประเมินถึงข้อดีและข้อเสียในการ Login ด้วย Blockchain

นาย Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook กำลังประเมินศักยภาพของ Blockchain อย่างจริงจังเพื่อให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าสู่บริการต่าง ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพา Third-party

นาย Mark

ศักยภาพด้าน Blockchain

การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับบริการต่าง ๆ เช่น Facebook Connect แอปพลิเคชันการลงชื่อเพียงครั้งเดียว นาย Mark ได้กล่าวในการสัมภาษณ์กับนาย Jonathan Zittrain

“การใช้ Blockchain นั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดเอาไว้ ถึงผมไม่รู้ว่ามันจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง แต่มันก็ช่วยในเรื่องของการรับรองความถูกต้อง และอนุญาตการเข้าถึงข้อมูลของคุณในบริการต่าง ๆ” เขากล่าว และเราจะมาใช้กับ Facebook Connect ของเรา

นาย Mark กล่าวเพิ่มเติมว่า:

“โดยทั่วไปคุณนำข้อมูลของคุณเก็บไว้ในระบบ Decentralized และคุณมีทางเลือกในการ Login เข้าสู่สิ่งต่าง ๆ โดยไม่ผ่านตัวกลาง”

ข้อดีและข้อเสีย

อ้างอิงจากเรื่องราวเมื่อปีที่แล้ว ที่ทาง Facebook ได้ให้ข้อมูลลูกค้ากับทาง Cambridge Analytica ซึ่งมันเป็นการละเมิดนโยบาย

บทเรียนดังกล่าวนี้ เขากล่าวว่า “ถ้าคุณมีระบบกระจายอย่างสมบูรณ์ มันจะมอบพลังให้กับประชาชน แต่มันก็จะเกิดคำถามที่ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขายินยอมกับทางสถาบัน ผมว่านี่เป็นคำถามทางสังคมที่น่าสนใจ”

นาย Mark ได้ตอกย้ำในความคิดของเขา:

“คำถามก็คือ คุณต้องการมันหรือไม่ คุณมีกรณีที่ผู้ใช้งานไม่สามารถมีคนกลางได้หรือเปล่า และจะมีกรณีการละเมิดการขอความช่วยเหลือมากขึ้นหรือไม่”

เขายอมรับความท้าทายทางเทคนิคในการสร้างความ Decentralized:

“ระดับการคำนวณที่ทาง Facebook กำลังทำอยู่นั้น มีความรุนแรงอย่างมากที่ต้องทำในลักษณะของการกระจายอำนาจ” เขากล่าว “สิ่งที่เป็น Decentralized นั้น ต้องมีการคิดคำนวณเป็นอย่างมาก และจะเป็นสิ่งที่ยากในการสร้างมันขึ้นมา มันยากที่จะทำ แต่ในที่สุดคุณอาจจะมีทรัพยากรที่จะทำสิ่งนั้นก็ได้”

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://siamblockchain.com…